ขับทดสอบ Nissan Sylphy 1.8 V NAVI ใน Group Test Drive ที่เชียงใหม่ Share this

ขับทดสอบ Nissan Sylphy 1.8 V NAVI ใน Group Test Drive ที่เชียงใหม่

Admin
โดย Admin
โพสต์เมื่อ 14 กันยายน 2555

ขับทดสอบ Nissan Sylphy 1.8 V NAVI ใน Group Test Drive ที่เชียงใหม่

ในปีนี้เราได้เห็นการแข่งขันกันของตลาดรถยนต์มากมาย เนื่องจากกระแสรถยนต์คันแรกของรัฐบาลมาช่วยกระตุ้นยอดขายให้ค่ายรถจำนวนมาก ทำเอายอดจองรถในปีนี้มากันแบบล้นพ้นชนิดรับรถกันไม่ทันเลยทีเดียว แต่ทว่าไม่ใช่เพียงแค่รถในกลุ่มของรถที่เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกเท่านั้นที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ตลาดในกลุ่มของ C-Sement นั้นก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน จะเห็นได้จาก การเปิดตัวรถยนต์ใหม่ๆ อย่างมากมายในกลุ่มนี้ โดยเริ่มจาก All-New Honda Civic 2012 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่ได้เน้นจุดขายในเรื่องการประหยัดเชื้อเพลิงจาก โหมด ECON รวมถึงการรองรับน้ำมัน E85 และต่อมาทางค่าย Mazda ได้เปิดตัว All-New Mazda 3 1.6 หลังจากที่ได้เปิดตัว 2.0 ไปเมื่อปีที่แล้ว กับดีไซน์รถที่ปราดเปรียวให้ภาพลักษณ์ความสปอร์ตและการขับขี่ที่สนุกสนาน ตามมาด้วยกระแสตาม Spot โฆษณาของ All-New Ford Focus 2012 ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ Active Parking Assist กับ Active City Stop ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องความสะดวกสบายและความปลอดภัย จนมาถึงรถ Compact Sedan ล่าสุดจากค่าย Nissan กับ All-New Nissan Sylphy ที่มาพร้อมกับสโลแกน “The Aesthetic of Living” (ความสุนทรีย์ของการใช้ชีวิต) ซึ่งเปิดตัวเป็นประเทศที่ 2 ในโลกต่อจากจีน โดยเน้นจุดขายทั้งด้านภาพลักษณ์ภายนอก, ความสบายที่ได้รับจากภายในที่หาไม่ได้ในรถระดับเดียวกัน เราคงต้องมาดูกันสิว่า Nissan จะมีดีนอกเหนือจาก Eco Car หรือไม่ แล้วเจ้า Sylphy นี้จะช่วยกู้ชื่อเสียงตลาดรถกลุ่ม C-Segment ให้ Nissan ได้ไหม จากที่เงียบไปนานกับความไม่ชัดเจนในตัวของ Tida

DSC_0706_resize

รูปโฉมกายภายนอก ในด้านของดีไซน์ภายนอกนั้น ดูจากรูปทรงแล้ว คล้ายกับว่า ทาง Nissan จับเอา Almera มาขยายช่วงตัว ซึ่งทำให้เป็นรถที่มีตัวถังใหญ่ที่สุดในรถระดับเดียวกัน และได้รับการออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์ให้มีสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (cd) เพียง 0.29 ทำให้ได้ความสวยงามรวมถึงสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น จุดเด่นเอกลักษณ์ของเจ้า Sylphy นี้เลย เห็นจะเป็นโคมไฟหน้าแบบ Multi-reflector พร้อมไฟ LED ซึ่งแสดงถึงความหรูหรา เหมือนขอบตาของชมพู่ อารยา ที่เป็นพรีเซ็นเตอร์นั่นเอง ไฟท้ายที่เป็น LED ไฟเบรคดวงที่สาม และชุดไฟเลี้ยวตรงกระจกมองข้าง โดยนับรวมรอบคันแล้ว LED ทั้งหมดมากถึง 54 ดวง ล้ออัลลอยขอบ 16” และชุดโครเมียมบริเวณกระจังหน้า ที่เปิดประตูและด้านกระโปรงท้าย เสริมความเป็นซีดานระดับพรีเมี่ยม

