ขับทดสอบ Ford Focus 1.6 Trend โฉม 5 ประตู ช่วงล่างและพวงมาลัยไฟฟ้าที่ดีที่สุดในกลุ่ม ราคาเพียง 8 แสนเศษ

Admin Posted: March 15th, 2013

เมื่อประมาณครึ่งปีก่อน เราจะได้ยิน spot โฆษณาหนึ่งผ่านวิทยุ บ่อยมากๆ “นี่ไม่ใช่เพียงแค่รถ แต่นี่คือ Ford Focus” กับการเปิดตัวต่อหน้าสาธารณะชนด้วยการ นำรถไปจัดแสดงทดสอบเทคโนโลยีความปลอดภัย Active Park Assist และ Active City Stop ณ ลานห้างสรรพสินค้า สถานที่ต่างๆ ซึ่ง Ford ได้นำรถไปจัดแบบ Road Show เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้ามาทดสอบเทคโนโลยี ความปลอดภัยนี้ ก่อนที่จะเปิดตัวจริง และนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นจุดขาย ของความไม่ธรรมดาของเจ้ารถยนต์ Compact ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี คันนี้ ก่อนที่ หลังจากนั้นค่อนได้ทำการเปิดตัว รุ่นเน้นประหยัด อย่างตัวเครื่องยนต์ 1.6 ซึ่งเป็นรุ่นที่เราได้นำมาขับทดสอบในครั้งนี้

สำหรับการทดสอบในครังนี้ต้องขอขอบคุณ ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) ที่ได้เอื้อเฟื้อรถ Ford Focus 5 ประตู รุ่น 1.6 Ti-VCT Trend AT คันสีน้ำเงิน สำหรับเส้นทางในการขับวันนี้ ได้เริ่มทดสอบตั้งแต่เติมน้ำมันจากเส้นวิภาวดี มุ่งหน้าออกไปยังทาง ปทุมธานี เส้นคลองหลวง และวิ่งเข้าไปยังนครนายก เพื่อไปเก็บภาพสวยๆ พร้อมกับ วิ่งหาเส้นทางลอง Top Speed ยาวๆ สำหรับในด้านอัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้ เซ็ตทริปวิ่งไป 96 กม. เติมน้ำมันกลับเข้าไป 5.62 ลิตร อัตราสิ้นเปลืองได้ 17.08 กม./ลิตร ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย กับเครื่องยนต์เพียง 1.6 ลิตร ที่ต้องแบบน้ำหนักตัวรถที่โครงสร้างตัวถังค่อนข้างหนักเอาการ
หมายเหตุ ใช้น้ำมัน แก้สโซฮอล์ 91 ใช้ความเร็วคงที่เฉลี่ย 90-110 กม./ชม. จังหวะเร่งแซงตามรอบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ Kick Down และสภาพการจราจรค่อนข้างโล่ง สามารถรักษาความเร็วได้คงที่



ภายนอก Ford Focus ใหม่นี้ได้มี มิติตัวถังที่ยาวขึ้น กว้างขึ้น และเตี้ยลง จากรุ่นเดิม ทำให้ภายนอกนั้นมันดูมีความสปอร์ต และดุดันมากขึ้นกว่านตัวเดิม หน้าตาหล่อเหลาเอาการ และสีที่มีมาให้ค่อนข้างโดดเด่น ขับไปไหนก็ทำเอาคนหันมามอง แม้กระทั่งจอดเฉยๆ ภายนอกของตัว 1.6 นี้ดูที่แตกต่างจากตัว 2.0 เด่นชัดคือ โคมไฟหน้าไม่ใช่ไฟโปรเจ็คเตอร์ แต่นอกนั้นก็ยังดูขับได้หล่อๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสปอยเลอร์ด้านหลัง กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวในตัว ไฟตัดหมอกหน้า-หลัง ล้อแม็กขอบ 16” ลายที่ดูดีไม่ขี้เหล่ใส่ยาง Michelin Primacy 205/60/16 มองดูจากด้านท้ายหน้ากว้างใช้ได้เลย และอีกจุดขายหนึ่งของเจ้า Focus ที่มีให้ทุกรุ่นนั่นคือ กระจังหน้าแบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active grille shutter) ซึ่งช่วยด้านอากาศพละศาสตร์เมื่อขับที่ความเร็วสูง และช่วยระบายความร้อนเมื่อใช้ความเร็วต่ำ


