รีวิว MV Agusta Rivale มอไซค์ที่สวยสุดในโลกปี 2012

Ponds116 Posted: September 23rd, 2014

เมื่อพูดถึงรถจักรยานยนต์  ที่มีความงดงาม  เรียกได้ว่าเป็นยนตรกรรม 2 ล้อ แห่งศิลปะ  “Art of Bike”   คงหนีไม่พ้นแบรนด์ MV Agusta  จากฝั่งอิตาลี    และหนึ่งในรถที่สร้างชื่อในด้านของความงามที่ไม่เป็นรองใครให้แก่แบรนด์ MV Agusta  ก็คือ MV Agusta Rivale 800  คันนี้ ที่ได้รับรางวัลรถจักรยานยนต์สวยที่สุดใน EICMA ปี 2012   ซึ่งในวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดี  เพราะเราได้นำเจ้ารถที่มีความสวยงามดีกรีระดับโลกมาถ่ายทำรีวิวทดสอบกัน

MV-Agusta-Rivale-TestRide37
Rivale เป็นภาษาอิตาเลียน  แปลเป็นไทยว่า  “คู่แข่ง”   ซึ่งหลายคนมักมองว่ามันเป็นคู่แข่งกับ Hypermotard   ทั้งในด้านของรูปทรงของตัวรถ  เครื่องยนต์ที่มีความจุในระดับเดียวกัน  รวมถึงความเป็นแบรนด์จากแดนมักกะโรนี เช่นเดียวกัน

MV-Agusta-Rivale-TestRide29
MV Agusta Rivale  เป็นรถที่มีรูปทรงแบบ  Supermoto     ที่เน้นอวดทรวดทรงสรีระทางด้านท้ายแบบเปิดโล่งตูดแหลม   โดยมีไฟท้าย และไฟเบรก LED  เรียงเป็นเม็ด 2 แถว  ซึ่งมองแล้วมีสไตล์ละม้ายคล้าย Ducati Diavel  สำหรับไฟเลี้ยวด้านหน้าจะอยู่ในตัวของการ์ดแฮนด์   ซึ่งมาพร้อมไฟแบบ DRL ในตัว   ส่วนไฟเลี้ยวด้านหลังถูกจับไปอยู่ด้านล่าง ติดอยู่บริเวณกันโคลนหลัง  ซึ่งดูต่ำไปต่อการใช้งานจริงบนถนนที่รถติดไปสักหน่อย   สำหรับไฟหน้าที่ดูเป้นทรงสามเหลี่ยมมีคางเหลี่ยมแหลมลงมาทำให้รับกับทางด้านท้ายที่ตูดแหลม  เสริมความหล่อด้วยโครงถักสีแดงข้างลำตัว  ซึ่งดูตัดกันกับรถสีดำเป็นอย่างดี   และเอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของรถ MV Agusta ในแทบทุกรุ่น ก็คือดีไซน์ท่อไอเสีย เรียงออก 3 ช่องทางด้านข้าง  พร้อม Single Side Swingarm ที่โชว์ลวดลายล้ออลูมีนัมอัลลอยอันสวยงาม  และความใหญ่โตของล้อและยาง ซึ่งยางที่สวมใส่เป็นของ Pirelli Diablo Rosso II  (สเป็กเดียวกับ Hypermotard)   ขนาด 120/70/17  หน้า  และ 180/55/17  หลัง สำหรับตัวเบาะมีความสูงถึง 881 มม.  โดยมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 178kg แบบ Dry Weight  (หนักกว่า Hypermotard 3 กก.)
MV-Agusta-Rivale-TestRide56
ด้านหน้าจอ LCD  ซึ่งมีตัวเลขบอกความเร็วเป็นแบบดิจิตัล, วัดรอบเป็นสเกลในแนวนอน,   ตัวเลขบอกตำแหน่งเกียร์    โดยตำแหน่งเกียร์  0 = N,   นาฬิกา, Engine Map 3 Mode  แถมสร้าง Engine Map เองได้ด้วย,  มีนาฬิกาจับเวลา  Lap Record   และมีเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย คือ  Traction Control ปรับได้  8 ระดับ
ทางประกับไฟด้านซ้าย มีไฟ Pass มาให้ใช้  แต่ยังคงไม่มีสวิทช์ไฟฉุกเฉินให้  พร้อมปุ่มปรับ Set และ OK ใช้ Command ในการเลือกเมนู      ทางประกับไฟด้านขวามีปุ่ม Off-Run และปุ่มสตาร์ท  ซึ่งใช้เซ็ต Engine Map ด้วย

