รีวิวเล็กๆ ขับทดสอบ All New Mercedes Benz A-Class ณ สนามแข่ง Bonanza

Admin Posted: February 18th, 2013

หลังจากที่ Autospinn เราได้รับเชิญไปร่วมทดสอบ เจ้า All New Mercedes-Benz A-Class ใหม่ รหัส W176 ในรูปแบบ Driving Experience ที่สนามแข่ง Bonanza เขาใหญ่ ไปเป็นที่เรียบร้อย และได้ลงรายละเอียดแบบคร่าวๆกันไปแล้ว มาคราวนี้จะขอบรรยาย ในส่วนของการทดสอบแบบรีวิวเล็กๆ ให้อ่านกันบ้าง


ในการทดสอบครั้งนี้จะเป็นรูปแบบ Driving Experience คือ จะเน้นการทดสอบในด้านสมรรถนะ และความปลอดภัยของตัวรถ โดยอาศัยทักษะ ของผู้ขับด้วย โดยมี Instructor ซึ่งเป็นนักแข่งรถชาวออสเตรเลีย มาร่วมสอนในคราวนี้ ได้แก่ Elliot Barbour, Jake Fouracre, Karl Reindler (instructor leader), David Russell


ก่อนที่จะเริ่มต้นการทดสอบทาง Instructor ได้ทำการสอนท่านั่งในการปรับเบาะให้เหมาะกับการขับขี่ในแบบ Racing โดยเริ่มจากการปรับเบาะให้ต่ำสุดเท่าที่ต่ำได้ กับ การยกพวงมาลัยขึ้นสูง เพื่อบีบบังคับสายตาให้มองไปยัง Track ได้ไกลขึ้น จากนั้นทำการปรับระยะของเบาะ โดยการนำเท้าขวาสอดเข้าไปใต้แป้นเบรก และให้มีมุมงอของหัวเข่าพอสมควรไม่ชัน หรือเหยียดตรงจนเกินไป ให้พอเหยียบแป้นเบรกจนสุดแล้ว หัวเข่าต้องไม่ตึงเป็นเส้นตรง เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ หากขาเหยียดตึงสุด แล้วทำการปรับเบาะเอนมาให้โอบแผ่นหลังและไหล่ ในมุมที่กระชับ แล้วจึงให้ยืดแขนตรง ให้ข้อมือไปวางด้านบนพวงมาลัย แล้วจึงจับพวงมาลัยที่เวลา 9:00 และ 3:00 ตามลำดับ และข้อศอกต้องไม่ตึงเกินไป มีระยะมุมงอบ้าง เพื่อจังหวะหักเลี้ยวพวงมาลัยสามารถทำได้คล่องตัว ไม่ติดขับทำให้การควบคุมไม่ลำบาก


– มาเริ่มที่ Station แรกกันเลย กับ (Handling Challenge) ซึ่งเป็นสไตล์การขับแบบ Gymkhana คือ ให้เริ่มออกจาก Grid Start ไปยังตำแหน่งที่สิ้นสุด โดยทำการจับเวลา หากชน Pylon ล้ม +2 วินาที ต่อ Pylon เส้นทางเริ่มตั้งแต่ ออก Start แล้วต้องรีบหักเข้าช่องด้านขวา แล้วจึงรีบหักกลับมาซ้าย และเป็นทางตรงยาวๆ ไปจนถึงจุดที่ ต้องหัก Slalom กระทันหันขวา- ซ้าย แล้วคุมรถให้ตรงออกไป ก่อนทำ Turn 360 องศา ที่รอบ pylon แล้วตรงออกไปยังจุดสิ้นสุด ซึ่ง Station นี้ต้องอาศัย ทักษะ ในการเดินเลี้ยงคันเร่ง และการควบคุมพวงมาลัยให้ดี


