Test Drive Review รถ All New 2013 Honda Accord 2.4 TECH สุดยอดรถมิดไซส์ ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี

Ponds116 Posted: July 15th, 2013

เพลง All My Desire  (เสน่หา)   ที่ถูกขับร้องโดย คุณกบ เสาวนิตย์ และ Mr.Paul Ewing  ยังคงสะกดหูใครหลายคนให้มีความหลงใหล   รวมถึงทุกครั้งที่เห็นรถยนต์ 2013 Honda Accord ใหม่นี้   เพลงนี้ทาง Honda ทุ่มทุนสร้าง เพื่อเป็นเพลงประกอบโฆษณา ให้กับ All New Honda Accord ใหม่ ซึ่งถือเป็นรถยอดฮิตตลอดกาลของ Honda รุ่นหนึ่ง  เพราะโฉมนี้ ปาไป Generation 9 แล้ว  ซึ่งเป็นเวลายาวนานถึง 37 ปีด้วยกัน     ที่จริงแล้วทางเราได้เคยนำเสนอ บทรีวิว ในรอบ Group Test Drive ไปแล้ว  เป็นการขับแบบเล่นโค้งบนเขา ที่จังหวัดพังงา แบบเล็กๆ น้อย  โดยทางเรามีความสนใจที่จะทำทดสอบ แบบ Full Review จริงจังอีกครั้งกับ Honda Accord ใหม่รุ่นท๊อปไลน์คันนี้  ซึ่งอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีเต็มเปี่ยม   จะมีอะไรดี คุ้มค่ากับค่าตัวกับการเป็น D-Segment ญี่ปุ่นที่ราคาสูงที่สุดในระดับเดียวกันหรือไม่  (ราคาต่ำกว่าเพียง Toyota Camry hybrid รุ่นท๊อปเท่านั้น)

 

การทดสอบในครั้งนี้  ขอขอบคุณ Honda Automobile ประเทศไทย  สำหรับรถทดสอบ รุ่น Honda Accord 2.4 TECH  ตัวท๊อป  สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก)  คันนี้ด้วย  ราคา1,799,000.-   ซึ่งที่จริงแล้วคันนี้ เป็นคันเดียวกับที่เราได้ขับทดสอบ ที่พังงาอีกด้วย

DSC_0296_resize

ภายนอกหล่อหรู  ดูลงตัว ทั้งจากเส้นสายรอบคันดูโฉบเฉี่ยวมีมิติ    บริเวณโคมไฟหน้ามีไฟ DRL (Day time Running Light)อยู่ภายในโคม  ซึ่งจะติดทันทีที่สตาร์ทเครื่องยนต์  และไฟหน้าเป็นแบบโปรเจ็คเตอร์คู่ ซึ่งใช้แบบหลอดแบบ LED     ขณะที่ไฟท้าย ก็ใช้เป็นหลอดแบบ LED เช่นกัน   กระจกมองข้างด้านซ้าย มีกล้องมองภาพอยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นตัวแสดงผลที่หน้าจอ Lane Watch   หลังคา Sunroof ยกระดับความหรูหรายิ่งขึ้น  แต่ก็น่าแปลกใจเล็กน้อยที่ลดขนาดตัวถังลง  ความยาวเหลือ 4,870 มิลลิเมตร สั้นลง 76 มิลลิเมตร  ความสูง 1,465 มิลลิเมตร เตี้ยลง 11 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,775 มิลลิเมตร สั้นลง 25 มิลลิเมตร   แต่ความกว้างเพิ่มขึ้น 5 มม. และถึงแม้ว่ารถจะสั้นลงแต่ พื้นที่วางขากลับเพิ่มขึ้น  ราว 15 มม.  ไม่ต้องกลัวว่าจะนั่งลำบากกว่าเดิม  เนื่องจากการดีไซน์เบาะหลังใหม่    นับเป็นครั้งแรกของ Honda Accord ที่ได้มีมิติตัวถังที่เล็กลงกว่ารุ่นก่อนหน้า  ซึ่งเป็นไปได้ที่ต้องการพัฒนาทั้งในด้านความขับขี่ให้ดูสปอร์ตขับได้คล่องตัว ไม่ยาวเกะกะเกินความจำเป็น     ล้ออัลลอยที่ให้เป็นขอบ 18” หุ้มยางอย่างดี Michelin Pilot Sport 3 ไซส์ยาง 235/45/18 ซึ่งล้ออะไหล่ ก็ยังคงให้ยางสเป็กเดียวกัน อีกด้วย

