เปิดตัว Maserati Quattroprote เฉลิมฉลองก้าวเข้าสู่ปีที่ 99 ของ Maserati

Ponds116 Posted: November 21st, 2013

บริษัท เอ็มไพร์ มอเตอร์ สปอร์ต ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ “มาเซอร์ราติ” จัดงานเฉลิมฉลองสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อพิธีเฉลิมฉลองก้าวสู่ปีที่ 99 พร้อมเปิดตัวรถยนต์มาเซอร์ราติ Masetati Quattroprote ที่สุดของการดีไซน์ ในการรวมสมรรถนะแบบสปอร์ตและความหรูหราแบบคลาสสิคของรถยนต์ซาลูนสัญชาติอิตาลีและเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนตอบรับเข้าร่วมงาน ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระราชวังพญาไท เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2556

2013-Maserati-Quattroporte-TH-Launch_22
ไฮไลท์ของค่ำคืนนี้คือการเปิดตัวรถยนต์ซาลูนหรู รุ่น ควอตโตรปอร์เต้ (Quattroprote) ดีไซน์ใหม่ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของรถรุ่นนี้โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ฟรานเชสโค ซาริโอ นิสิโอ เอกอัครราชฑูตอิตาลี ประจำประเทศไทย เป็นประธานเปิดตัว

2013-Maserati-Quattroporte-TH-Launch_28
มาเซอร์ราติ ควอตโตรปอร์เต้ถือได้ว่าเป็นรถที่มีประวัติมายาวนานกว่า 6 เจเนอเรชั่น โดยเริ่มจากคนแรก ปิเอ โตร ฟรูอา (Frua) ในปี ค.ศ.1963 ผู้สร้างประวัติศาสตร์รถซาลูน 4 ประตู ที่ทำความเร็วได้สูงสุด 230 กิโลเมตร/ชม. ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ที่แม้แต่เจ้าชาย เรเนีย แห่งประเทศโมนาโก หรือ นักแสดงดัง แอนโธนี ควินน์ ยังเลือกที่จะใช้รถยนต์รุ่นนี้ในสมัยนั้น คนที่สอง เบอร์โทเน่ (Bertone) ในปี ค.ศ. 1973 ที่เน้นการออกแบบเพื่อความสะดวกสบาย เพื่อสร้างประสบการณ์การใหม่ในการขับขี่ ซึ่งมีเพียง 13 คันเท่านั้น โดยทั้งหมดได้ถูกขายไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

2013-Maserati-Quattroporte-TH-Launch_31
คนที่สาม จิออร์เก็ตโต้ จุยเกียโร่ (Giorgetto Giugiaro) ในปี ค.ศ.1979 ภายใต้การดูแลของ อเล็กซานโดร เดอ โทมาโซ (Alejandro de Tomaso) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในสำหรับเจเนอเรชั่นนี้ คนที่สี่ มาร์เซลโล กานดินี่ (Marcello Gandini) ในปี ค.ศ. 1994 ถือเป็นการดีไซน์ที่โดดเด่นด้วยการเป็นรถซาลูนขนาดเล็ก ที่สามารถทำความเร็วได้ถึง 260 กิโลเมตร/ชม. ภายในเวลาเพียงแค่ 6 วินาที คนที่ห้า พินินฟาริน่า (Pininfarina) ในปี ค.ศ. 2003 สร้างความแตกต่าง แบบสิ้นเชิง ในการผสมผสานความหรูหราและความเป็นสปอร์ตที่ให้ความสะดวกสบายต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

2013-Maserati-Quattroporte-TH-Launch_38
จนถึงปัจจุบันมาเซอร์ราติ โฉมใหม่นี้ ได้รับการออกแบบจากดีไซเนอร์ดัง ลอเรนโซ่ รามาซิโอติ (Lorenzo Ramaciotti) เป็นผู้ออกแบบในดีไซน์ล่าสุด ที่ยังคงสืบทอดผลงานชิ้นเอก ที่เหล่านักออกแบบระดับโลก ได้เคยออกแบบไว้ ด้วยการคงเอกลักษณ์กระจังหน้ารูปไข่แบบดั้งเดิม พร้อมลักษณะที่เพรียวลมที่ทรงพลัง ภายในยังให้ความรู้สึกเหมือนห้องพักส่วนตัวที่หรูหรา เบาะหุ้มด้วยหนังอันนุ่มนวลของ พอลโทรน่า ฟราว (Poltrona Frau) ไม้ชั้นดีและรอยเย็บอันประณีตภายในรถยังครอบคุลมด้วยนวัตกรรมทางเทคนิคที่จะเปลี่ยนการเดินทางให้เป็นประสบการณ์ความผ่อนที่ไม่เหมือนใคร รถรุ่นนี้ยังให้ความใส่ใจเป็นพิเศษสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ด้วยช่องวางขาที่เพียงเพื่อความสะดวกสบายอย่างสูงสุด

2013-Maserati-Quattroporte-TH-Launch_54

2013-Maserati-Quattroporte-TH-Launch_51
ด้านความปลอดภัย ควอตโตรปอร์เต้ (Quattroprote) ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ระบบไฟฟ้าระดับสูงเมื่อรถเกิดการไถล จะช่วยลดแรงบิดจากเครื่องยนต์และสามารถกระตุ้นเบรคให้เข้าสู่ระดับเสถียรภาพภายในเสี้ยววินาที, ไฟหน้าระบบ Bi-Xenon ช่วยให้มองเห็นได้หลายระยะ สามารถปรับความลึกของแสงได้อัตโนมัติ และไฟกลางวัน LED ช่วยให้มองเห็นรถได้ในทันที พร้อมถุงลมนิรภัย 6 ชิ้น ในตัวรถ ไม่เพียงเท่านั้น ควอตโตรปอร์เต้ (Quattroprote) ยังสร้างความโดดเด่น ด้วยการตกแต่งแบบเฉพาะด้วยไม่ซ้ำใครที่ลูกค้าสามารถปรับเลือกใหม่ได้ถึง 8 เฉดสี และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเสียงเพลง รถรุ่นนี้ยังได้ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่มองหาอุปกรณ์เสียงที่ดีที่สุดสำหรับรถยนต์ ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้ดื่มด่ำกับรายละเอียดที่เล็กที่สุดของเสียงด้วยระลำโพงภายในตัวรถถึง 15 ชิ้น

2013-Maserati-Quattroporte-TH-Launch_70
Maserati Quattroporte ใหม่ ใช้เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V8 ขนาด 3.8 ลิตรแบบใหม่ ซึ่งพัฒนาตามแบบของเครื่องยนต์ V90 รุ่นคลาสสิค มาเซอร์ราติ ได้สร้างเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งสามารถให้พลังได้ถึง 530 แรงม้า และแรงบิด 710 Nm ด้วยลักษณะอันน่าทึ่งซึ่งช่วยให้ Quattroporte สามารถเร่งความเร็วจาก 0 มาเป็น 100 กม./ชม. ได้ภายใน 4.7 วินาที และขึ้นสู่ความเร็วสูงสุดได้ถึง 307 กม./ชม.
ด้วยแรงบิด 95% ที่มีอยู่แล้วที่จำนวนน้อยกว่า 1,600 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ V8 ของ Quattroporte ได้รวมเอาคุณสมบัติในการวิ่งอย่างนิ่มนวลที่สุดเข้ากับสมรรถนะอันโดดเด่นที่ทุกความเร็วเครื่องยนต์ รวมทั้งการมุ่งเน้นที่การใช้น้ำมันและการปล่อยไอเสีย

ชมภาพเพิ่มเติมคลิ๊ก