– มากันใน Station ต่อไป กับ (High Speed Lane Change) การขับด้วยความเร็วและเปลี่ยนช่องทางวิ่งแบบกะทันหัน เพื่อเรียนรู้อาการของรถและการควบคุมรถอย่างถูกวิธีเมื่อขับด้วยความเร็วสูง และทดสอบการทำงานของระบบ ESP โดยให้เริ่มวิ่งซัดตรงเข้ามาที่ความเร็ว ก่อนถึง Pylon ที่จะต้องหักเบี่ยงหลบเข้าขวาก่อน แล้วจึงต้องหักกลับมาซ้ายต่อทันที โดย Instructor แจ้งว่า ไม่ต้องแตะเบรก พอถึงจุด pylon ที่กำหนดให้ยกคันเร่ง แล้วโยนเข้าขวาเลย ซึ่ง ถ้าเป็นคนขับขี่แบบปกติทั่วไป คงเหวอกันแน่ๆ เพราะว่า ในจังหวะนั้น ความเร็วมาถึง pylon อยู่ที่ราว 80กม./ชม. – 90 กม./ชม. ซึ่งในครั้งแรกผมยังใช้สัญชาติญาณขับขี่แบบคนขับท้องถนนทั่วไปเน้นปลอดภัยแตะเบรกก่อน ที่จะหักพวงมาลัยกระทันหัน จน Instructor บอกว่าให้หักพวงมาลัยโยนเข้าไปเลย เพื่อให้ ESP ได้ทำงานช่วยเต็มที่ หลังจากนั้นเมื่อถึง pylon ที่กำหนดผมจึง ยกคันเร่ง และ หักพวงมาลัยขวา และรีบเหวี่ยงกลับคืนซ้ายทันที ซึ่งอาการ รถเซเอนตาม ประสาเมื่อโยนพวงมาลัยเข้าที่ความเร็วสูง แต่ก็รู้สึกว่ารถยังไม่มีอาการน่ากลัว ใดๆ อาจเนื่องมาจากตัวรถสูงเพียง 1.43 เมตร จึงทำให้รถไม่โคลงตัว แบบโยนแรงๆ แล้วหวิวหรือคว่ำ ร่วมกับระบบ ESP ช่วยในการทรงตัวถ่ายน้ำหนัก


– Station ถัดมาไม่มีอะไรมาก คือ Drag Station อัดทางตรงเพื่อทดสอบอัตราเร่งของรถ โดยในรอบแรกขอลองออกตัวแบบ Launch Control ออกตัวที่ 3000rpm และได้ลองใช้โหมด M ดู โดยตั้งใจจะเปลี่ยนเกียร์ที่ 6000rpm ทุกเกียร์ แต่ปรากฏว่า กำลังจะกดแตะ Shift เกียร์ขึ้น เกียร์ก็ตัดขึ้นให้เองก่อน ความรู้สึกจากที่




– และกับ Station สุดท้ายนี้ เป็นอะไรที่มันที่สุด และใช้ทักษะสูงที่สุด กับ Station ทดสอบการควบคุมรถในกรณีเกิดการลื่นไถล เมื่อรถไม่มี Grip โดย Station นี้จำลองโดย นำยางพลาสติกสีส้มมาหุ้มที่ล้อหลัง ของเจ้า A180 ปิด ESP แถมฉีดน้ำลงบน Track และวาง Pylon กั้นให้ขับแบบ Slalom ซิกแซ็ก ขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา ไปเรื่อย จนถึงจุดตั้ง Pylon U-Turn 180องศา ก่อนที่จะวิ่งกลับมาทางเดิม ซึ่ง Station นี้แทบจะทุกคนที่ขับต้องมีหมุนกันทุกคน Station นี้จุดที่ยากคือการหักพวงมาลัยหลบ แล้วรีบคืนพวงมาลัยให้ทันเพื่อที่จะแก้อาการ Over Steer เนื่องจากพวงมาลัยน้ำหนักค่อนข้างเบาและไว


มาพูดถึงตัวรีวิวในส่วนของตัวรถบ้าง คันที่ทดสอบหลักซึ่งใช้ขับถึง 3 Station นี้เป็นรุ่น A250 AMG ได้ทดสอบ A180 เพียง Station เดียวคือ Station สุดท้าย ซึ่งได้เหยียบทดสอบกำลังเครื่องยนต์อย่างเต็มที่เท่าตัว A250 จึงขอพูดถึงตัว A250 เท่านั้น

เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ความจุ 1991cc อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้าที่ 5500rpm และแรงบิดสูงสุด 350Nm มาตั้งแต่รอบ 1200-4000rpm เคลมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ไว้ที่ 6.6 วินาที จากเท่าที่ลองใน Drag Station นับๆ ในใจน่าจะได้ราว 8 วินาที ซุ่มเสียงมีมาให้ฟังใช้ได้ทีเดียว ในตอนที่ทดสอบ Drag รู้สึกว่า รถไม่ดึงอย่างที่คิด เมื่อเทียบจาก Feeling ตอนที่เคยทดสอบ รถ EX 2.0 เซ็ตเทอร์โบ ซึ่งตามสเป็กแรงม้าจะใกล้ๆ กัน รู้สึกว่า A 250 นี้จะแรงน้อยกว่า แต่เมื่อดูจากเวลาแล้ว ทำอัตราเร่งได้ดีกว่ามาก แต่คันเร่งไฟฟ้าคันนี้กลับรู้สึกแข็งหน่วงๆไปหน่อย ตอนออกตัวต้องกดลึกเน้นหนักกันหน่อย พูดถึงภาพรวมสมรรถนะ การใช้งานบนถนนทั่วไปถือว่า เหลือๆ กันเลย เพราะ Top Speed เคลมไว้ที่ 240กม./ชม. และอัตราสิ้นเปลืองที่ดูดีจนน่าตกใจเฉลี่ย 15กม./ลิตร ทำได้ระดับ B-car ญี่ปุ่นเลยทีเดียว แต่ถ้าจะต้องการขับซิ่งบ้าง เอามันก็ถือว่ามีกำลังเอาไว้ให้กดเหยียบเล่นกันได้บ้าง แต่เมื่อมาลองขับในสนาม ก็ถือว่าเป็นรถที่ขับได้สนุกมากทีเดียว ขับง่ายควบคุมและใช้งานง่าย ใครๆ ก็สามารถขับเจ้า A250 AMG คันนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ถ้าพูดถึงความดิบ ยังรู้สึกว่าไม่โหดมากเท่าไร ฟีลลิ่งแรงG ที่ดึงหลังติดเบาะ เปลี่ยนเกียร์กระชาก รวมถึงช่วงล่างกระโดกกระเดก