DSC_0367_resize

สำหรับภายใน  ถือเป็นจุดขายที่สำคัญของรถ Honda Accord 2.4 TECH ตัวท๊อปคันนี้เลยก็ว่าได้  เพราะลูกเล่นออปชั่นทั้งหลาย จัดมาให้เต็มจนต้องเรียกว่าใช้เล่นกันไม่หมด

ไม่ว่าจะระบบเครื่องเสียงเป็นลำโพงพรีเมี่ยม 7 ตัวมาพร้อม Subwoofer  เก็บเพลงผ่าน HDD  ความจุ 16GB  รองรับ USB, AUX  และ CD   ทำงานร่วมกับระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสาร Active Noise Control (ANC) และ Active Sound Control (ASC) ทั้ง 2 ระบบจะใช้ไมโครโฟน 2 ตัว สัญญาณการประมวลผลอิเล็กทรอนิกส์ ANC/ASC และลำโพง 4 ตัว ในระบบเครื่องเสียงของแอคคอร์ด โดย  ANC/ASC จะทำหน้าที่ควบคุมและขจัดเสียงที่จะเข้าสู่ห้องโดยสารในขณะที่รถกำลังวิ่ง หรือแม้ในขณะที่ระบบเครื่องเสียงไม่มีการเปิดใช้งานขึ้นมาก็ตาม

DSC_0346_resize

ระบบนำทางแสดงผลผ่านหน้าจอ 8”  WVGA   มี HDD ที่ใช้เก็บข้อมูลความจุถึง 100GB  พร้อมเสียงพูดภาษาไทยฟังได้ชัดเจน  แต่การใช้งานในช่วงแรกที่ยังไม่ชิน ออกจะกดยากไปสักนิด หนึ่ง สามารถคีย์ข้อมูลได้ 2 ทาง จากการจิ้มตัวอักษร ที่จอ MID ตรงคอนโซล ขนาดเล็ก หรือใช้หมุนปุ่ม Enter ตรงกลางไล่ตัวอักษรเอา

ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย ซึ่งมีสวิทช์ควบคุมอยู่ที่พวงมาลัยหนัง 3 ก้านที่จับได้นิ่มมือ และรอยเย็บของตะเก็บช่างดูประณีตไม่อยาก จนสากมือ  แต่พวงมาลัยเวลาที่จอดตากแดดนานๆ จะรู้สึกร้อนบริเวณที่เป็นลายไม้อยู่ด้านบนสักเล้กน้อย    เบาะนั่งด้านคนขับมี  Memory Seat 2 ค่า    เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าทั้งสองฝั่ง โดยที่ ฝั่งด้านคนขับจะมีตัวดันหลังช่วยเอาไว้แก้เมื่อย

ในรุ่น TECH นี้จะมีออปชั่น Sunroof  เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า ในการกดเพียงครั้งเดียว

เครื่องปรับอากาศแบบแยกโซนได้ อิสระ ทั้งผู้ขับและ ผู้โดยสาร,  ม่านบังแดดด้านหลัง ซึ่งมีสวิทช์ควบคุมที่บริเวณแผงเกียร์