ภายใน เป็นวัสดุผ้าสีดำ พวงมาลัยพอลียูรีเทน 4 ก้าน จับแล้วดูแปลกๆ มือเล็กน้อย เหมือนจะกระชับก็ไม่เชิง แต่ดีที่มีที่วางอุ้งมือมาให้ พักมือได้ เวลาขับทางยาวๆ มาตรวัดด้านหน้าทรงสปอร์ต พร้อมจอแสดงผล ที่บอกตำแหน่งเกียร์ อุณหภูมิภายนอก และระยะทาง โดยสามารถบังคับได้จากปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย บริเวณแผงแดชบอร์ดตรงปุ่มควบคุมเครื่องเสียง ดูปุ่มมันเยอะใช้งานยากไปสักนิด แต่ถ้าใช้ไปสักพักชินแล้วก็ควบคุมได้ง่ายขึ้น มีสิ่งหนึ่งที่แอบเซ็งเล็กน้อยคือ กระจกแบบพับมือ นอกนั้นออปชั่นภายในก็มาแบบครบๆ ทั้ง ระบบ SYNC สั่งการด้วยเสียง เครื่องเล่น CD 1 แผ่น แต่ไม่ใช่ Sony แบบตัว 2.0 มาพร้อมลำโพงจำนวน 6 ตัว ช่องเชื่อมต่อ USB พร้อม AUX สวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย หน้าจอมีมาตรวัดแสดงโชว์พร้อม Eco Mode ซึ่งแสดงผลแบบ Dot Matrix ต่อมาลองโดดเข้าไปนั่งที่ตอนหลังดู เบาะนั่งด้านหลังมาพร้อมพนักพิงศรีษะ และสามารถพับได้ 60:40 แต่เมื่อเข้ามานั่งพบความอึดอัดเนื่องจาก พื้นที่ค่อนข้างแคบ ไม่มีระยะ Leg Room เหลือให้ขาได้ผ่อนคลาย และเบาะยังดูค่อนข้างชันตั้งขึ้น ทำให้นั่งได้รู้สึกไม่สบายนัก

ทัศนวิสัย ตำแหน่งนั่งค่อนข้างต่ำ ให้อารมณ์การการนั่งขับคล้ายๆ รถสปอร์ต ข้อเสียอย่างหนึ่งในตอนขับช่วงกลางคืน คือ ไฟหน้ารถกระบะ, จักรยานยนต์ จะแยงตามากๆ กระจกมองข้างบริเวณขอบกระจกจะเป็นเลนส์ขยาย ซึ่งผมไม่ค่อยชอบดูแล้วไม่ค่อยถนัด กระจกมองข้างดูจะค่อนข้างสั้น และมุมเหลี่ยมแบบแปลกๆ ดูค่อนข้างจะหลอกสายตาไปเล็กน้อย และมุมมองก็ดูแคบลงไปอีกหน่อย มุมมองจากกระจกมองหลังยิ่ง แคบมาก ยิ่งดึงพนักพิงศรีษะเบาะตอนหลังขึ้นโดนบีบเข้าไปใหญ่ บริเวณเสา C และ เสา D จะมีช่องหน้าต่างเล็กๆ พอให้มองช่วยเวลากลับรถได้บ้างเล็กน้อย โดยรวมมุมมองด้านหลังจะมองค่อนข้างยาก ในส่วนด้านหน้าก็ไม่มีปัญหามาก จะเหมือนรถ Sedan ปกติทั่วๆไป