DSC_0716_resize

รูปโฉมภายใน พื้นที่ห้องโดยสารภายในที่กว้างขวางเหนือระดับ เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา รวมถึงมีเครื่องปรับอากาศตอนท้าย ความสะดวกสบายทั้งหมดนี้เทียบเท่ากับรถ D-Segment ถือเป็นอีกจุดขายที่สำคัญของ Nissan Sylphy วัสดุหุ้มเบาะภายในเป็นหนังสีเบจ ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายมากตรงที่ใช้วัสดุหนังบุนุ่ม (Soft pad) ทำให้รู้สึกได้ว่า นั่งแล้วนุ่มสบายมากทีเดียว โดยเฉพาะที่เท้าแขนตรงข้างประตูให้ความนุ่มนวลมากทุกสัมผัส แผงคอนโซลกลางตกแต่งด้วยลายไม้ เพิ่มความหรูหรา พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3 ก้าน หุ้นหนังปรับได้ 4 ทิศทาง มาพร้อมกับสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงและหน้าจอ MID รวมถึงการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย (Bluetooth) อีกด้วย และในรุ่นนี้เป็นรุ่น 1.8 V NAVI ตัว Top สุด จึงมีจอเครื่องเสียงพร้อมระบบนำทาง Navigator system ขนาด 5.8” มาให้ด้วย รวมถึงมีกล้องมองหลังเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการถอยจอดอีกด้วย และที่ขาดไม่ได้ กับรถสมัยใหม่นี้ กุญแจอัจฉริยะ Intelligent Key มาพร้อมกับระบบ Immobilizer และ Panic alarm กระจกมองข้างพับเก็บอัตโนมัติเมื่อล็อครถ เพื่อลดความเสียหาย ปุ่ม Push start button เพิ่มความสะดวกสบาย ในการเดินทางและความดูดีมีระดับ

DSC_0765_resize

เครื่องยนต์ เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร รหัสใหม่ MRA8DE ได้รับการพัฒนาโดยเพิ่มช่วงชักกระบอกสูบให้ยาวขึ้น ทั้งฝั่งไอดี-ไอเสีย ผสานการทำงานของระบบวาล์วแปรผันคู่ Twin C-VTC (Twin Continuously-Variable Timing Control) เพื่อการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเคลือบแข็งระบบสปริงวาล์ว Diamond-like carbon coating ช่วยลดน้ำหนัก แรงเสียดทานและแรงเฉื่อยของวาล์ว เสริมประสิทธิภาพการทำงานเครื่องยนต์ เงียบขึ้น ประหยัดน้ำมันขึ้น ซึ่งทาง Nissan เคลมไว้ว่าประหยัดขึ้นกว่าเดิม 12% สำหรับเครื่องขนาดความจุ 1,798 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 131ps@6000rpm กับแรงบิดสูงสุด 174Nm@3600rpm ตัวนี้

ระบบส่งกำลังและการควบคุม ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัจฉริยะแปรผัน X-TRONIC CVT ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล จากการพัฒนาเกียร์ให้มีขนาดเล็กลง น้ำหนักจึงเบาลง แต่ให้อัตราทดเกียร์ที่กว้างขึ้น จึงทำให้ตอบสนองการขับขี่ได้ดี และประหยัดน้ำมัน ด้านการควบคุมพวงมาลัยเป็นแบบแร็ค แอนด์ พีเนียน พร้อมระบบเพาเวอร์ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS) ให้การตอบสนองที่เบาและบังคับได้ดีแม่นยำ

ระบบเบรกและระบบกันสะเทือน ระบบเบรคเป็นแบบดิสก์เบรค 4 ล้อ ด้านหน้าเป็นแบบช่องระบายความร้อน ในแบบรถยนต์ทั่วไป ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบ ทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วยลดการสะเทือนในทุกสภาพถนน ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ยิ่งขึ้น

ระบบความปลอดภัย ในด้านระบบช่วยในการเบรคมีครบทั้ง ABS, EBD, BA ถุงลมนิรภัยคู่หน้า Dual SRS เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบ ELR ดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ โครงสร้าง Zone Body Concept เอกสิทธิ์เฉพาะ Nissan แข็งแกร่ง ทนทาน รองรับ น้ำหนักและลดแรงกระแทกได้อย่างดี

