ย้อนชมที่สุดแห่งข่าวยานยนต์โลกประจำปี 2016 Share this

ย้อนชมที่สุดแห่งข่าวยานยนต์โลกประจำปี 2016

Satapana
โดย Satapana
โพสต์เมื่อ 29 ธันวาคม 2559

ย้อนชมที่สุดแห่งข่าวยานยนต์โลกประจำปี 2016

ย้อนชมที่สุดแห่งข่าวยานยนต์โลกประจำปี 2016

2016 นับเป็นปีที่มีเรื่องราวน่าตื่นเต้นมากมายสำหรับคอรถยนต์ ด้วยข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่มีทั้งแง่บวกและแง่ลบที่ควรค่าแก่การติดตาม ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น เราขอนำที่สุดแห่งข่าวยานยนต์ทั่วโลกในปีนี้มาให้ชมกันอีกครั้ง

https://img.icarcdn.com/autospinn/body/takata-hoping-to-avoid-bankruptcy-3.jpg

วิกฤตถุงลม Takata

ยังคงเป็นวิกฤตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปี 2016 สำหรับถุงลมนิรภัยทาคาตะ ซัพพลายเออร์ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ทำให้หลายค่ายรถที่ใช้ถุงลมนิรภัยยี่ห้อนี้ต้องประกาศเรียกคืนรถเพื่อเปลี่ยนถุงลมหลายสิบล้านคัน โดยเฉพาะโตโยต้าและฮอนด้าที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ถุงลมของทาคาตะมีข้อบกพร่องเนื่องจากจะ “ระเบิด” ออกอย่างรุนแรงมากเกินไปเมื่อถูกความร้อนและความชื้นทำให้มีของมีคมกระจายทั่วห้องโดยสาร ปัญหาดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายรายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

วิกฤตครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์นี้ทำให้ทาคาตะสุ่มเสี่ยงที่จะล้มละลาย แต่โยอิชิโระ โนมูระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของทาคาตะกล่าวว่า บริษัทฯ ยังไม่สามารถล้มละลายได้ เนื่องจากถ้าบริษัทพังครืนลงไปก็จะมีการปรับโครงสร้างซึ่งทำให้ส่งผลเสียหายต่อการส่งมอบชิ้นส่วนให้แก่บริษัทรถยนต์หลายรายที่เป็นลูกค้าของทาคาตะ ธุรกิจเป็นไปได้ยาก

อุบัติเหตุถึงชีวิตจากระบบ Autopilot ของ Tesla

เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติกำลังมาแรงแซงโค้ง แต่ก็มีเสียงวิจารณ์มากมายเกี่ยวกับความพร้อมและความเสี่ยงของเทคโนโลยีนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุกับรถเทสล่า โมเดล เอสที่มาพร้อมโหมดขับขี่กึ่งอัตโนมัติหรือ “ออโตไพล็อต”

อุบัติเหตุที่จุดประเด็นการถกเถียงเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมปีนี้ เจ้าของรถเทสล่ามีชื่อว่าโจชัว บราวน์ วัย 40 ปีพุ่งเข้าชนด้านข้างของรถ 18 ล้อ โดยเทสล่า มอเตอร์ส ยืนยันว่ารถโมเดล เอสอยู่ในโหมดขับขี่กึ่งอัตโนมัติขณะเกิดอุบัติเหตุ ภายหลังมีรายงานว่านายบราวน์กำลัง “ดูหนัง” ขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งขัดแย้งกับคำแนะนำของเทสล่าที่ชี้ว่าโหมดออโตไพล็อตยังคงเป็นเวอร์ชั่น “เบต้า” หรือเวอร์ชั่นทดลองซึ่งควรถูกใช้งานอย่างระมัดระวัง และผู้ขับขี่ควรใช้สองมือจับพวงมาลัยอยู่ตลอดเวลา

ถึงแม้สื่อมวลชนฝั่งอเมริกาจะประโคมข่าวว่านี่คืออุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตรายแรกที่เกิดจากระบบขับขี่อัตโนมัติในเทสล่า แต่สื่อมวลชนจีนรายงานว่า อุบัติเหตุที่คร่าชีวิตผู้ขับขี่เป็นรายแรกเกิดกับรถเทสล่า โมเดล เอสในประเทศจีนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยตัวรถพุ่งเข้าชนรถกวาดถนนอย่างแรงจนผู้ขับขี่วัย 23 ปีเสียชีวิตทันที

