VDO ทดสอบรถ Bentley Continental GTC V8 สปอร์ตเปิดประทุนตัวแรงจากอังกฤษ : Motor Drive Eps.5

Admin Posted: February 21st, 2013

สำหรับช่วง Motor Drive ในสัปดาห์นี้ ค่อนข้างจะพิเศษสักหน่อยเพราะว่าเราจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับสมรรถนะของสุดยอดยานยนต์ในแบบ Luxury & Sport Car จากแบรนด์หรูอย่าง Bentley ซึ่งทางบริษัท AAS. Auto Service ตัวแทนจำหน่ายและผู้นำเข้าแต่เพียงผู้เดียวได้เปิดโอกาสให้เราได้ทดสอบกัน อย่างรุ่น Bentley Continental GTC V8 สีดำเปิดประทุนมาให้ได้ชมกันแบบเต็มๆในวันนี้

Test Drive Bentley Continental GTC V8

สำหรับช่วง Motor Drive ในสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปทดสอบยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมี่ยมในงาน The World Bentley Driving Experience อย่างรุ่น Continental GTC V8 สีดำเปิดประทุนมาให้ได้ชมกันแบบเต็มๆในวันนี้

Bentley GT’s Family
สำหรับ Continental GTC V8 คันนี้นั้นถือเป็นหนึ่งในครอบครัวของ “เจ้าสัวหัวใจซิ่ง” ในเจนเนอเรชั่นที่สองของยานยนต์หรูคูเป้ Continental GT ซึ่งได้มีการเผยโฉมโมเดลแรกไปตั้งแต่ปี 2003 ก่อนจะส่งภาคต่อในเวอร์ชั่น GT2 พร้อมกัน 2 รุ่น คือ Continental GT , Continental GT Convertible หรือ GTC ขึ้นโชว์ในงาน Detroit Auto Show ช่วงเดือนมกราคมปี 2012 ที่มาพร้อมกับขุมพลังใหม่บล็อก V8 Twin Turbo ก่อนเผยโฉมตัวแรงขุมพลัง 6 ลิตร แบบ W12 ที่งาน Goodwood Fest of Speed ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนจะบินตรงจากเมือง Crewe ประเทศอังกฤษเพื่อเปืดตัวในเมืองไทยทั้ง 2 รุ่น ในเดือนกรกฎาคม พร้อมๆกับอัครยานยนต์แบบ 4 ประตูในรุ่น Mulsanne โดยในรุ่น Continental GT V8 นั้นมีค่าตัวอยู่ที่ 18.9ล้านบาท ส่วนในรุ่นเปิดประทุน Continental GT Convertible V8 อยู่ที่ 19.9 ล้านบาท พร้อมๆกับอัครยานยนต์แบบ 4 ประตูในรุ่น Mulsanne ไปพร้อมๆกัน

Design & Interior
นอกจากดีไซน์ที่ดูดีมีเอกลักษณ์บนตัวถังสไตล์ Grand Tourers Coupe แบบ 2 + 2 ที่นั่ง ซึ่งแค่เห็นเพียงแว็บเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็น Bentley Continental ยิ่งในโมเดลล่าสุดนี้ยังได้เพิ่มความโดดเด่นบนเส้นสายสไตล์ Bentley ที่เน้นความแข็งแกร่งของรูปทรงที่บึกบึนผ่านเส้นสายที่โค้งมนให้รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวเข้าไปอีกหลายจุด ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ทรงกลม 2 วงที่เพิ่มลูกเล่นของไฟ LED รูปวงแหวนแบบ Deimond Eye ซึ่งสะท้อนความหรูหราเหมือนกับมีสร้อยเพชรคล้องอยู่หน้ารถ พร้อมด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ผสมผสานความดุดันด้วยตาข่ายสีดำเงาที่ล้อมกรอบด้วยโครเมี่ยมที่เข้ากับกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ตพร้อมกับช่องดักอากาศสีดำ และเสริมความโดดเด่นด้วยโลโก้ที่ใช้ตัวอักษร “B” สีแดงบ่งบอกถึงความแรงใต้ฝากระโปรง