DSC_0712_resize

รีวิว Group Test Drive ที่เชียงใหม่

ทาง Autospinn ได้รับเชิญไปร่วมทดสอบรถยนต์รอบกลุ่มสื่อมวลชนที่ทาง Nissan ได้จัดขึ้นมาในวันที่ 6-7 ก.ย. ที่ผ่านมานี้ โดยมีรถ Nisaan Sylphy 1.8 ให้ทดสอบจำนวน 10 คัน กับสื่อมวลชนจาก 20 แห่ง ทาง Autospinn ได้รถคันสุดท้ายหมายเลข 10 ซึ่งเป็นรุ่น 1.8 V NAVI ตัว Top สุด สีเทา Platinum Gray และได้ขับเป็นมือแรก ซึ่งได้ระยะทางการขับที่ไม่ยาวนัก ราวๆ 90 กิโลเมตร โดยเริ่มออกจาก Nissan North Wave ไปยังวัดพระธาตุหริภุญชัย เส้นทางนั้นเป็น ไฮเวย์ทางตรง เพื่อทดสอบอัตราเร่งและระบบการทำงานของเกียร์ CVT และช่วงต่อมา ออกจากวัดพระธาตุหริภุญชัยไปยังร้านอาหารโป่งแยงแอ่งดอย สภาพเส้นทางเป็นทางตรงคดเคี้ยว สลับกับทางคดโค้งขึ้นเขา เพื่อทดสอบการควบคุมพวงมาลัยและระบบกันสะเทือน