ถึงแม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าตัวรถใช้โหมดออโต้ไพล็อตอยู่หรือไม่ แต่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ยื่นฟ้องเทสล่าแล้ว พร้อมกับโชว์วีดีโอที่ติดหน้ารถซึ่งแสดงให้เห็นว่าตัวรถโมเดล เอส พุ่งเข้าชนรถกวาดถนนโดยไม่มีการพยายามเบรกหรือหักเลี้ยวแม้แต่น้อย

ขณะที่เทสล่าออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอความร่วมมือจากครอบครัวดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกรณีนี้ หลังจากนั้นในช่วงปลายปี เทสล่าปรับปรุงซอฟต์แวร์ระบบออโตไพล็อตใหม่ให้สามารถตรวจจับสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

https://img.icarcdn.com/autospinn/body/1e1716e0-trump-4x3.jpg

โดนัลด์ ทรัมป์กับนโยบายยานยนต์

การชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์จากพรรครีพับลิกันทำให้หลายฝ่ายจับตามองนโยบายด้านยานยนต์ของเขาซึ่งอาจส่งผลทางอ้อมยังตลาดรถทั่วโลก ทรัมป์เคยประกาศไว้ว่าเขาจะขึ้นกำแพงภาษีรถที่ผลิตจากเม็กซิโกและนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้หลายค่ายรถสะดุ้งสะเทือนอาทิฮอนด้า โตโยต้า ฟอร์ด และจีเอ็มเนื่องจากล้วนมีโรงงานอยู่ในแดนจังโก้ทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ผู้นำบริษัทรถยนต์บางรายประกาศชัดเจนว่าไม่สนับสนุนทรัมป์ โดยอีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสล่าออกมาระบุว่าทรัมป์ไม่มีความเหมาะสมที่่จะเป็นผู้นำสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง เขาเฟ้นหาบุคคลที่จะมาร่วมในทีมที่ปรึกษาโดยส่วนใหญ่เป็นซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสิ้น รวมถึงแมรี่ บาร์ร่า ซีอีโอของจีเอ็ม และล่าสุดก็เป็นมัสก์ที่ได้รับการทาบทามให้เป็นที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ดูแล้วต้องจับตามองกันยาวๆ ว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะมองว่านโยบายของทรัมป์เป็นเรื่องยากที่จะนำมาปฏิบัติจริงทั้งหมดก็ตาม

การพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ

ถึงแม้จะมีข้อถกเถียงมากมาย แต่เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติก็เป็นถนนสายใหญ่ที่หลายค่ายรถมุ่งหน้าพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันด้วยความหวังว่าจะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในอนาคต

หนึ่งในบริษัทที่กระโดดร่วมวงการพัฒนายังรวมถึงกูเกิล และแอปเปิล โดยรายแรกพับโครงการพัฒนารถขับขี่อัตโนมัติ ก่อนจะก่อตั้งบริษัท “เวย์โม” ในช่วงปลายปีเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเฉพาะเทคโนโลยีอย่างเดียว โดยมีการจับมือกับเฟียต ไครสเลอร์ ออโตโมบิล และยังหารือกับฮอนด้าถึงความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกันด้วย

ขณะที่แอปเปิลเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่าพวกเขากำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยผลักดัน “รถขับขี่อัตโนมัติ” หลังจากตกเป็นข่าวลือมานานเกือบสองปี โดยคำยืนยันดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจากจดหมายที่แอปเปิลส่งถึงหน่วยงานเพื่อความปลอดภัยบนถนนหลวงของสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่า “บริษัทฯ กำลังทุ่มเงินลงทุนมูลค่ามหาศาลในการศึกษาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ และมีความตื่นเต้นในศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวที่สามารถใช้งานได้หลากหลายขอบเขต รวมถึงการเดินทางขนส่ง”

นอกจากนี้ รัฐบาลของหลายประเทศก็เริ่มยกระดับการหารือเพื่อกำหนดกรอบกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ ที่น่าสนใจก็คือ รัฐมิชิแกนของสหรัฐอเมริกาเพิ่งผ่านร่างกฎหมายที่จะอนุมัติให้มีการทดสอบรถขับขี่อัตโนมัติโดยไม่ต้องมีคนนั่งไปด้วยบนถนนจริงแล้ว นับเป็นก้าวสำคัญของการผลักดันเทคโนโลยีนี้