เครื่องยนต์เบนซิน Duratec ความจุ 1.6 ลิตร Ti-VCT DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบแคมชาร์ฟอิสระคู่ ที่เป็นระบบวาล์วแปรผันทั้งฝั่งของไอดีและไอเสีย (Ti-VCT) รองรับน้ำมัน E20 ซึ่งที่จริงมันถูกยกมาจาก Fiesta จับมาวางประจำการภายในห้องเครื่องของเจ้า Focus ใหม่ เพื่อตอบโจทย์แก่ผู้ที่ต้องการขับขี่แบบประหยัดไม่เน้นสมรรถนะกำลังมากนัก โดยเครื่องตัวนี้จะต่างจาก 2.0 ตรงที่ ไม่ใช่ Direct Injection เป็นหัวฉีดแบบ Electronic Multipoint สเป็กกำลังตามโบรชัวร์อยู่ที่ 125 แรงม้า@6000rpm และแรงบิดที่ 159@4000rpm จากที่ได้แจ้งอัตราสิ้นเปลืองไปแล้วขั้นต้นมันทำอัตราสิ้นเปลืองที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลย แต่เมื่อมาพูดในด้านการตอบสนองดูจะช้าไปหน่อย อันดับแรกระบบ Hill Launch Assist กับการใช้งานในตัวเมืองในช่วงออกตัว ดูจะทำให้การออกตัวนั้นดูช้าหน่วงๆ ซึ่งค่อนข้างจะน่ารำคาญอยู่เหมือนกัน และการออกตัวยังมีรู้สึกกระตุกๆ อยู่บ้าง ไม่ Smooth นัก คันเร่งค่อนข้างแข็งตอบสนองช้า Kickdown คิดนานนะ กว่าเกียร์จะลดลงและฉุดกระชากแรงดึงเพื่อเตรียมที่จะแซง โดยการแซงนี้ต้องเผื่อเอาไว้พอสมควรว่าจะแซงพ้นหรือไม่พ้น และเมื่อลองปรับมาขับโหมด S จะสามารถขับลากรอบได้แบบสะใจ กระแทกคันเร่งมิด รอบจะตัดเมื่อเข้า Red line และเราได้ลองวัดดูแรงม้า แรงบิด และอัตราเร่งที่ออกมาจาก OBD II ได้ดังนี้
แรงม้าสูงสุดออกมา 81.8 hp@6355rpm แรงบิด 119.7ปอนด์-ฟุต@2830rpm อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 12.7 วินาที 1/4Miles ใน 19 วินาที อัตราเร่ง 80-120กม./ชม. จับเวลาได้ 9.57วินาที Top Speed ที่ทำได้ตามหน้าปัด 190กม./ชม. ไม่ไปเกินนี้ ถือว่าพอได้กับรถเครื่องเพียง 1.6 แต่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่มาก แต่ประเด็นสำคัญนั่นคือ อัตราเร่งแซงเป็นจุดที่สำคัญกว่าการเค้นไล่เอาปลาย ซึ่งในส่วนนี้การแซงยังต้องกะระยะเผื่อให้ได้ อีกทั้งการตอบสนองของเกียร์ที่ยังไม่ไหลลื่นนัก อาจจะต้องระวังเป็นพิเศษ


เกียร์ Power Shift 6 Speed ที่เป็น Dual Clutch ดูจะเป็นอีกหนึ่งจุดขายของรถคันนี้ ซึ่งมันเป็นรถบ้านคันเดียวในกลุ่ม C-Segment บ้านเราที่ราคาไม่เกินล้านให้เทคโนโลยี Dual Clutch มา การขับขี่ในเกียร์ D แบบค่อยเป็นค่อยไป เกียร์ก็จะเดินขึ้นต่อเนื่องรวดเร็วดี แต่เมื่อมาเล่นโหมด S โดย Shift Gear เองที่ปุ่มบนหัวเกียร์ซึ่งคล้ายๆกับ Toggle Switch ของ Chevy Sonic พบว่า ทำไมฟีลลิ่งมันช่างเหมือนกันเลย กด Shift ไปแล้ว มันตอบสนองช้า ทดเวลาในใจไปได้เลย 1 วินาที ถ้าหากขับแบบปกติในโหมด S จะถือเป็นสิ่งที่ไม่สมควรมาก เพราะ เมื่อกลับมาขับขี่แบบปกติแล้ว ถ้ายังอยู่ในโหมด S ถ้าไม่ขับแบบลาก กระแทกคันเร่งเกียร์จะไม่ตัดขึ้นให้ ซึ่งต้องใช้การ Shift เกียร์ที่ปุ่มหัวเกียร์เอาเอง ดังนั้น ถ้าไม่เน้นขับสปอร์ตมาก ใช้เร่งแซงเป็นครั้งคราวการใช้โหมด D ก็คงจะเพียงพอ แต่ในโหมด D นี้ไม่สามารถ Shift เกียร์เองได้ ได้เฉพาะโหมด S เท่านั้น หรือเมื่อการขับขี่แบบสปอร์ตในโหมด D เมื่อแซงพ้นแล้ว ต้องยกคันเร่งเกียร์จะยังไม่ขึ้นเลี้ยงรอรอบค้างเอาไว้ เหมือนจะให้เราเร่งแซงต่อ นานกว่าที่เกียร์จะตัดขึ้น ซึ่งมันทำให้เราดูรู้ว่าการส่งคำสั่งของเกียร์นั้นยังดูไม่ฉลาดนัก อย่างที่บอกทันทีที่ผมได้รับรู้การทำงานการส่งคำสั่งของเจ้าเกียร์ตัวนี้ มันให้ฟีลลิ่งแบบเดียวกับที่ขับใน Sonic เลยอย่างไงอย่างั้น
ต่อมาเรามาลองวัดรอบความสัมพันธ์ความเร็วต่อรอบเครื่องยนต์ของเกียร์ Power Shift ดู ได้ดังนี้ 80กม./ชม.=2000rpm , 100กม./ชม.=2550rpm 120กม./ชม.=3100rpm เป็นลักษณะนิสัยของเจ้า Power Shift ที่อัตราทดนั้นมาค่อนข้างสูง ซึ่งตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับคันก่อนหน้าที่ได้ทดลองขับนั่นคือ เกียร์ 4AT ของ Suzuki Ertiga