MV-Agusta-Rivale-TestRide44
เอกลักษณ์เครื่องยนต์ 3 สูบ 12 วาล์ว 798cc ให้พละกำลัง 125bhp ที่ 12,000rpm และแรงบิด 84Nm ที่ 8,600rpm ที่สามารถทำความเร็วปลายได้สูงถึง 245km/h

ซึ่ง MV Agusta Rivale  ถือเป็นรถรุ่นที่ 3 ที่ใช้เครื่องยนต์บล๊อกนี้ต่อจากรุ่น Brutale 800 และ F3 800

ทันทีที่สตาร์ทเครื่องพร้อม  พร้อมเสียงกระหึ่มดังจากเสียงเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ    เมื่อลองเบิลเครื่องดูจะพบเสียงที่หวานหู  อันเป็นเอกลักษณ์ดูดุดัน  แต่ไม่ถึงกับดิบกร้าวจนเกินไป     กำคลัช  (คันนี้ได้ใส่ก้านเบรกและคลัชแต่งปรับระดับ Rizoma) ตบเกียร์ 1  ออกตัว   เมื่อเปิดคันเร่ง จะสัมผัสได้ถึงอาการหน่วงนิดๆ  แม้จะเป็นคันเร่งแบบ Ride by Wire (คันเร่งไฟฟ้า)   ในการขับขี่ที่ Engine Map แบบ Normal
MV_Agusta_Rivale-003
การออกตัวในช่วงรอบเครื่องต่ำ  Torque  ยังถือว่ามีมาให้สัมผัสกันพอสมควร  แต่กำลังเครื่องจะมาแบบเห็นชัดที่รอบเครื่องระดับ 3,000rpm ขึ้นไปแล้ว   ซึ่งแน่นอนว่า  ขุมพลังแบบ 3 สูบนี้  ให้ความโดดเด่นในย่านกลางของรอบเครื่องยนต์    มันดูน่าประทับใจในช่วงรอบเครื่องประมาณ 5,000-8,000rpm ช่วงนี้  ที่ให้พละกำลังสำหรับเร่งแซงรถในตัวเมืองได้อย่างเพียงพอหายห่วง  ก่อนที่เตะเกียร์ขึ้นด้วยระบบเกียร์ Quick Shift   โดยที่สามารถงัดเกียร์ได้เลยโดยไม่ต้องกำคลัช  ช่วยให้การเข้าเกียร์ทำได้อย่ารวดเร็วและต่อเนื่อง    ช่วยส่งกำลังต่อเนื่องลงสู่ล้อคู่หลังได้อย่างรวดเร็ว
MV-Agusta-Rivale-TestRide52