DSC_0756_resize

หลังจากที่ได้ฟัง Brief จากทีมงานเป็นที่เรียบร้อย ก็ออกมาถ่ายรูปกันที่ลานด้านนอกโชว์รูม Nissan North Wave เชียงใหม่ แล้วจึงทำการออกเดินทาง เมื่อเดินเข้ามาในรถทางทีมงานได้สตาร์ทรถเปิดเครื่องปรับอากาศ รอเราไว้เรียบร้อยกลัวทางสื่อมวลชนจะร้อน เมื่อเข้ามาในรถต้องยอมรับจริงๆ ว่าเจ้า Sylphy มันเป็นรถที่กว้างขวางและสะดวกสบายที่สุดคันหนึ่งในกลุ่ม C-Segment ทั้งความนุ่มเบาะ นั่งสบายดีจริงๆ และที่ชอบมากที่เท้าแขนตรงประตูหุ้มหนังแบบ Soft pad เยี่ยมที่สุดตั้งแต่เคยเท้าแขนมาในรถระดับนี้ และเครื่องปรับอากาศแบบแยกซ้าย-ขวา ทำให้คนนั่งที่ขี้ร้อนอย่างผม ไม่ต้องมาทะเลาะกับคนนั่งเบาะข้างๆ ว่าให้ปรับเครื่องปรับอากาศลงเพราะหนาวเกินไป เมื่อปรับเบาะ กระจกมองข้าง และพวงมาลัยเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็รอขบวนเตรียมเคลื่อนออกเดินทางกันได้ พูดถึงวิสัยทัศน์บ้าง รู้สึกว่า มุมมองวิสัยทัศน์นั้นทำได้ค่อนข้างดี คือรู้สึกโปร่งจากมุมกระจกหน้าที่ดูค่อนข้างกว้าง แต่อาจจะดูโดนบีบจากด้านข้างหน่อย เนื่องจากการดีไซน์ตัวรถที่ให้มีค่า cd ต่ำ สำหรับการดีไซน์ต่างๆ ภายในถือว่าค่อนข้างดูเรียบง่ายแต่ยังให้ความหรูหรา กับวัสดุภายในที่เป็นหนังสีเบจ ตัดด้วยลายไม้ และมีจุดหนึ่งที่น่าจะถูกใจสาวๆ คือบริเวณที่บังแดดหน้ารถทั้งด้านคนขับและผู้โดยสาร มีกระจกมาให้พร้อมกับไฟส่องด้วย คงจะโดนใจสาวๆ นักแต่งหน้ากันไม่น้อย แต่มีจุดหนึ่งที่คิดว่าน่าจะทำให้สวยงามลงตัวกว่านี้คือหน้าปัดที่ดูแบนไม่มีมิตินักดูเรียบดูเหมือนรถเก่าไปหน่อย และเมื่อจังหวะที่ผลัดกันเป็นผู้โดยสารบ้าง ได้ลองไปนั่งที่เบาะตอนหลังนั้นพบว่า พื้นที่ Leg Room นั้นกว้างขวางระดับ Teana เลยทีเดียว ใหญ่ที่สุดในรถระดับเดียวกันนี้ นอนกันได้แบบสบายๆเลย เครื่องปรับอากาศตอนหลังที่มีมาให้นั้น อาจดูเล็กไปหน่อยแต่ก็ ok สมกับราคาแล้ว สำหรับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารนั้นน้อยจริงๆ เงียบดีเป็นลำดับต้นๆเลย ถ้าไม่ได้กดเร่งเครื่องรอบสูงมากนัก เมื่อได้ลองเปิดฝากระโปรงท้ายขึ้น จะพบกับพื้นที่เก็บสัมภาระ ที่มากที่สุด ถึง 510 ลิตร ซึ่งมากกว่า Teana เสียอีก เพราะ Teana มีความจุเพียง 506 ลิตร ยัดของกันได้ชนิดจุใจกันทีเดียว จากเท่าที่ได้ลองดูภายนอกและภายในของเจ้า Sylphy นี้นั้น มีจุดขอติอยู่เล็กน้อย ได้แก่ ไม่มีระบบล๊อคประตูอัตโนมัติ, ครูซคอนโทรล, ไฟหน้าที่เป็นแบบลดสเป็ก ไม่ใช่โปรเจคเตอร์อย่างที่เปิดตัวในประเทศจีน เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้มันเป็นรถที่เพอร์เฟคเพียบพร้อมสำหรับความสะดวกสบาย รวมถึงความหรูหรามีระดับในรถระดับเดียวกันนี้ จากการได้พูดคุยซัก-ถามกับทางทีม R&D ของ Nissan ได้สอบถามไปในจุดตรงนี้ ได้คำตอบประมาณว่าอาจจะเป็นการลดต้นทุน ซึ่ง มองว่าทางประเทศไทยอาจจะยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องตรงนี้ ซึ่งทางทีมงานบอกว่าจะนำคำแนะนำกลับไปปรับปรุงต่อไป และอีกจุดตรงด้านท้ายที่รู้สึกเกะกะสายตาเสียจริง คือ รูกุญแจตรงฝากระโปรงหลัง ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นระบบกดปุ่มปลดล๊อคอัตโนมัติแล้วเด้งขึ้นเอง จะยังทำรูกุญแจให้ไขมาทำไม เพราะทำให้ดูรถด้อยค่าลงไปมากทีเดียว ทางทีมงานได้แจ้งว่า เป็นระบบความปลอดภัยที่ควรจะมีมาให้ เกิดกรณีฉุกเฉินก็สามารถไขเอาได้ อันนี้ก็ไม่รู้ว่านานทีปีหน หรือตลอดจนอายุการใช้งานของรถจะได้ใช้หรือเปล่ากับการไขรูกุญแจนี้