ในส่วนของ Handling เป็นพวงมาลัยเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS ซึ่งต้องบอกตามตรงเลยว่า สุดยอดที่สุด ตั้งแต่เคยขับพวงมาลัย รถบ้านที่เป็นแบบผ่อนแรงไฟฟ้าในราคาไม่เกิน 1 ล้าน เลยก็ว่าได้ ทั้งน้ำหนักที่หนักเอาพอตัวตั้งแต่ความเร็วต่ำไป ยันความเร็วสูง ซึ่งน้ำหนักของพวงมาลัย เบากว่า Chevy Sonic เล็กน้อย หากที่ความเร็วต่ำเบากว่านี้อีกสักนิด น่าจะกำลังดีเหมาะมือสำหรับสาวๆ ที่ขับรถกับสภาพการจราจรใน กทม. แต่โดยส่วนตัวผมว่ากำลังดีสำหรับมือผู้ชายอย่างเราๆเลย ทั้งความหนักความหนืด การตอบสนองที่ดูจะเป็นไปตามธรรมชาติ ทั้งในการหักเลี้ยว พวงมาลัยมีความไวพอสมควร ไม่ได้ไวขั้นรถสปอร์ตที่ต้องการควบคุมอย่างรวดเร็วกระฉับกระเฉง แต่เป็นพวงมาลัยที่สามารถควบคุม Handling ได้ไม่ยาก ขับมือเดียวได้อย่างสบายๆ และเราได้แอบไปลองเข้าโค้งที่ความเร็วระดับ 160 กม./ชม.+ ด้วยมือเดียวมาเรียบร้อย อาการท้ายปัดออกเล็กน้อย ก่อนที่จะแก้ดึงพวงมาลัยกลับมาด้วยมือเดียวได้ไม่ยาก นี่ล่ะพวงมาลัยไฟฟ้า ในแบบที่ผมใฝ่ฝันค้นหา ทั้งน้ำหนัก ความคม Linear ที่ตรงแม่นยำ แต่ไม่ไวถึงขนาดขับควบคุมลำบาก


เบรก เป็นดิสก์ 4 ล้อ คู่หน้ามีช่องระบายความร้อน แถมด้วยผ้าเบรกที่อยู่ภายในคาลิปเปอร์ มี โลโก้ฟอร์ดโชว์อยู่ ซึ่งแน่นอนว่ามันบ่งบอกสมรรถนะได้เป็นอย่างดี เพราะว่า มันโครตหนึบ! หนึบติดอันดับต้นๆ ของรถในกลุ่มอีกเช่นเดียวกัน การเบรกให้น้ำหนักที่ค่อนข้างแน่น หนักหน่วง แต่ไม่เบรกและหน้าทิ่มหัวทิ่ม เบรกทำได้ดีหนึบแน่น แต่ไม่ได้ออกแนวนุ่มนวลมาก เหมือนอย่าง Sylphy และ Lancer EX นัก แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกชอบมากกว่า ซึ่งเป็นความรู้สึกแบบที่ ว่าต่อให้ซัดมาที่ความเร็วสูงเจ้ารถคันนี้ก็สามารถเบรกอยู่ได้อย่างแน่นิ่งเท้า และความหนึบหนักแน่นนี้เอง ยิ่งทำให้รู้สึกว่ามันเป็นรถ Compact Car ที่เบรกได้ยอดเยี่ยมที่สุดคันหนึ่ง ไม่แพ้รถยุโรปเลย