ดีไซน์ด้านข้างนอกจากซุ้มล้อขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ดูแข็งแกร่งบีกบึน รับกับล้ออัลลอยด์ที่จัดมาให้แบบ Standard จากโรงงานที่สวยซิ่งสไตล์สปอ์รตลาย 6 ก้านแบบ Diamond Black ที่ใหญ่โตพอดิบพอดีขนาด 21 นิ้ว ซึ่งเป็นออฟฟั่นเสริมในแบบ Sport เวอร์ชั่น ซึ่งถูกจัดมาแทนล้อเดิมจากโรงงานแบบ 5 ก้านขนาด 20 นิ้ว นอกจากนี้ในรุ่น GTC นั้นยังดูดีขึ้นอีกเป็นกองเมื่อเปิดหลังคาผ้าใบแบบ Soft Top ขึ้นเพื่อรับลมและช่วยทำให้ตัวถังดูปราดเปรียงและลู่ลมขึ้นอีกด้วย ก่อนจะจบที่บั้นท้ายที่สวยเรียบดูดีมีรสนิยมบนเอกลักษณ์ของ Bentley ที่เพิ่มสีสันด้วยโลโก้สีแดงแบบด้านหน้า และท่อไอเสียดีไซน์ใหม่แบบ “Figure eight” คล้ายๆตัวอักษร “B” หรือเลข “8” พร้อมซุ่มเสียงที่ถูกรีดออกมาสไตล์แหบซ่าเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับ Bentley

ห้องโดยสารถูกออกแบบตามเส้นสายของปีกเบนท์ลี่ (Bentley Wing) ผสานกับเทคโนโลยีทางการบิน และเน้นที่ความหรูหราแบบมีรสนิยมด้วยลายไม้แบบพิเศษ Dark Fiddleback Eucalyptus แต่แฝงด้วยอารมณ์สปอร์ตที่แทรกเข้ามาด้วยสีสันและลายเส้นตามจุดต่างๆ เช่น หัวเกียร์หุ้มหนังแท้สีดำพร้อมโลโก้เบนท์ลี่ย์และแป้นเกียร์แบบโครมเมี่ยม ซึ่งเข้ากับเบาะหนังแท้แบบทีโทนสีครีมสลับดำและคอนโซลหน้าสีดำพร้อมมาตรวัดที่เลิศหรูตระการตา สะท้อนความประณีตในการสร้างสรรค์ผลงานของ Bentley ได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนกับว่ากำลังนั่งอยู่ในห้องสวีทในโรงแรมหรูสไตล์ผู้ดีอังกฤษ ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์อำนวยตความสะดวกและ Entertainment System ในแบบ Power Full ไม่ว่าจะเป็นชุดเครื่องเล่น CD,MP3 แบบ 6 แผ่น พร้อมหน้าจอ Touch Screen ขนาดใหญ่พร้อม TV-Tunner และฮาร์ดดิสก์ความจุ 15 GB ที่มีพอร์ทสำหรับเชื่อมต่อกับ iPod และ SD การ์ด ซึ่งส่งผ่านพลังเสียงสุดอลังการณ์ด้วยลำโพงทั้งหมด 8 ตัว เพื่อเพิ่มสุนทรีย์ในยามขับขี่

Engine & Performance
สำหรับขุมพลังใต้ฝากระโปรงของ Bentley Continental GTC คันนี้นั้นถือว่าแรงแบบดุเดือด ด้วยขุมพลังบล็อกใหม่แบบ V8 ความจุ 4.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบ Twin Scroll Turbo Charger ที่เพิ่มเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อช่วยเพิ่มทั้งความแรงและความความประหยัดที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบฉีดจ่ายน้ำมันแรงดันสูงแบบ Direct Injection พร้อมชุดแบริ่งใหม่ที่มีแรงเสียดทานต่ำ และระบบการจัดการอุณหภูมิ (Thermal Management) เพื่อการเผาไหม่ที่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งผลที่ได้คือพละกำลังที่สูงสุดถึง 500 แรงม้า ในรอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดมหาศาลอีก 660 นิวตันเมตร ที่เรียกใช้ได้ตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 1,700 ไปจนถึง 5,000 รอบ/นาที