DSC_0747_resize

ในส่วนสมรรถนะด้านการขับขี่นั้น ตั้งแต่ที่ได้ตั้งขบวนเสร็จและมีการเคลื่อนขบวนออกจากโชว์รูม North Wave ขอบอกว่า ได้ทดลองสมรรถนะอัตราเร่งกันแบบกระหน่ำเลยทีเดียว เนื่องด้วยทาง Autospinn นั้นอยู่เป็นคันสุดท้าย และบรรดาสื่อมวลชนตีนผีทั้งหลาย ก็กดกันไม่ยั้ง ทำเอาในวันนั้นได้ทำ Top Speed ไปราวๆ 165 กม./ชม. ขอย้ำ! ความเร็วนี้เป็นการขับในขบวนนะ เอาล่ะขอกลับมาพูดถึงฟีลลิ่งการขับอีกครั้ง เมื่อได้เลี้ยวออกจากโชว์รูม ไป จังหวะออกตัวนั้นรถให้การพุ่งดีมาก ทำได้ดีที่ความเร็วไม่สูงนัก อัตราเร่งการตอบสนองถือว่าค่อนข้างดี และการเปลี่ยนเกียร์นั้นนุ่มนวลกว่าที่คิดไว้กับเจ้าเกียร์ X-TRONIC CVT นี้ เมื่อต้องการเร่งแซงก็แค่เพิ่มน้ำหนักเท้าเข้าไป ก็จะกลายเป็นการ Kick Down ลง รอบมาให้ไวทันใจ ไม่จำเป็นต้องกดปุ่ม Sport ตรงหัวเกียร์ (ซึ่งลักษณะการทำงานจะเป็นเหมือนปุ่ม Overdrive) สำหรับพละกำลังเครื่องยนต์มีมาให้พอสมควรกับเครื่องยนต์ในระดับ 1.8 ลิตรนี้ และในบางจังหวะที่ต้องการเร่งแซงรถใหญ่จริงๆ แอบรู้สึกว่ายังไม่กระชาก แรงดึงยังไม่ได้อย่างที่ใจต้องการนัก ต้องกดคันเร่งลงแบบมิด เกียร์ Kick Down ลงไปถึง 2 เกียร์ รอบพุ่งขึ้นถึง ประมาณ 5000 และไต่ขึ้นไป ราวๆเกือบ 6000 จึงถอนคันเร่ง เพื่อให้เกียร์ Shift Up ขึ้นไป แต่พบว่า เมื่อถอนคันเร่งปุป กำลังเครื่อง Drop ฮวบฮาบ เนื่องจาก เกียร์ Shift ให้ที 2 เกียร์เหมือนกัน และฟีลลิ่งการขับนั้นกลับมาเป็นแบบขับนุ่มนวลปกติ ซะงั้น ทั้งๆที่ยังต้องการกำลังเครื่องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขาไต่ขึ้นเขาก็เช่นเดียวกัน เกิดอาการแบบนี้ จนต้องใช้เกียร์ L หรือ กดปุ่ม Sport เอาเพื่อลากเกียร์ให้ยังมีกำลังเครื่องอยู่ ในจุดนี้ทำเอาแอบผิดหวัง ขาซัดขาซิ่งทั้งหลาย แต่อย่างว่าตรงนี้อาจเป็นนิสัยโดยพื้นฐานของเจ้าเกียร์ CVT เขาอยู่แล้วที่เกิดมาเพื่อความนุ่มนวล ขับสบายและประหยัด ไม่ได้เอามาไว้ให้ซัดแต่ประการใด รวมถึงประเด็นที่รถคันนี้เกิดมาสโลแกนก็บอกอยู่แล้วว่า “ความสุนทรีย์ของการใช้ชีวิต” ไม่ใช่ขับขี่เร้าใจสไตล์สปอร์ต

DSC_0768_resize

สำหรับด้านความสัมพันธ์รอบเครื่องที่ได้นั้น เนื่องจากในจังหวะที่ได้ขับนั้น ทางสื่อมวลชนนั้น ส่วนใหญ่ซัดกันเกือบตลอดทาง จึงไม่ค่อยได้มีเวลาที่จะดูความสัมพันธ์รอบเครื่องอย่างจริงจังนัก ประกอบกับขีดตัวเลขตรงหน้าปัดจะดูเล็กไปนิด จึงทำให้มองได้ไม่ชัดนัก จึงขอประมาณโดยคร่าวๆ ดังนี้ 80กม./ชม.= 1250rpm 100กม./ชม.=1800rpm 120กม./ชม.=2000rpm ซึ่งจากตัวเลขที่ได้นี้นั้นถือว่าทำได้ค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งน่าจะช่วยส่งผลต่อการประหยัดน้ำมันได้ดี

ด้าน Handling พวงมาลัย ต้องบอกเลยว่าถือเป็นรถยนต์ในกลุ่ม Compact ที่มีพวงมาลัยเบาว๋องจริงๆ ตั้งแต่ความเร็วต่ำยันความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้น ก็ยังคงความรู้สึกเบาอย่างไรอย่างนั้น และระยะฟรีของพวงมาลัยยังถือว่ามากไป ซึ่งถ้าขับรถด้วยความเร็วสูง อาจจะต้องใช้ 2มือในการควบคุม และคงต้องมีสมาธิกันหน่อย เพราะถ้าเผลอหักพวงมาลัยกระทันหันในความเร็วสูง รถกระชากอย่างแน่นอน เพราะพวงมาลัยเบามี Free Area มาก พวงมาลัยดึงไปไวตามมือเอาง่ายๆแน่นอน อาจทำให้เสียการควบคุมได้ ซึ่งจุดนี้คงต้องระวังให้ดีสักหน่อย ตั้งใจนิดกับการขับที่ความเร็วสูง