DSC_0253_resize

ด้านพละกำลังเครื่องยนต์  DOHC 4 สูบ  16 วาล์ว  2.4 ลิตร i-VTEC มาพร้อมกับกำลังสูงสุด 174 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที  เครื่องยนต์ตัวนี้ถือเป็นขุมพลังบล็อกแรกของฮอนด้าที่ผลิตจากเทคโนโลยี Earth Dreams  ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ และเพิ่มประสิทธิภาพ ลดแรงสั่นสะเทือน และประหยัดน้ำมัน แถมด้วยการรองรับชนิดน้ำมัน E85 เช่นเดียวกัน   กำลังเครื่องยนต์มีมาให้ใช้แบบเพียงพอ  ไม่ได้แรงแบบน่าตกใจแต่อย่างใด  เนื่องจากความดิบ ของเกียร์และการปรับจูนเครื่องให้สมูทไม่กระชาก   ลองกระแทกคันเร่ง รอบลากไปถึง 6500rpm ชน Redline ก่อนตัดขึ้นเกียร์ใหม่   และเมื่อรอบเครื่องยนต์ไปถึง 5000rpm จะได้ยินความไพเราะของเครื่องยนต์  เมื่อแคมชาร์ฟ ที่ถูกยกสูงขึ้นจากระบบ VTEC  เปิดขึ้นสร้างเสียงไพเราะเสนาะหู  น่าฟังเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อกดปุ่ม ECON การตอบสนองของแป้นคันเร่งจะช้าลง  ลดการเปิดของลิ้นปีกผีเสื้อ   รวมถึงลดการทำงานของพัดลมเครื่องปรับอากาศลงอีกด้วย เพื่อช่วยในการประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้น    นอกจากนี้บนมาตรวัดยังมีไฟ Eco Coaching  ที่จะโชว์สีขาว และสีเขียว หมายถึงขับแบบไม่ประหยัดน้ำมัน และประหยัดน้ำมัน

Screenshot_2013-06-30-22-53-17_resize

ในด้านการทดสอบสมรรถนะอัตราเร่ง โดยใช้ OBD  Bluetooth  พบว่า การใช้โหมด D ทำความเร็วได้ดีกว่าโหมด S   โดยโหมด D  0-100 กม./ชม.ทำได้ 9.7 วินาที  และ  ¼ ไมล์ ได้  17.2 วินาที ที่ความเร็ว 135 กม./ชม.    ขณะที่ S  0-100 กม./ชม. ได้ 10.2 วินาที และ ¼ ไมล์ ได้ 17.4 วินาที ที่ความเร็ว 133 กม./ชม.

topspeed

ด้าน Top Speed ทำได้สูงสุด 205 กม./ชม.@5150rpm จากเข็มบนมาตรวัด   ดูอาจจะน้อยไปสักหน่อย  เนื่องจากรอบเครื่องยนต์ยังพอมีเหลืออยู่ให้ไปต่อได้อีกสักนิด    ซึ่งการที่ Lock Speed Limit ไว้ เพียงเท่านี้   จะว่าไปแล้วจริงๆ  อย่าล๊อกเลยก็ได้นะ  เพราะ คาดว่า ถ้าปลดล๊อก อย่างเก่งก็น่าจะไปได้ไม่หนี 220 กม./ชม.

IMG_20130630_163904_resize

สำหรับตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่โชว์บนจอ MID  โดยการเดินทางบนเส้นมอเตอร์เวย์ ใช้ความเร็ว 100-120 กม./ชม. มีเร่งแซงบ้าง  ตัวเลขดีสุดที่ 15.6 กม./ลิตร  โดยใช้ ECON Mode  ดูจากตัวเลขแล้ว ถือว่าทำได้สวยหรูเลยทีเดียว  แต่ในช่วงที่เราทำการ Test  Top Speed ตัวเลข ล่วงลงไปเฉลี่ยที่ 7 กม./ลิตร