ก่อนส่งถ่ายกำลังลงสู่ล้อทั้ง 4 ที่จะตะกุยพร้อมกันแบบ All Wheel Drive ในอัตราส่วนการกระจายแรงบิดที่ 40 : 60 ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดจาก ZF แบบ Quick Shift ที่ทำการปรับเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและต่อเนื่องพร้อมก้านเปลีี่ยนเกียร์แบบ Gearshift paddles สไตล์คลาสสิกที่คอพวงมาลัยไว้เปลี่ยนเกียร์เอง ซึ่งจากที่ได้ลองกดคันเร่งแบบเต็มๆในช่วงทางตรงในโหมดการขับขี่แบบ Standard ความรู้สึกที่ได้คือแรงบิดที่ฉุดให้หงายหลังตั้งแต่ในรอบต่ำ พร้อมกับอัตราเร่งที่มีมาอย่างต่อเนื่องจากเกียร์ที่ถูกเปลี่ยนอัตราทดอย่างรวดเร็ว และเมื่อเปลี่ยนมาขับในโหมด Sport นอกจากความแรงของพละกำลังจากม้าทั้ง 500 ตัวแล้ว สิ่งที่แตกต่างกันคือมันสามารถลากรอบได้สูงขึ้นและเพิ่มความมันด้วยแรงดึงในจังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่รุนแรงเหมือนถูกกระชาก จนทำให้มันทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ได้ด้วยเวลาเพียงแค่ 5 วินาทีกว่าๆ เท่านั้น อีกทั้งยังลากสปีดปลายได้ยาวๆจนถึงความเร็วสูงสุดที่ 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ไม่ยาก

ในขณะเดียวกันเครื่องยนต์ V8 บล็อกนี้ ยังมีอัตราบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 9.41 กม./ลิตร และจะประหยัดสูงสุดด้วยเทคโนโลยี Variable displacement ที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการลูกสูบแต่ละสูบให้ทำงานแบบแปรผันตามความต้องการพละกำลังอย่างเหมาะสม โดยเครื่องยนต์จะทำงานเพียงแค่ 4 สูบ ในช่วงที่ขับขี่แบบต่อเนื่องไม่รีบร้อน ซึ่งทำให้มีอัตราสิ้นเปลืองนอกเมืองที่สูงกว่า 12 กม./ลิตร ได้อย่างสบายๆ แถมยังมีการปล่อยมลพิษที่ต่ำลงอีกด้วย และเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่ารถยนต์ในคลาสเดียวกันอีกด้วย

Handling&Ride&Brake
ถึงแม้ว่าจะแรงถึง 500 แรงม้า แต่ Bentley ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของความเป็นรถสปอร์ตซุเปอร์คาร์ในแบบผู้ดีอังกฤษไว้อย่างลงตัว ด้วยการขับขี่ที่เรียบง่ายแต่แผงไปด้วยความเร้าใจ ด้วยน้ำหนักของพวงมาลัยแบบแปรผันน้ำหนัก (Speed sensitive power steering) ที่ค่อนข้างเบาถึงแม้ว่าจะถูกพ่วงเข้ากับล้อและยางขนาด King Size ก็ตาม ในช่วงที่หักพวงมาลัยอย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนเลนจะรู้สึกได้ทันทีว่ามันตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำโดยไม่ต้องออกแรงมากมายนัก พร้อมด้วยระบบกันเทือนซึ่งมีพื้นฐานเป็นแบบ Air springs with Continuous Damping Control (CDC) ซึ่งสามรถปรับระดับเพื่อสมรรถนะที่แตกต่างในแต่ละสภาวะการขับขี่ผ่านโช็คอัพแบบถุงลม ซึ่งจากที่ได้ลองในช่วงสั้นๆ จะรู้สึกได้เพียงความนุ่มนวลและนั่งสบายเป็นหลักพร้อมกับเสถียรภาพในการยึดเกาะถนนที่มั่นใจได้ ทั้งเปลี่ยนเลนฉุกเฉินและสาดโค้งแรงๆ Bentley Continental GTC คันนี้ยังคงนิ่งไม่แสดงอาการใดๆให้เห็น