ช่วงล่าง ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นอิสระคอนโทรล เบรด มัลติลิงค์ คอยล์สปริง ซึ่งต้องบอกเลยว่า เป็นรถยนต์ในกลุ่ม C-segment บ้านเราที่ช่วงล่างโดดเด่นที่สุดฟีลลิ่งออกสไตล์ ผู้ใหญ่ แนว นุ่มหนึบ ซึ่งมีไม่เพียงไม่กี่คันเท่านั้นในบ้านเราที่ให้ทั้งความนุ่มและหนึบมาพร้อมๆกัน แถมเจ้า Focus นี้กลับทำได้ดีที่สุดในกลุ่มช่วงล่างด้านหลังอิสระแบบมัลติลิงค์อีกด้วย การขับมุดกับการจราจรที่พอมีช่อง สามารถมุดได้อย่างคล่องตัวทั้งช่วงล่างไม่ยุบตัวลงมาก ให้ถึงกับยวบ ยุบเล็กน้อยพอแบบซับแรงโยนนิดๆ ลองขับผ่านทางรถไฟ ด้วยความเร็วเกือบ 50กม./ชม. รถไม่กระโดกกระเดกดีดดิ้น แต่มีสะเทือนเล็กน้อยตามประสาทางรถไฟ ซึ่งเล่นเอาทึ่งไปเหมือนกัน เพราะเป็นรถยนต์คันแรกที่ผมขับเข้าด้วยความเร็วสูงที่สุด และกลับไม่มีอาการสะทกสะท้านสะดีดสะดิ้นให้เห็น แค่สะเทือนตามทางขรุขระ และได้มีโอกาสเข้าโค้งที่ความเร็วสูงระดับ 160 กม./ชม.+ ในช่วงเส้นที่ทดสอบ Top Speed หลังจากซัดทางตรงมายาวๆ ถึงทางโค้งขวากว้างๆ โดยที่เป็นเลนกว้างและไม่มีรถอยู่เลย จึงตั้งใจให้รถออกอาการ เพื่อดูการทำงานของระบบ ESP+TCS และทดสอบช่วงล่างที่ดีที่สุดของรถยนต์ Compact คันนี้ รวมถึง Handling ขั้นเทพของพวงมาลัยไฟฟ้า จึงวาดโค้งไปด้วยมือขวาข้างเดียว รถมีอาการ ท้ายปัดออกเล็กน้อย ก่อนที่จะดึงกลับมาเหมือนเดิมได้โดยง่าย ต้องบอกว่าเล็กน้อยมากจริงๆ เนื่องจากระบบ ESP ผสานการทำงานกับ TCS ทำให้รถ ไม่โคลงตัว ไม่ล้อปัด หรือลื่นไถลไม่มาก มันรักษาเสถียรภาพของตัวรถได้ดี ทำให้รถดึงกลับมาเป็นแนวตรงได้อย่างรวดเร็ว ต้องถือว่าทำได้น่าประทับใจยิ่ง ซึ่งถ้าผมต้องขับรถยนต์ Compact ในบ้านเราคันอื่นคงไม่มั่นใจในช่วงล่างเท่ารถคันนี้


โดดเด่นอีกทั้งด้านความปลอดภัย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า กุญแจ Immobilizer ไม่ว่าจะระบบที่ช่วยในด้านเบรกทั้ง ABS, BA , EBD และที่สำคัญระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESP) , Traction Control System (TCS) , ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist) ส่วนใหญ่มักพบในเครื่องยนต์รุ่น ท๊อปไลน์ ราคาเป็นล้าน แต่สำหรับ Focus ถูกจับมาลงให้ ตั้งแต่รุ่น 1.6 Ambient AT ในราคาไม่ถึง 8 แสน และทิ้งท้ายด้วย ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง (Torque Vectoring Control) ที่ทำงานเหมือน Limited Slip ซึ่งช่วยควบคุมสมดุลในการเข้าโค้งโดยการกระจายกำลังของล้อหน้า (ล้อขับเคลื่อน) ซึ่งแถมมาให้ตั้งแต่ รุ่นต่ำสุด ในตัวเกียร์ MT อีกด้วย