DSC_0241_resize

ระบบส่งกำลัง เป็นเกียร์อัตโนมัติ 5 Speed   แบบ Grade Logic Control  พร้อม Direct Control และ Shift Hold Control  มาพร้อมกับก้าน Paddle Shift  เอาไว้เปลี่ยนเกียร์เล่นด้วยตัวเอง   ดูๆแล้วเกียร์จะเป็นอะไรที่น่าจะล้าหลังที่สุดในกลุ่มรถเดียวกันนี้   เกียร์แบบ 5AT นั่นเป็นสิ่งที่คนรักการขับแบบฟีลลิ่งสปอร์ตถวิลหา มากกว่า พวกเกียร์ CVT 6 – 7 สปีด  ที่ไร้ซึ่งรอยต่อเกียร์ในจังหวะเปลี่ยนเกียร์   แต่ถึงแม้จะเป็นเกียร์ AT แบบ Torque Converter ส่งกำลัง  แต่กลับทำได้ออกมานุ่มนวลมาก  จนรู้สึกว่าต้องการขับกระชากแบบฟีลสปอร์ต นั้นแทบจะไม่มีให้สนุกเลย    สำหรับโหมดเกียร์ D และ S   จะแตกต่างกันอยู่เล็กน้อยตรงที่ S จะให้ฟีลลิ่งสปอร์ตมากกว่า ขับกระชากและการตอบสนองของคันเร่งทำได้ดีกว่าเล็กน้อย  เกียร์จะทำงานเพียง 1-4  เท่านั้น และสามารถลากรอบยาวโดยที่ไม่ตัดขึ้นเกียร์ต่อ   แต่น่าประหลาดใจ เพราะในโหมด S  0-100 กม./ชม. ทำได้ช้ากว่า ในโหมด D ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้าคุณต้องการจะเหยียบซิ่งแข่งเล่นกับใคร หรือวิ่งทำเวลาใน ¼ ไมล์ นั่น ใช้โหมด D กระแทกคันเร่งจบง่ายที่สุด   เมื่อกดคันเร่งมิดเพื่อเอาอัตราเร่ง  รอบไม่ได้กวาดขึ้นอย่างรวดเร็วนัก จะเป็น Step ไต่ขึ้นอย่างเรื่อยๆ เนื่องจาก  เกียร์ 2 เป็นต้นไป จะมีจะมีอัตราทดที่ค่อนข้างห่าง  ลากกันยาวกว่าจะขึ้นเกียร์  ดูยังไม่จี๊ดจ๊าดสะใจ นักซิ่งเท่าใดนัก     และเมื่ออยากเล่นเปลียนเกียร์ด้วยตนเองเพียงแค่ แตะที่ก้าน Paddle Shift ระบบจะตัดเข้าสู่ Manual ซึ่งสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เอง  โดยที่ทั้ง เกียร์ D และ S จะเป็น โหมด Auto ทั้งคู่ ถ้าต้องการจะบังคับเป็น Manual จะต้อง แตะที่ก้าน Paddle Shift

ความสัมพันธ์ความเร็วต่อรอบเครื่องยนต์ ได้วัดที่ 3 ค่าดังนี้

80 กม./ชม. = 1600rpm        100 กม./ชม. =1950rpm        120 กม./ชม. =2200rpm

ดูจากอัตราทดเกียร์แล้ว  พบว่ามีอัตราทดที่ต่ำ กว่ารถที่ใช้เกียร์แบบ 6 Speed CVT  ในบางค่ายเสียอีก    ซึ่งนี่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ช่วยในด้านความประหยัดอีกด้วย

DSC_0349_resize

พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน  พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPS  ช่วยผ่อนแรงได้ดีกว่าตัวเก่าที่เป็นแบบเพาเวอร์ไฮโดรลิก    ในจังหวะสาวพวงมาลัยเพื่อออกตัว  รู้สึกเบาหวิว ตามสไตล์ Honda ที่มีอยู่ในหลายรุ่น   เมื่อถึงความเร็วกลาง ไปจนความเร็วสูง  ถึงแม้จะมีความหนักแน่นหนืดมือขึ้นบ้าง  แต่โดยรวมยังคงให้ความรู้สึกว่าเบาไปอยู่สักเล็กน้อย  และพวงมาลัยมีระยะฟรีที่น้อยมาก  แต่พวงมาลัยวงนี้  ถือว่าค่อนข้างมีความแม่นยำ  คม ฉับไว  ในระดับที่น่าประทับใจ  เมื่อเทียบกับพวงมาลัยไฟฟ้าด้วยกัน   เมื่อเข้าทางโค้ง ที่คดเคี้ยวแบบบนเขาการพารถให้ผ่านโค้ง  ซ้าย-ขวา  เหล่านั้น  เป็นเรื่องที่ง่ายไม่ยากเย็นแต่อย่างใด  จากพวงมาลัยที่มีน้ำหนักกำลังดี   และมีความแม่นยำพอตัว    แต่กระนั้นการที่พวงมาลัยคม และไวเกินไป ก็อาจไม่ใช่ข้อดีเสมอไป  หากเผลอตัวหักวงเลี้ยวมากเกินไป หรือขับแบบจิตหลุด นั่นย่อมเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าแน่นอน  ดังนั้นการขับที่ความเร็วสูงขึ้นไปควรระมัดระวังให้ดี