ถ้าขับขี่แค่ในตัวเมือง  เพียงแค่รอบเครื่อง 8,000rpm  ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว   และเมื่อลองลากรอบไปเรื่อยๆ  เพื่อให้พ้นช่วง Torque เข้าถึงช่วงกำลังแรงม้าเกือบสูงสุด  ที่ระดับประมาณ 11,000rpm ขึ้นไป  แรง G ที่หนักหน่วงพร้อมกับลมที่ปะทะใส่ลำตัวและหมวกกันน๊อก  เพราะด้วยสไตล์ของตัวรถแบบ Supermoto นี้  ที่ทั้งสูง และเปลือยช่วงหน้า  ทำให้ลำตัวนั้นปะทะกับแรงลมอย่างเต็มๆ  รวมถึงน้ำหนักของแฮนด์ที่เราดูแล้วแปลกๆ   จึงทำให้ดูจะต้องใช้พละกำลังของร่างกายมากสักหน่อย ในการควบคุมรถ  และต่อต้านกับแรงลมที่มาปะทะลำตัวอย่างต่อเนื่อง   เราพบว่าช่วงความเร็วที่ไม่เหนื่อยเครียดจนเกินไปต่อการควบคุมรถคันนี้   อยู่ที่ช่วงความเร็วไม่เกิน 180 กม./ชม.   (ขึ้นกับสภาพลมที่มาปะทะ ณ ขณะนั้นด้วย)
MV-Agusta-Rivale-TestRide48
ในด้านของการใช้งานในตัวเมืองที่รถติดขัด  สำหรับช่วงที่ต้องจอดรถนิ่ง การหาเกียร์ว่าง N (เกียร์0)   ก็ถือว่าไม่ยากเย็นจนเกินไปนัก   เหมือนอย่างค่ายคู่แข่ง ที่ต้องมาคอยขยับก้านคลัชให้ได้ตำแหน่งจนสามารถเข้าเกียร์ N ได้
และในเรื่องของความร้อน    นั้นพบว่าระดับของความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวโครงถักนั้นช่างร้อนระอุ  และถ้าไม่สวมกางเกงขายาว คาดน่องขา มีสิทธิไหม้ได้เหมือนกัน    ซึ่งแน่นอนว่าการขับขี่ที่รถติดนั้นถือเป็นเรื่องยากลำบาก และทรมานเอาเรื่อง  ซึ่งมันช่างต่างจากการวิ่งทางไกล เพราะได้รับลมปะทะ ซึ่งทำให้ระบายความร้อนของเครื่องยนต์ออกไปได้อย่างต่อเนื่อง   เอาเป็นว่าเราต้องดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่ติดไฟแดง หรือติดแหง่กขยับรถไปได้เป็นเวลานาน   แทบทุกครั้งไป   แต่ก็ยังถือว่าระดับสเกลความร้อนนั้นขึ้นเพียงถึงขีดระดับที่ 6  ยังไม่มีถึงขั้น Overheat ออกมาให้เห็น  ซึ่งในจุดนี้เราถือว่าเครื่องยนต์มีความทนทานต่อสภาพอากาศร้อนในบ้านเราสูงพอสมควร