สรุป “นี่ไม่ใช่เพียงแค่รถ แต่นี่คือ Ford Focus” Compact Car บ้านเราที่ให้คุณได้แบบจัดเต็มแบบที่ ค่ายไหน ให้ได้ยาก
ช่วงล่างและพวงมาลัยไฟฟ้าที่ดีที่สุดในกลุ่ม, เกียร์ Power Shift (Dual Cluth), ระบบความปลอดภัยทั้ง ESP, TCS, Hill Launch Assist, Torque Vectoring Control อีกทั้ง Voice Command ฯลฯ อีกมาก ที่ถือเป็นออปชั่นที่น่าสนใจ แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียอยู่เลย อันดับแรก ถ้าคุณอยากนั่งเดินทางมากกว่า 2 คน แน่นอนว่าผู้โดยสารตอนหลังจะรู้สึกอึดอัดไม่ใช่น้อย ซึ่งรถ Sub-Compact หลายค่ายดูจะนั่งสบายกว่า ในส่วนเกียร์ถึงแม้จะเป็นคลัชคู่จริง แต่ Response กลับช้ากว่า AT และ CVT ทำเอาผิดหวังถ้าคิดจะขับขี่แบบสปอร์ต เนื่องจากการส่งคำสั่งไปยังเกียร์ให้การตอบสนองช้า กระจกที่ต้องใช้มือพับ ซึ่ง Eco Car บางค่ายยังจัดพับไฟฟ้ามาให้ แต่ก็อย่างที่บอกว่า ไม่มีอะไร Perfect ไปหมดตามที่ต้องการได้ทุกอย่าง ขึ้นกับว่าเรารับข้อเสียของมันได้ไหม และที่สำคัญความคุ้มค่ากับมูลค่าของเงินที่ต้องเสียไปเพื่อแลกกับรถยนต์ 1 คันที่คุณต้องฝากชีวิตในการเดินทางเอาไว้


ภณ เพียรทนงกิจ (พล autospinn) ผู้เขียน
ชมภาพเพิ่มเติมคลิก http://photos.autospinn.com/2012-Ford-Focus1600-Test-Drive

Ford Focus มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้ แก่
สีแดง Candy Red , สีฟ้า Winning Blue (เฉพาะ 5 ประตู) , สีเหลือง Mustard Olive , สีน้ำตาล Lunar Sky , สีเงิน Ingot Silver , สีขาว Frozen White , สีเทาดำ Midnight Sky , สีดำ Panther Black

สำหรับราคาแต่ละรุ่นย่อย ทั้ง 9 รุ่นมีดังนี้
– 4 ประตู 1.6 ลิตร Ti-VCT Ambiente MT 759,000 บาท
– 4 ประตู 1.6 ลิตร Ti-VCT Ambiente AT 799,000 บาท
– 4 ประตู 1.6 ลิตร Ti-VCT Trend AT 829,000 บาท
– 5 ประตู 1.6 ลิตร Ti-VCT Ambient AT 809,000 บาท
– 5 ประตู 1.6 ลิตร Ti-VCT Trend AT 839,000 บาท
– 4 ประตู 2.0 ลิตร Ti-VCT GDi Titanium AT 959,000 บาท
– 5 ประตู 2.0 ลิตร Ti-VCT GDi Sport AT 969,000 บาท
– 4 ประตู 2.0 ลิตร Ti-VCT GDi Titanium Plus AT 1,069,000 บาท
– 5 ประตู 2.0 ลิตร Ti-VCT GDi Sport Plus AT 1,079,000 บาท

รายละเอียดเพิ่มเติม

Autospinn
Copyright © 2015 iCarAsia.com.สงวนลิขสิทธิ์
"Autospinn.com | The right place for car Enthusiasts"
iCar Asia
Carlist.my LiveLifeDrive.com
มาเลเซีย
Thaicar.com Autospinn.com One2Car.com
ประเทศไทย
Mobil123.com OtoSpirit.com
อินโดนีเซีย