ระบบส่งกำลัง เกียร์เป็นอัตโนมัติ 7-Speed Dual Clutch (7G-DCT) โดยรถสปอร์ตเน้นสมรรถนะ สมัยนี้มักหันไปเล่นคลัชคู่กันหมด ในช่วงทดสอบ Drag เกียร์รอบตัด ที่ราว 6000rpm ก่อนที่รอบตกมาที่ราว 4000+ อย่างรวดเร็ว ตามประสาเกียร์คลัชคู่ที่ มีแผ่นคลัชอีกชุดมารอไว้แล้ว ทำให้เกียร์สามารถขึ้นได้อย่างต่อเนื่องกระฉับกระเฉง สำหรับในโหมด D (Sport), D(Eco) สามารถที่จะ Shift เกียร์ได้เลย โดยการแตะที่ก้านเกียร์ด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อต้องการจะกลับมาเป็น D ปกติ ก็ เพียงกดที่ก้าน + ค้างไว้ 2 วินาที สำหรับโหมด M ซึ่งใช้ Paddle Shift ในการควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ ถ้าหากลากรอบไปเกิน 6000rpm เกียร์จะตัดขึ้นเกียร์ใหม่ให้โดยทันที เพื่อป้องกันเกียร์เสียหาย

Handling เบาตามนิสัยพวงมาลัยไฟฟ้า แต่พอมาขับทดสอบ ในแบบ Racing เอา Performance จะรู้สึกว่าพวงมาลัยค่อนข้างเบาไปนิดและ ไวทีเดียว ในจังหวะหักเลี้ยวและคืนพวงมาลัย ใน Station Gymkhana ถ้าคุมช่วงคืนพวงมาลัยไม่ดีจะส่ายออกอาการทันที แต่ในซัดทางตรง Drag พวงมาลัยจะหนักขึ้นเมื่อความเร็วสูงขึ้น ซึ่งค่อนข้างมีน้ำหนักสัมพันธ์กับความเร็วดี ระยะฟรีพอเหมาะ โดยรวมพวงมาลัยเบา ไว คมดี น้ำหนักสัมพันธ์กับความเร็ว แต่ถ้าขับ Gymkhana ที่ต้องอาศัยการควบคุมพวงมาลัยอย่างต่อเนื่อง ยังอยากให้มีน้ำหนักมากกว่านี้หน่อย

เบรก ดิสก์ 4 ล้อ หน้า 2 pot หลัง 1 pot โดยในตัว 250 AMG นี้ จัด คาลิปเปอร์สีแดงให้ โดยคู่หน้าจะเขียนคำว่า Mercedes-Benz ดูจะเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป สามารถหยุดม้าที่มีอยู่ทั้งหมดอยู่แน่นิ่งเท้าได้ ขับ Racing แบบพอเอามัน ไม่ได้ขับแข่งขันแบบกดกันโหดๆ ตลอดจนมีกลิ่นไหม้ ถือว่าทำได้ดีไม่ผิดหวัง สำหรับน้ำหนักเบรก ทำได้หนักแน่นทีเดียว ตามสไตล์ตัว AMG กระทืบเบรกลงเพื่อถ่ายน้ำหนักไปด้านหน้า ก่อนโยนพวงมาลัยเข้าโค้งรู้สึก ควบคุมเบรกยังดีไม่มี Fade (รถใหม่ด้วย) แถมจะทำได้ดีกว่าที่คิด ในช่วงขับ Gymkhana จังหวะซัดตรงมาก่อนเบรก เพื่อโยนเข้า pylon รู้สึกว่าเบรกลึกชะลอความเร็วลงไปมากกว่าที่กะไว้ จึงทำให้อาจเสียเวลาไปนิดหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเบรกทำได้เกินที่คาดหวัง และในจังหวะกระทืบเบรก เพื่อให้รถหยุด ABS ทำงาน เสียงดังกึกๆ แต่รถไม่มีส่าย หรือโคลงตัวเสียการควบคุมแต่อย่างใด แต่เนื่องจากวงล้อที่ใหญ่ถึง 18” จึงอาจทำให้ดูจานเล็ก ไม่เต็มล้อนัก