DSC_0264_resize

ระบบห้ามล้อ แบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อม ABS และ BA  ซึ่งเราได้เคยพูดไปว่าน่าประทับใจมากในช่วง Group Test ที่จังหวัดพังงา  เพราะมันทำหน้าที่ได้ดีมาก เบรกจึกหน้าทิ่ม อยู่เท้าตลอด  แต่การกลับมาเจอกันในคราวนี้   ความรู้สึกกลับกันเลย  เบรก รู้สึกได้ว่า fade ลงไปมาก  หรือว่าง่ายๆ  ไม่หนึบเหมือนตอนเล่นโค้งบนเขาที่พังงา  ต้องมีเผื่อระยะมากยิ่งขึ้น   แต่น้ำหนักของแป้นเบรกยังมาหนักแน่นเหมือนเดิม แต่ไม่ค่อยหนึบเหมือนแต่ก่อน  ซึ่งน่าจะเป็นผลจากผ้าเบรกที่ถูกใช้งานไปเยอะขึ้น  (ขณะที่ได้รถมานี้เลขไมล์ ราว 7,000กม.  ในขณะตอนอยู่ที่พังงายังไม่ถึง 1,000กม.)

DSC_0319_resize

ช่วงล่าง ด้านหน้ากลับมาใช้เป็นแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง จากที่ตัวเก่าใช้เป็น ดับเบิลวิชโบน   ในส่วนด้านหลังยังใช้ อิสระมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง    ซึ่งตามที่ได้เคยกล่าวไปในช่วง Group Test ว่าอาจส่งผลให้ความนิ่มนวลนั้นยังสู้คู่แข่งที่เป็น ดับเบิลวิชโบนไม่ได้  คาดว่าทาง Honda อาจมองถึงความจำเป็น และการลดค่าใช้จ่ายในด้านการบำรุงรักษาด้วย      ที่จริงแล้วจะว่าไป  ช่วงล่างชุดนี้มันก็ออกนุ่มนวล  ไม่ถึงกับกระด้างนัก  แต่ที่รู้สึกนั่งไม่สบายกับช่วงล่าง นั่นคือ สิ่งที่ได้เคยกล่าวไป  ว่า ช่วงล่างไม่ค่อยมีความยืดหยุ่น เท่าใดนัก  ไม่มีช่วงยุบตัวลงเลย ทำให้เวลาขับบนถนนบ้านเราที่สุดแสน จะยอดเยี่ยมเหมือนวิ่งบนหลุมอุกกาบาต  มันจะมีอาการเด้งสวนคืน ทันที  ทำให้คุณผู้ใหญ่ รวมถึงผู้บริหาร อาจเวียนเศียร  จึงไม่ชอบกับช่วงล่างแบบนี้นัก  ทั้งที่มันพยายามซับแรงได้อย่างดีที่สุดแล้ว     แต่ด้านสมรรถนะการยึดเกาะ ถ้าขับขี่ในการเข้าโค้งต้องยอมรับว่า ทำได้ดีเยี่ยม ไม่ผิดหวัง  ร่วมกับยาง Pilot Sport 3 ทำให้ กริ๊ป การยึดเกาะกับพื้นถนนดีแบบประทับใจสุดๆ ไม่มีเสียงยางเอ๊ยด หลุดออกมา แม้เทโค้งที่ความเร็วเกือบๆ 100 กม./ชม.   แต่จากการลองขับในช่วงเทส Top Speed ที่ความเร็วสูง ระดับ 160 กม./ชม. ขึ้นไป จะเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง  (อาการ ยวบยาบ ของช่วงล่างมากขึ้น เรื่อยๆ)     กับจังหวะที่ลองขับมุด ซ้าย-ขวา  แบบโยน Slalom  พบว่าช่วงล่าง ค่อนข้างโยนตัวมาก กว่าที่คิดเล็กน้อย   แต่โดยรวมแล้ว  ถือว่าช่วงล่าง ค่อนข้างน่าประทับใจ สำหรับผู้ขับวัยรุ่น ที่ไม่เน้นนั่งสบายนัก แต่อยากได้การยึดเกาะ ถนนในทางตรง และทางโค้ง  มันทำได้ดีพอตัว  ยกเว้นแต่จะไปขับ ที่ความเร็วสูงแบบผิดปกติชาวบ้าน  และ Slalom ซ้าย-ขวา ไปมา นั่น ยังไม่แน่นพอที่จะ นำรถ ไปทำเช่นนั้น