DSC_0762_resize

ระบบเบรคนั้น กับดิสก์เบรค 4 ล้อคันนี้ ถือว่าทำได้ดีกว่าเพื่อน 2 ค่ายจากญี่ปุ่นที่มียอดขายเป็นอันดับต้นๆ (เดากันเองนะว่าค่ายอะไร) เพราะมันเบรคสั่งแล้วหยุดเอาเท้าอยู่ ไม่รู้สึกหน่วงๆ หรือต้องลงน้ำหนักลึกมากนัก ถึงแม้มันอาจจะไม่ได้หนึบมากมายนัก แต่ว่าฟีลลิ่งที่ได้นั้นเบรคแล้วนุ่มนวลเป็นลำดับต้นๆ แน่นอน เบรคแล้วหัวไม่ทิ่มให้ผู้โดยสารพุ่งไปกระแทกคอนโซลหน้า ถือว่าทำได้ดีพอตัวเลย

ระบบกันสะเทือนช่วงล่างนั้น เจ้า Sylphy นี้ยังคงให้เป็น หน้าแบบอิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง หลัง ทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง ซึ่งถ้าพูดถึงรถ C-Segment ในหลายๆ ค่ายนั้น ได้พัฒนาไปเป็นแบบ ด้านหลัง Multi-link กันเยอะแล้ว แต่ว่าเมื่อได้ลองขับขี่นั้น มันไม่ได้ขี้เหล่น้อยหน้ากว่ายี่ห้ออื่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องช่วงล่างเท่าไรนัก เพราะความนุ่มนวล นั้นยังมีให้เห็นไม่แพ้กันเลย ในการดูดซับแรงกระแทรกจากพื้นผิวถนนที่ขรุขระ ก็ทำได้ดี และสำหรับการยึดเกาะนั้น ได้ทดสอบในช่วงเล่นโค้งขึ้นเขา พบว่าการยึดเกาะนั้น ทำได้หนักแน่นจากตัวรถ แต่ยังถือว่าไม่หนึบขนาดตุ๊กแกเรียกพี่ แบบรถที่มีช่วงล่างสไตล์สปอร์ต

DSC_0695_resize

สรุป Nissan Sylphy ใหม่ ถือเป็นรถยนต์ในกลุ่ม C-Segment ที่ทาง Nissan ได้พยายามทำการบ้านมาอย่างดี เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายในระดับ D-Segment แต่ประหยัดเชื้อเพลิงในระดับ B-Segment ที่เพียบพร้อมด้วยจุดขายในด้านการออกแบบที่ดูดีมีระดับ และความสะดวกสบายที่ได้รับจากภายใน ในด้านการขับขี่นั้น ถือว่าเป็นรถยนต์ที่ทำได้ดีสมราคาในระดับเดียวกัน ทั้งในเรื่องความนุ่มนวลของเบรก, ช่วงล่าง, การเปลี่ยนเกียร์ รวมถึงการเก็บเสียง ถึงแม้ พวงมาลัยนั้นจะเบาไป , การตอบสนองของคันเร่งในจังหวะลากรอบอาจไม่ถูกใจขาซัดนัก แต่อย่าลืมว่ารถคันนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนวัยทำงานที่เน้นความสบาย และความดูดีมีระดับ ไม่ได้เน้นไว้ให้คนที่คลั่งไคล้ฟีลลิ่งแบบสปอร์ต ดังนั้นมันจึงทำหน้าที่ได้ดีแล้ว และน่าจะกลับมาแข่งในตลาดได้อย่างสมศักดิ์ศรี หลังจากที่เงียบไปนาน เนื่องจากเจ้า Tida ที่มาทำตลาดก้ำกึ่ง ระหว่าง B กับ C Segment สร้างความไม่ชัดเจนให้กับกลุ่มลูกค้านี้

ภณ เพียรทนงกิจ (พล autospinn) ผู้เขียน

[zenphotopress album=3305 sort=latest number=120]


ความคิดเห็น