สำหรับอัตราสิ้นเปลืองนั้นเราสามารถทำค่าเฉลี่ยในการเดินทางไกลได้ราว  18-19 กม./ลิตร  ขับแบบเรื่อยๆ ที่ความเร็วระดับ 100 กม./ชม. ไม่กระแทกเค้นคันเร่งกันนัก     แต่ในช่วงที่เราได้ลองขับซัดๆ  ช่วงที่ถ่ายทำ VDO รีวิว กลับพบว่ามันกินเอาเรื่องทีเดียวอยู่ในระดับ 12 กม./ลิตร    ซึ่งถ้าเติมน้ำมันเต็มถังและขับขี่แบบซัดๆ  นั้น ประมาณ 100 กม.  ไฟเตือนระดับน้ำมันจะโผล่ขึ้นมาเตือนเราแล้ว

MV-Agusta-Rivale-TestRide87
การควบคุมและการบังคับเลี้ยว  ถึงแม้ว่าช่วงแฮนด์ที่ดูเหมือนจะดูแคบ  แต่ด้วยการ์ดแฮนด์ยื่นออกมา แม้จะพับกระจกเก็บแล้วก็ตา   การมุด ช่องรถติด ก็ยังทำได้ลำบาก    ในขณะที่การเลี้ยวตัดผ่านเลนด้วยลำตัวรถที่ไม่ยาวมาก  และแฮนด์บาร์ที่หักองศาเข้าได้มาก  จึงทำให้การเลี้ยวตัดเลนไม่ถือว่าลำบากจนเกินไป  เพียงแต่คุณจะต้องเหยียบให้เต็มเท้าจากเบาะที่สูง  ให้มั่นคงเพียงเท่านั้น
MV-Agusta-Rivale-TestRide65
สำหรับองศาของการหักวงเลี้ยว จะพบว่าน้ำหนักทางด้านหน้า มีการถ่ายเทบาลานซ์ ที่ดูจะแปลกๆไปสักนิด  คือไม่ได้ดูเบาอย่างที่คิด   และการหักแฮนด์เลี้ยวดูจะลำบากฝืนๆ  ธรรมชาติไปสักหน่อย
การขับขี่เข้าโค้งที่กว้าง  ให้การควบคุมในด้านการยึดเกาะที่ดี ทั้งจากพื้นที่ของหน้ายางกว้าง 180  แม้ตัวรถอาจจะสูง   และแฮนด์ลิ่งที่ดูมั่นคง หนักแน่น      แต่สำหรับการเข้าโค้งแคบที่แคบ   หรือการเลี้ยวโค้งที่อาจต้องหักองศาแฮนด์ในการเลี้ยวนั้น ดูอาจจะต้องระมัดระวังและควบคุมให้ดี  ตามที่ได้กล่าวไป  ซึ่งการเลี้ยวในวงแคบที่ดูเหมือนจะฝืนธรรมชาตินี้ จึงอาจต้องใช้พละกำลังจากร่างกายในการควบคุมรถเพิ่มมากขึ้นอีกหน่อย

MV-Agusta-Rivale-TestRide43
ระบบกันสะเทือน โช้คอัพคู่หน้าแบบ UpSideDown จาก Marzocchi ขนาด 43mm ที่สามารถปรับ Rebound-Compression Damping และ Spring Preload โช้คอัพเดี่ยวหลัง Progressive Sachs สามารถปรับ Rebound-Compression Damping และ Spring Preload ได้เช่นกัน พร้อมสวิงอาร์มหลังเดี่ยวแบบอลูมีเนียม
ระบบกันสะเทือน ที่เซ็ตมาเดิมๆ  นี้  ถือว่าเซ็ตมากลางๆ  ไม่ถึงกับแข็งจนเกินไป สำหรับการมีผู้โดยสารซ้อน  หรือขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันรวมถึงการออกทริป   มันพอมีระยะยุบ และคืนตัวเล็กๆ  ให้ได้สัมผัส  ไม่ใช่กระแทกแบบกระเด้งสวนกันจนทำให้ป่วนท้องไส้ แบบพวกตระกูล Sport ทั้งหลาย    แต่ถึงกระนั้น Rivale มันก็ยังเป็นรถที่เหมาะที่จะวิ่งบนพื้นถนนที่ลาดยาง  และราบเรียบเพียงเท่านั้น    แม้จะเป็นโช้คอัพ USD  แบบปรับระดับได้แบบสมบูรณ์ก็ตาม  แต่ด้วยตัวยาง Diablo Rosso II มันก็ยังเหมาะเพียงแค่เป็น On Road เท่านั้น  และรุ่นของยางก็ชี้ชัดว่ามันเป็นยางที่เหมาะสำหรับรถแนว Sport