 

ระบบความปลอดภัยอย่างครบครัน ซึ่งถือเป็นจุดขายของ All New Honda Accord ใหม่

เริ่มตั้งแต่ ระบบปุ่ม Engine Start พร้อมระบบ Smart Entry  เพียงแค่พกกุญแจติดไว้กับตัวเดินมาถึงประตู เปิดประตูได้เลยโดยไม่ต้องกดปุ่มปลดล๊อกใดๆ ทั้งสิ้น ที่บริเวณมือจับเปิดประตูจะมี Sensor ปลดล๊อกเอาไว้

DSC_0305_resize

ระบบ Adaptive Cruise Control  (ACC)  ซึ่งจะมีเรดาห์ซึ่งทำงานร่วมกับ CMBS   โดยจะสามารถเซ็ต Distance (ระยะห่างจากรถคันหน้าได้)   มีขีดวัดได้ 4 ระดับ  1-4  วัดระยะห่างจากรถคันหน้าหน่วยเป็นวินาที    1 วินาที, 1.35 วินาที, 2 วินาที และ 2.8 วินาที  ตามลำดับ

ซึ่งระบบ CMBS จะใช้เรดาห์เซ็นเซอร์ในการตรวจจับว่าด้านหน้ามีรถวิ่งอยู่ เมื่อ Honda Accord ใหม่วิ่งด้วยความเร็วสูงกว่า 15 กม./ชม. ระบบ CMBS จะทำงานเมื่อความเร็วระหว่าง Honda Accord ใหม่และรถที่อยู่ด้านหน้าต่างกันมากกว่า 15 กม./ชม. และมีโอกาสที่จะเกิดการชน  ระบบจะเตือน ในขั้นแรก จะมีไฟกระพริบขึ้น และเสียงเตือน และถ้ารถยังเข้าใกล้รถคันหน้ามากขึ้นอีก จะมีการดึงเข็มขัดนิรภัยด้านผู้ขับเพื่อเป็นการเตือนพร้อมการเบรกเบาๆ เพื่อชะลอความเร็วของรถลง ในกรณีที่รถยังคงเข้าใกล้รถคันหน้ามากขึ้น จะมีการรัดเข็มขัดนิรภัยด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าให้แน่น พร้อมเบรกที่แรงขึ้น

IMG_6180_resize

ระบบ Lane Watch ช่วยแสดงภาพมุมอับขณะเปลี่ยนเลนจะกว้างขึ้นอีกประมาณ 4 เท่า หรืออยู่ที่ประมาณ 80 องศา  แถมช่วยในการกะระยะด้วยบนหน้าจอจะมีการแสดงเส้นที่ใช้ในการอ้างอิงระยะอยู่ 3 เส้น   โดยจะทำงานเมื่อทุกครั้งที่เปิดไฟเลี้ยวซ้าย  หรือ กดปุ่มตรงก้านไฟเลี้ยวก็จะแสดงผลได้เช่นกัน

