รีวิวรถยนต์นั่งคอมแพ็คหรู BMW 320i Luxury Line สมรรถนะแรง แต่ประหยัดน้ำมัน

Admin Posted: May 11th, 2013

BMW 3 Series รหัสตัวถัง F30 ถือเป็น 3 Series Generation ล่าสุดที่ได้เปลี่ยนรหัสตัวถังจาก E เป็น F ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยน และได้มีการแตกไลน์หรือรุ่นย่อยออกเป็น 3 ไลน์ด้วยกัน ได้แก่ Sport , Modern และ Luxury โดยทั้ง 3 รุ่นนี้ ได้ทำการตกแต่งในสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อเป็นการตอบโจทย์แก่กลุ่มลูกค้าในแต่ละวัยให้มากขึ้น ซึ่งที่จริง ก่อนหน้านี้ เราได้เคยทดสอบ BMW 320d กันไปแล้วเมื่อปีก่อน เนื่องจากช่วงแรกที่มาการเปิดตัว ของเจ้า 3 Series จะมีเพียงเครื่องยนต์ดีเซล เท่านั้น และมาในคราวนี้เราได้มีโอกาสมาทดสอบกันอีกครั้งในเครื่องยนต์ 2,000 เบนซิน รหัส 320i กันดูบ้าง

ในการทดสอบครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ BMW ประเทศไทย ที่ได้ให้รถ BMW 320i Luxury Line สีเทา Mineral Grey ให้กับทางเรานำรถขับขี่ทดสอบทำรีวิวกัน


• รูปลักษณ์ภายนอก เมื่อเดินมาถึงตัวรถ ระบบปลดล๊อกแบบ Keyless ตามสมัยเพียงพกกุญแจติดตัวไว้ เดินเข้ามาเปิดประตูได้เลย เพราะจะมีเซ็นเซอร์อยู่ตรงบริเวณมือจับประตู กรณีต้องการล๊อก ก็เช่นกัน เพียงนำนิ้วมือไปสัมผัสบริเวณด้านบนมือจับประตู ประตูก็จะล๊อกให้ในทันที อีกจุดหนึ่งที่ชอบ เมื่อเวลากลางคืน เปิดประตูออก ไม่ว่าจะบานใด จะมีไฟส่องพื้นสว่างขึ้น กับอีกลูกเล่นที่สำคัญ คือ การเปิดฝากระโปรงท้าย ด้วยการยื่นเท้า เข้าไปด้านล่างบริเวณแถวตำแหน่งโลโก้ BMW ตรงกลางตัวรถ เมื่อเรียบร้อย ฝากระโปรงหลังจะเด้งเปิดให้ทันที สร้างความสะดวกสบายไม่จำเป็นต้องใช้มืออีกต่อไป กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวในตัวแบบ LED ซึ่งเมื่อเวลาพับ หูกระจกจะพับขึ้นแบบในรถหรู Mid-Size Sedan และกระจกมองข้างด้านซ้ายจะปรับส่องพื้นอัตโนมัติ เมื่อเข้าเกียร์R ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ทั้งสูงและต่ำ ปรับระดับได้อัตโนมัติ ตามน้ำหนัก พร้อมกับระบบฉีดล้างไฟหน้า ไฟวงแหวนที่อยู่ด้านในโคมเป็นหลอดแบบ LED ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นไฟ DRL ในเวลากลางวันด้วย

นอกนั้นในจุดที่แตกต่างของ Luxury Line กับ Line ก็มี ล้ออัลลอยขอบ 17” ลาย 20 ก้าน Multi-spoke ห่อหุ้มยาง Bridgestone Potenza S001 RFT ซึ่งเป็นยาง Run Flat ขนาด 225/50 R17 บริเวณแก้มด้านข้างตัวรถ ทั้ง 2 ฝั่งจะมี เพลทคำว่า Luxury ขนาดเล็กแปะอยู่


• ภายในจุดที่แตกต่างจากรุ่นอื่น ด้วยความเป็นรุ่น Luxury โทนสีการตกแต่งจะออกไปทางหรูหรา โดยใช้เป็นโทนน้ำตาล Saddle Brown เบาะหุ้มด้วยหนัง Dakota (ซึ่งเราพบว่ามันค่อนข้างแข็งมาก และนั่งไม่ค่อยสบายสักเท่าใดนัก เนื่องจากตัวเบาะดูแบนใหญ่ไม่ค่อยจะโอบกระชับช่วงไหล่สักเท่าใด และบริเวณที่เท้าแขนตรงกลาง กับขอบประตูมันก็แข็งมากจริงๆ จนรู้สึกว่าไม่เอาแขนไปเท้าไว้จะดีเสียกว่า) บริเวณขอบประตูคู่หน้า จะมีเพลทอลูมีเนียม คำว่า BMW Luxury แปะอยู่ด้านล่าง เพื่อบ่งบอกความหรู ในส่วน Trim ลายไม้ตรงคอนโซลเป็นลายไม้ Walnut