ช่วงล่าง ด้านหน้าเป็น แม็คเฟอร์สัน สตรัท ด้านหลัง มัลติ-ลิงค์ เท่าที่ได้ลองขับในสนาม ก็ขับใส่เต็มกันแบบ Racing ไม่ได้เน้นขับหล่อๆ นั่งสบาย จึงไม่ค่อยรู้สึกว่ามันแข็งกระด้างสักเท่าใดนัก สำหรับผู้โดยสารก็ยังนั่งได้ไม่กระเทือนท้องใส้ เนื่องจากพื้น track ค่อนข้างเรียบไม่ขรุขระ และไม่มีรอยต่อของพื้นถนน จึงรู้สึกว่าช่วงล่างทำออกมาได้เหมาะกับพื้น Track และนั่งได้ไม่ทรมานผู้โดยสารนัก แต่ถ้าหากไปขับบนถนนบ้านเราจริงๆ ซึ่งสภาพถนนแบบสุดติ่งแล้ว ก็ไม่รู้ว่าอาการจะออกมาเช่นใด เพราะยังไม่มีโอกาสได้ลอง มาพูดถึงด้านการยึดเกาะ จากที่ได้ลองเหยียบๆ ซัดๆ โดยเฉพาะ Station High Speed Lane Change หักพวงมาลัยทิ้งทันทีที่ความเร็วราว 90 กม./ชม. รถโยนตัวแน่นอนที่ความเร็วระดับนี้ แต่เมื่อหักสวนกลับอีกทาง แก้กลับมา อาการไม่ได้ดูโคลงหน้ากลัวนัก ระบบ ESP ช่วยจัดการให้เราอย่างดี ล้อ AMG ขอบ 18” ลาย 5 ก้าน หุ้มด้วยยาง Mechelin 235/40/18 ดูดีสมกับสมรรถนะของรถมาก สเป็กกว้างได้ใจ เหมาะกับ Racing ยิ่งนัก แต่วิ่งบนถนนบ้านเราก็ คงต้องหย่อยๆ ระวังกันหน่อย


สรุป All New Mercedes-Benz A-Class 250AMG คันนี้ เป็นรถที่เหมาะกับวัยรุ่นที่เน้นความดูดีมีระดับ ขับสบายๆ ชิลๆ ได้ แต่เรียกม้ามา ต้องมีมาให้ใช้ได้ทันที ขับหล่อทั่วไปบนถนน อยากซิ่งก็จับเข้า Sport Mode เหรือโหมด M รวมถึงเพิ่มน้ำหนักเท้าขึ้น ก็กลายเป็นรถสปอร์ตเครื่อง 2.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ที่ให้ซุ่มเสียงฟังแล้วไม่ดังแสบหู น่ารำคาญ ช่วงล่างที่ผู้โดยสารนั่งไปด้วยแล้วไม่ทรมาน ระบบความปลอดภัยก็ครบครัน ค่าตัวที่อาจจะดูแรงไปหน่อย เพิ่มอีก 6 แสน จากตัว A180 แต่อย่าลืม ว่า แค่ชุดแต่งภายนอก ล้อ, Body Part ก็หลายแสนแล้ว, Option ภายในอีก, แล้วยังสมรรถนะทางวิศวะกรรมที่อัพเกรดทั้งหมดจาก A180 กับ 2.49 ล้านบาท ได้สมรรถนะระดับ AMG ถือว่าไม่แพงนะ ที่สำคัญภาพลักษณ์ที่ได้มันคือ Mercedes! ไว้ถ้ามีโอกาสต้องลองด้วยตัวเองกันดู ถ้ามีโอกาสผมอยากจะยืมมาทดสอบอีก มาวิ่งใช้งานแบบบ้านๆ บนถนนทั่วไป ที่ไม่ใช่สนาม ดูกันว่าจะเป็นเช่นไร

ขอขอบคุณ Mercedes-Benz และ Instructor ทุกท่านสำหรับ การทดสอบขับในครั้งนี้

ภณ เพียรทนงกิจ (พล autospinn) ผู้เขียน

 

[zenphotopress album=4189 sort=random number=80]

รายละเอียดเพิ่มเติม

Autospinn
Copyright © 2015 iCarAsia.com.สงวนลิขสิทธิ์
"Autospinn.com | The right place for car Enthusiasts"
iCar Asia
Carlist.my LiveLifeDrive.com
มาเลเซีย
Thaicar.com Autospinn.com One2Car.com
ประเทศไทย
Mobil123.com OtoSpirit.com
อินโดนีเซีย