ส่วนระบบเบรกสำหรับรถระบบซุปเปอร์ระดับ Luxury ที่มีพละกำลังสูงถึง 500 แรงม้านั้นแน่นอนว่าต้องใหญ่แน่นเต็มพื้นที่ถึงจะเอาอยู่ ซึ่งทาง Bentley ได้จัดชุดเบรกแบบ Hi-Performance พร้อมจานเบรกขนาดใหญ่ถึง 405 มม. ที่ด้านหน้า และ 335 มม.ที่คู่หลัง และระบบความปลอดภัยขั้นสูงสำหรับยานยนต์ในระดับ Luxury ที่มีมาให้แบบยาวเหยียดตั้งแต่ ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ Electronic Stability Programme หรือ(ESP), ระบบ Anti-lock Braking System (ABS), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribuation หรือ (EBD), ระบบเสริมแรงเบรก Hydraulic Brake Assistance (HBA) และปิดท้ายด้วยระบบควบคุมแรงบิดในแต่ละล้อให้เหมาะสมในช่วงเข้าโค้ง หรือ Drag Torque Control (MSR) เพื่อให้ขับแล้วมั่นใจ คุ้มค่ากับค่าตัวเฉียด 20 ล้าน

Tester Verdict
ถึงแม้ว่าจะเป็นการทดสอบแค่เพียงช่วงสั้นๆเท่านั้นสำหรับ Bentley Continental GTC โดยรวมแล้วถือว่าเป็นรถสปอร์ตแบบ Grand Tourers ที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งถือเป็นสเน่ที่ดูดีมีรสนิยมหาได้ยากจากยานยนต์ในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังพกพาความแรงแบบไม่เป็นรองใครแต่ประหยัดได้จนเกินคาด พร้อมด้วยสมรรถนะในการขับขี่ที่ขับสนุกแบบไม่ต้องเหนื่อยและสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากรถแรงที่ขับได้แบบเฉพาะกิจเท่านั้น เรียกว่าคุ้มค่ากับค่าตัว 19.9 ล้าน ที่ขับได้ทุกวันบนถนนหลวงและพร้อมลงสนามได้ทุกเมื่อที่ใจต้องการ

Specification : Bentley Continental GTC V8
รายละเอียดการผลิต
รุ่นปี: 2012
ประเทศผู้ผลิต: อังกฤษ
ผู้จำหน่ายในประเทศไทย: บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด
ประเภทรถยนต์: Luxury Coupe Convertible
ราคา (ล้านบาท) 19.9

Dimension:
Length: 4,806
Width: 2,227
Height: 1,043
Wheelbase: 2,746

Engine
แบบ V8 Twin-Turbocharged
ปริมาตรกระบอกสูบ 4.0 ลิตร
ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง Direct injection
กำลังสูงสุด(bhp.@rpm.) 500 @6,000
แรงบิดสูงสุด(nm.@rpm.) 660 @1,700 – 5,000
เชื้อเพลิง 98 (95) RON
ความจุถังน้ำมัน(l.) 90

Drivertrain
ระบบขับเคลื่อน All Wheel Drive
เกียร์อัตโนมัติ 8 Speed พร้อม gearshift paddles

Steering Speed sensitive power steering

Suspension Air springs with Continuous Damping Control (CDC)

Break
หน้า ดิสก์เบรกขนาด 405 มม.
หลัง ดิสก์เบรกขนาด 335 มม.

Wheel+Tire
ล้ออัลลอย ขนาด 21 นิ้ว
Test Result

Acceleration (km./h) sec./m.
0-100 5

Top Speed 290 km./h.

Consumption (km./l.)
City 6.32
HWY 12.5
AVR. 9.41

ขอขอบคุณ
บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด

รายละเอียดเพิ่มเติม

Autospinn
Copyright © 2015 iCarAsia.com.สงวนลิขสิทธิ์
"Autospinn.com | The right place for car Enthusiasts"
iCar Asia
Carlist.my LiveLifeDrive.com
มาเลเซีย
Thaicar.com Autospinn.com One2Car.com
ประเทศไทย
Mobil123.com OtoSpirit.com
อินโดนีเซีย