นอกนั้นในส่วนเทคโนโลยีอื่นๆจะมีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น เบาะนั่งปรับไฟฟ้าที่มีระบบ Seats With Drive Memory สามารถจดจำการตั้งค่าเบาะได้ 2 ค่า รวมถึงตำแหน่งกระจกมองข้าง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีตัวดันหลังให้ จอแสดงผล iDrive แบบ Free Standing ขนาด 8.8” ซึ่งเป็น Infotainment มีทั้งระบบนำทาง, ระบบ BMW Connected Drive ซึ่งให้คุณเข้า Application Facebook, Twitter รวมถึงการเข้าถึงอีเมล ซึ่งสามารถเชื่อมต่อผ่าน Gadget ของ Apple อย่าง iPhone และ iPod, ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth บริเวณกระจกบานหลังมีม่านไฟฟ้า ไว้บังแดดให้เหมือนรถ ระบบ Rain Sensor และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ รวมถึงช่องแอร์ตอนหลัง มีให้เหมือนรถ D-Segment ทั้งหลาย กระจกมองข้าง และกระจกมองหลังต่างเป็นแบบลดแสงสะท้อน ช่วยให้สบายตายิ่งขึ้น เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติปรับอุณหภูมิแยกฝั่งผู้ขับและผู้โดยสารได้ ระบบเซ็นเซอร์รอบคันส่งเสียง และแสดงผลมาที่หน้าจอ ให้เห็นว่าตัวรถใกล้จะชนกับวัตถุเพียงใด


และในตัวถังนี้ได้มีการพัฒนาให้มีระบบ Auto Start/stop Function ของเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองในขณะที่จอดรถติดเป็นเวลานาน โดยหากเปิดระบบทิ้งไว้ เมื่อเราเหยียบเบรกจนความเร็วหยุดนิ่งไว้ประมาณ 3 วินาที เครื่องยนต์จะตัดการทำงานลงทันที หากยกเท้าออกจากแป้นเบรก หรือ โยกคันเกียร์ระบบจะติดเครื่องยนต์ทันที ซึ่งถ้าใช้ในตัวเมืองที่สภาพการจราจรติดขัด และต้องขยับเขยื้อนรถบ่อยๆ ก็น่ารำคาญใช่เล่น ซึ่งควรที่จะปิดระบบนี้ทิ้ง โดยกดปุ่มปิดบริเวณด้านซ้ายของพวงมาลัย


• เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,997 ซีซี หัวฉีดตรง Direct Injection
พร้อมระบบ VALVETRONIC และ Turbocharge Twin Scroll ปรับจูนให้ผลิตแรงม้าสำหรับรหัส 320i อยู่ที่
184hp@5,000rpm แรงบิด 270Nm มาตั้งแต่ 1,250rpm รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึง E20
เคลมอัตราเร่ง 0 – 100 ที่ 7.3 วินาที มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 16.9 กม./ลิตร เห็นแค่ตัวเลขถือว่าทำได้ไม่เลวเลยน้องๆ รถสปอร์ตหรือเทียบเท่าเลยล่ะ แต่อัตราสิ้นเปลืองนิ ดูดีกว่า B-Segment บ้านเราหลากหลายรุ่นมาก อีกนิดก็เกือบๆ Eco Car แล้ว


ในด้านสมรรถนะของการขับขี่ จะมีโหมดให้เลือกใช้อยู่ 3 โหมด ได้แก่ Sport, Comfort, Eco Pro ซึ่งการตอบสนองของกำลังเครื่องยนต์ที่ได้จะแตกต่างกันไป ขับขี่ปกติ ก็ใช้ Comfort โหมด หรืออยากขับแบบชิลๆ ประหยัดน้ำมันคันเร่งตอบสนองช้าลง ขึ้นเรื่อยๆ ก็กดไปที่ Eco Pro แต่ถ้าต้องการซิ่ง กดไปที่ Sport คันเร่งจะตอบสนองไวขึ้นมาก รอบเกียร์จะไม่ตัดขึ้นตั้งแต่รอบต่ำจะรักษาระดับรอบเครื่องเอาไว้ เพื่อพร้อมให้เราเรียกกำลัง ลากรอบใช้ได้ทันท่วงที และเมื่อกดมาที่โหมด Sport นี้ พวงมาลัยจะหนักขึ้น รวมถึงช่วงล่างจะปรับแข็งขึ้นอีกด้วย อีกทั้งใน Sport โหมดนี้ ยังสามารถดูจอแสดงผล แสดงระดับพละกำลังเครื่องยนต์ และแรงบิดได้อีกด้วย