MV-Agusta-Rivale-TestRide42
ระบบเบรก ใช้จานดิสก์คู่หน้าขนาดมาตรฐาน 320mm กับคาลิปเปอร์แบบ Radial Mount Monobloc 4 ลูกสูบจาก Brembo   และจานดิสก์หลังขนาด 220mm พร้อมคาลิปเปอร์ 2 ลูกสูบจาก Brembo เช่นกัน   โดยปั๊มเบรกบน  ใช้จาก Nissin  ซึ่งไม่มีระบบ ABS ติดตั้งมาให้      แต่ด้วยศักยภาพของระบบเบรก Twin-Disc  จากคาลิปเปอร์ Brembo   Monobloc  ทำให้การหยุดรถนั้นทำได้อยู่ในเกณฑ์ดี กำเบรกได้ติดมือ   ในขณะที่เบรกหลังแม้จานหลังจะมีขนาดเล็กกว่า Hypermotard อยู่เล็กน้อยแต่ก็ไม่ทำให้ศักยภาพโดยรวมของเบรกนั้นลดลง    แต่สิ่งที่อาจต้องระวัง คือการเบรกเบรกบนพื้นถนนที่เปียกหากลงเบรกแรงเกินไป ล้อมีสิทธิล๊อก และแน่นอน อาจทำให้สูญเสียการควบคุมบนพื้นถนนเปียกได้ง่ายยิ่งกว่า    แต่สำหรับการเบรกบนพื้นผิวที่แห้งนั้น ถือว่าทำได้ดีไม่เป็นอุปสรรค  แม้จะลงน้ำหนักที่ก้านเบรกหนักไปหน่อย แต่การคลายนิ้วออกและเบรกจิกเข้าอีกครั้งก็ช่วยลดอาการเบรกล๊อกได้อย่างไม่ยากเย็น

MV-Agusta-Rivale-TestRide91
สรุป  MV Agusta  Rivale รถ Supermoto ที่ถือได้ว่ามีดีไซน์สวยที่สุดในรถระดับเดียวกัน   ไม่ว่าคุณจะขี่ไปไหนมาไหนย่อมดึงดูดสายตาผู้คนบนท้องถนนได้เป็นอย่างมาก      แต่ในท่านั่งการขับขี่และควบคุมนั้น  อาจดูแปลกๆ  ซึ่งดูจะควบคุมได้ยากไปสักนิด   และการ์ดแฮนด์และกระจกมองข้างจึงอาจทำให้มันคล่องตัวน้อยลงในสภาพการจราจรที่ติดขัด     นอกจากนั้นในด้านของขุมพลัง 3 สูบ เปี่ยมสมรรถนะที่ต้องเรียกว่า เหลือๆ  ที่ระดับแรงม้า 125 ตัว (สูงกว่ารถยนต์เครื่อง 1.6 ลิตร)   ขึ้นกับว่าคุณจะใจกล้าพอ ที่จะพารถที่รูปทรงสูงโด่ง ดูเปลือยไร้วินด์ชิลหน้าและแฟริ่งให้ทะลุที่ความเร็ว 200 กม./ชม. ได้หรือไม่

MV-Agusta-Rivale-TestRide6
แม้ว่าสเป็กโดยรวมอาจจะไม่ได้โดดเด่นกว่า Hypermotard มากนัก  นอกจากโช๊คอัพหน้าจาก Mazocchi   แรงม้าที่มีมากกว่า 15 ตัว  พร้อม Quick Shift  กับเสียงเครื่องยนต์ 3 สูบที่ไพเราะเสนาะหูกว่า 2 สูบ L-Twin     ด้วยราคาที่อาจทำให้คุณซื้อ Hypermotard ได้ 2 คัน    แต่เชื่อได้ว่ามันจะทำให้คุณภูมิใจในความเป็นเจ้าของ MV Agusta Rivale คันนี้    แม้อาจต้องแลกด้วยค่าตัวเฉียดล้านบาทก็ตาม

ขอขอบคุณ  บริษัท โมโต วิชั่น สำหรับ ยนตกรรม 2 ล้อ ระดับโลก MV Agusta Rivale 800  มูลค่า 9.8 แสนบาท  คันนี้ให้ทางเราได้นำมาทดสอบกัน
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver

MV-Agusta-Rivale-TestRide1
ชมภาพเพิ่มเติมคลิ๊ก

รายละเอียดเพิ่มเติม

Autospinn
Copyright © 2015 iCarAsia.com.สงวนลิขสิทธิ์
"Autospinn.com | The right place for car Enthusiasts"
iCar Asia
Carlist.my LiveLifeDrive.com
มาเลเซีย
Thaicar.com Autospinn.com One2Car.com
ประเทศไทย
Mobil123.com OtoSpirit.com
อินโดนีเซีย