กล้องมองภาพด้านหลังจะเปิดการทำงานและแสดงผลทันที เมื่อเข้าเกียร์ R  และยังสามารถปรับระดับมองภาพ ได้ถึง 3 ระดับ  อีกทั้งมีเส้นกะระยะการถอยเข้าจอดให้อีก ช่วยให้ผู้ถอยรถจอดไม่คล่อง สามารถกะระยะได้ดีขึ้น ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA, ระบบควบคุมการทรงตัว VSA และระบบป้องกันล้อลื่นไถล (Traction Control)  ที่มีปุ่มให้กดปิดได้อยู่ที่บริเวณด้านขวามือของ พวงมาลัย

ระบบเปิด-ปิดไฟหน้า แบบอัตโนมัติ,  ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ

ถุงลมนิรภัยทั้งสิ้น 6 ใบ ทั้งด้านหน้า และถุงลมด้านข้าง  อีกทั้ง ม่านถุงลมนิรภัยทั้งเบาะหน้าและ หลัง

นอกจากนี้ Honda Accord ใหม่ยังเน้นในเรื่องของความเงียบภายในห้องโดยสาร  โดยมีการเพิ่มวัสดุซับแรงสั่นสะเทือน และวัสดุเก็บเสียง ซึ่งทำให้ การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำได้ดี  แม้ที่ความเร็ว ระดับ 120 กม./ชม. ยังเงียบ แต่อาจมีเสียงจากบริเวณล้อ เข้ามาบ้างเนื่องจากลายยางเป็นแบบ สปอร์ต ซึ่งจะส่งเสียงดังเล็กน้อย

ไฟช่วยส่องสว่างด้านข้างขณะที่เลี้ยว

DSC_0246_resize

สรุปอีกครั้งกับ  Honda Accord  2.4 TECH   ใหม่ คันนี้ ถือเป็นรถ Mid-Size (D-Segment) ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีรสนิยม  และความทันสมัย  รวมถึงผู้บริหาร ที่รักการขับรถ ไม่ต้องการให้ใครมานั่งขับแทนที่ แล้วตัวเองไปนั่งอยู่ตอนหลัง  สามารถขับขี่แบบนุ่มนวล เพื่อความสุนทรีย์  หรือจะขับซิ่ง สนุกบ้างเป็นครั้งคราวเมื่อต้องการอรรถรส    และที่สำคัญอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี ความปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีครบครัน   รวมถึงอัตราสิ้นเปลืองที่อยู่ในเกณฑ์ น่าพอใจเมื่อเทียบกับรถในกลุ่ม Mid-Size เช่นเดียวกัน   แต่ในด้านกำลังเครื่องถ้าที่ความแรง ยังอาจดูเป็นรองเพื่อนๆ  อยู่สักเล็กน้อย  แต่ไม่ถือว่าน่าเกลียดแต่อย่างใด   ซึ่งสำหรับผู้ที่อยากจะหารถใช้งานแบบขับขี่ได้อย่างสบาย และปลอดภัยในระดับที่ดูมีระดับ ไม่ควรที่จะมองข้าม All New Honda Accord ใหม่คันนี้  ก่อนที่จะได้ลองนั่งหรือทดลองขับ

ชมภาพทั้งหมดคลิ๊ก http://photos.autospinn.com/2013-Honda-Accord-2400Tech-Testdrive/

ภณ เพียรทนงกิจ ผู้เขียน

รายละเอียดเพิ่มเติม

Autospinn
Copyright © 2015 iCarAsia.com.สงวนลิขสิทธิ์
"Autospinn.com | The right place for car Enthusiasts"
iCar Asia
Carlist.my LiveLifeDrive.com
มาเลเซีย
Thaicar.com Autospinn.com One2Car.com
ประเทศไทย
Mobil123.com OtoSpirit.com
อินโดนีเซีย