เราได้ลองทดสอบอัตราเร่ง 80-120 กม./ชม. สามารถทำได้ใน 6.00 วินาที เท่านั้น ในส่วน 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 8.255 วินาที ¼ ไมล์ 16.13 วินาที และ Top Speed สูงสุดที่ 233 กม./ชม. ที่รอบเครื่องประมาณ 6,000rpm ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ ชี้ชัดให้เห็นเลยว่า หากคุณเจอรถบ้านๆ มาเล่นด้วย หรือ รถกระบะที่แรงบิดทะลักทั้งหลายนั้น คงไม่มีอะไรที่รถคันนี้จะเอาชนะไม่ได้ นอกเสียจากรถยนต์บางคันที่เซ็ตเทอร์โบมา แบบบูสเบาๆ เน้นใช้งาน สมรรถนะน่าจะสูสีกับเจ้า 320i คันนี้


• ระบบส่งกำลัง เกียร์ 8 speed แบบคันเกียร์ไฟฟ้า (E-gear) มีโหมด M มาให้ +/- เล่นกันเอาเองด้วย แต่น่าเสียดายที่ใน Luxury Line ไม่มี Paddle Shift มาให้ การขับขี่แบบปกติค่อยๆ เดินคันเร่งเนียนๆ เปลี่ยนเกียร์ได้ไหลลื่นต่อเนื่อง แทบไม่รู้สึกถึงช่วงรอยต่อเกียร์ มันทำได้ดีไม่แพ้พวก Dual Clutch ทั้งความนุ่มนวลต่อเนื่อง และความรวดเร็ว แต่อย่ากระแทกคันเร่ง Kick Down ลงเชียวมันกระชากเอาเรื่อง ทำหลังคุณติดเบาะได้ทุกครั้งไปที่ Kick Down
เมื่อขับ Eco mode แบบเดินคันเร่งเรื่อยๆ เกียร์จะตัดขึ้นก่อน 1500rpm ในขณะที่ Comfort ขับในเงื่อนไขเดียวกันเกียร์จะตัดที่ราว 2000rpm ซึ่งช่วยส่งผลต่ออัตราประหยัดน้ำมันได้ดีมาก

ลองวัดรอบเครื่องยนต์ดูที่ความเร็ว 3 ค่า ได้ดังนี้ 80 กม./ชม. = 1350rpm 100 กม./ชม. = 1700rpm 120 กม./ชม. = 2050rpm รอบเครื่องนั้นถือว่าต่ำมาก แน่นอนไม่น่าแปลกที่จะทำอัตราสิ้นเปลืองได้ดีเยี่ยมเกือบจะเท่า Eco Car เลย


• ในส่วนแฮนด์ลิ่งพวงมาลัย ด้วยความที่วงพวงมาลัย วัสดุเป็นพอลียูรีเทนแข็งหนา จับไม่กระชับและยิ่งรอยเย็บทำให้รู้สึกหนาเกะกะมือน่ารำคาญ ทำให้รู้สึกจะจับได้ไม่ถนัดนัก พวงมาลัยการควบคุมเป็นแร็คแอนด์พีเนียนที่ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPS ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงเป็นธรรมชาติดีมาก ฟีลลิ่งไม่หลอกแบบพวงมาลัยผ่อนแรงด้วยไฟฟ้าทั่วๆไป จะออกแนวเหมือนผ่อนแรงด้วยเพาเวอร์ไฮโดรลิก การตอบสนองที่ความเร็วต่ำถึงช่วงความเร็วกลาง ถือว่ามีน้ำหนักอยู่พอเหมาะ แต่มีความหนืดสูงพอควร ระยะฟรีมีนิดหน่อยไม่มาก ทำให้การควบคุมไม่ไวจนเกินไป พวงมาลัยไม่ได้ออกแนวคมกริบแบบขับใช้ในสนาม มีความแม่นยำพอแก่การใช้ซิ่งบ้างบนถนนขณะมุดเปลี่ยนเลนไปมา แต่เมื่อความเร็วสูงกลับให้ความรู้สึกว่าเบาไปนิด แม้จะอยู่ใน Sport Mode ก็ตาม


• ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบ Macpherson strut พร้อมสปริงแบบ Aluminium double-joint ขณะที่ด้านหลังเป็นแบบ Multi-Links แบบ 5 จุดยึด การเซ็ตช่วงล่างขอบอกเลยว่ามาแนวนุ่มนิ่ม ยืดหยุ่นดี นั่งสบาย เพื่อรองรับกับสภาพถนนสุดยอดแย่ในประเทศไทย เซ็ตออกมาเอาอกเอาใจวัยผู้ใหญ่นั่งแบบสบายๆ แต่กลับไม่เฟริมอย่างที่คิดนัก เมื่อขับเน้นสมรรถนะ แม้จะปรับมาที่ Sport Mode ช่วงล่างก็จะแข็งขึ้นมาหน่อย พร้อมกับหนักหนักพวงมาลัยที่แน่นขึ้น แต่ที่ความเร็วประมาณ 180 กม./ชม.เป็นต้นไป รู้สึกนิ่มยวบยาบไปแล้ว ลองขับมุดเล่นหลบหลีกเอาความคล่องตัวในโหมดสปอร์ต ช่วงล่างยังดูคลอนตัวไปนิดเวลาหักพวงมาลัยหลบหลีก ยังดูไม่เฟิร์มนัก แต่ก็ทำได้ดีระดับหนึ่ง เพราะความดิบลดลงเนื่องจากต้องแลกกับบุคลิกที่เปลี่ยนไปแบบผู้ใหญ่ที่นุ่มนวลขึ้น


• ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อพร้อมรูระบายความร้อน ให้การเบรกที่นุ่มนวลตามแบบฉบับสไตล์รถหรู หนึบแน่นพอประมาณ แต่ในบางครั้งที่ขับแบบกระแทกคันเร่งมาอย่างรวดเร็ว จังหวะเบรกก็อาจต้องมีเผื่อกะระยะกันหน่อย ไม่งั้นอาจต้องใช้ E-Brake ช่วยชะลอ แต่โดยรวมเทียบกับการใช้งานปกติทั่วไปกับผู้คนที่ขับรถหรูถือว่าทำได้เหลือพอแล้ว นอกเสียจากจะนำรถคันนี้ไปขับซิ่งเค้นสมรรถนะในสนาม อันนั้นเบรกคงใช้ไม่เพียงพอแน่ๆ
ระบบช่วยการเบรกอื่นๆ ก็มีครบทั้ง ABS, EBD, BA , CBC ทำงานประสานกับระบบควบคุมเสถียรภาพ DSC (Dynamic Stability Control)
ซึ่งมี ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี DTC (Dynamic Traction Control) อยู่ด้วย โดยที่สามารถจะปิด Traction Control นี้ได้ด้วยปุ่มที่อยู่ติดกับสวิทช์ปรับโหมดการขับขี่


สรุป BMW 3 Series โฉมใหม่นี้ ให้ความสุขุม ขับนุ่มขึ้นและประหยัดขึ้น แม้จะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2 ลิตร เทอร์โบก็ตามที ในด้านสมรรถนะความแรงยังคงดีเยี่ยมเช่นเดิม ของเล่นภายในเทคโนโลยีมีแบบครบครัน ใช้งานได้คุ้มค่าราคา แต่ตัวเบาะกลับรู้สึกนั่งไม่สบายนัก ค่อนข้างแข็ง ขับขี่ไปนานๆ ปวดเมื่อยเอาได้ง่ายๆ เหมือนกัน ที่เหลือ ถ้าตัดสินใจกับการเลือกรถยนต์ BMW ขับเคลื่อนล้อหลัง ที่ให้สมรรถนะเป็นเยี่ยมขับสนุกอีกทั้งประหยัดน้ำมัน แล้ว ควรจะเลือก เบนซิน หรือ ดีเซลดี มาดูสนนราคาค่าตัว BMW 320i เบนซิน ราคา 2,679,000 บาท
BMW 320d ดีเซล ราคา 2,899,000 บาท ราคาต่างกันราว 2 แสนบาท ซึ่งสมรรถนะทั้ง 2 แทบจะไม่แตกต่างกัน ต่างกันเพียงความประหยัดที่ดีเซล จะประหยัดกว่าอยู่อีกหน่อย และราคาน้ำมันดีเซลถูกกว่า แต่ถ้าเป็นผม ขอเลือก 320i Sport Line แล้วกัน

ภณ เพียรทนงกิจ ผู้เขียน
ชมภาพเพิ่มคลิ๊ก http://photos.autospinn.com/2013-BMW-320i-Luxury-Testdrive/

รายละเอียดเพิ่มเติม

Autospinn
Copyright © 2015 iCarAsia.com.สงวนลิขสิทธิ์
"Autospinn.com | The right place for car Enthusiasts"
iCar Asia
Carlist.my LiveLifeDrive.com
มาเลเซีย
Thaicar.com Autospinn.com One2Car.com
ประเทศไทย
Mobil123.com OtoSpirit.com
อินโดนีเซีย