Suzuki บิดเบือนการทดสอบความประหยัดน้ำมัน

กลายเป็นข่าวฮือฮาและสร้างเสียงวิจารณ์ด้านจริยธรรม เมื่อสำนักข่าวเอ็นเอชเค และเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมปีนี้ว่า ซูซูกิทำการบิดเบือนการทดสอบความประหยัดน้ำมันในรถหลายรุ่นที่จำหน่ายในญี่ปุ่น

ข่าวรายงานว่า การทดสอบอัตราบริโภคน้ำมันของซูซูกิมีความแตกต่างจากข้อกำหนดของหน่วยงานรัฐบาลของญี่ปุ่น ทำให้โอซามุ ซูซูกิ ประธานกรรมการของซูซูกิ มอเตอร์ส คอร์ป พร้อมผู้บริหารระดับสูงอีกหลายคน ต้องแถลงข่าวด่วนและยอมรับว่า ซูซูกิตรวจพบความผิดปกติในการทดสอบความประหยัดน้ำมันจริง พร้อมกับกล่าวขอโทษผู้บริโภค

สำหรับการทดสอบที่ไม่ได้มาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมรถ 16 รุ่นที่จำหน่ายในญี่ปุ่นเท่านั้น ได้แก่ อัลโต, อัลโต ลาแปง, วากอน อาร์, ฮัสต์เลอร์, สเปเชีย, เอเวอร์รี่, แคร์รี่, จิมนี่, โซลิโอ, อิกนิส, บาเลโน, เอสเอ็กซ์4 เอส-ครอส, สวิฟต์, เอสคูโด, เอสคูโด 2.4 และจิมนี เซียร์ร่า

https://img.icarcdn.com/autospinn/body/Nissan-CEO-Carlos-Ghosn-Mitsubishi-president-Osamu-Masuko.jpg

Nissan เทคโอเวอร์ Mitsubishi

ไม่เพียงซูซูกิจะต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนัก ค่ายรถสัญชาติเดียวกันอย่างมิตซูบิชิต้องตกอยู่ในวิกฤตการบิดเบือนค่าความประหยัดน้ำมันไปก่อนแล้ว โดยมิตซูบิชิยอมรับว่าทำการ “บิดเบือน” ค่าการทดสอบความประหยัดน้ำมันในรถรุ่นเล็กที่จำหน่ายในญี่ปุ่น พร้อมกับยอมรับกระทำมาตั้งแต่ปี 1991 เลยทีเดียว

นั่นทำให้ราคาหุ้นของมิตซูบิชิตกฮวบฮาบ นำไปสู่การถูกกลุ่มเรโนลต์-นิสสัน อัลลายแอนซ์เข้าครอบครองกิจการด้วยมูลค่า 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยนิสสันเข้าถือหุ้นของมิตซูบิชิสัดส่วน 34% ขณะที่คาร์ลอส กอส์นขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการของมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่เขาเป็นในเรโนลต์และนิสสัน

“การขยายกลุ่มพันธมิตรยานยนต์ในครั้งทำให้เราเป็นหนึ่งในกลุ่มยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยยอดขายมากกว่า 10 ล้านคันต่อปี ทำให้เรามีศักยภาพด้านต้นทุนเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก” กอส์นระบุในแถลงการณ์ยืนยันการปิดดีลเทคโอเวอร์ครั้งสำคัญ

ความร่วมมือกันครั้งนี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เรโนลต์-นิสสัน และมิตซูบิชิ โดยเฉพาะในด้านการแบ่งปันต้นทุน การจัดซื้อ การแบ่งปันโรงงานผลิต ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมกัน ทั้งสามแบรนด์สามารถใช้แพลทฟอร์มร่วมกันได้ ขณะที่ระบบปลั๊กอินไฮบริดที่ก้าวหน้าของมิตซูบิชิก็จะถูกถ่ายทอดไปสู่นิสสันและเรโนลต์ด้วย

https://img.icarcdn.com/autospinn/body/mercedes-benz-concept-x-class-2.jpg

รถต้นแบบน่าสนใจเพียบ

มีรถต้นแบบมากมายที่เรียกเสียงฮือฮาตลอดทั้งปีนี้ แน่นอนว่าไฮไลท์ต้องอยู่ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ คอนเซปต์ เอ็กซ์-คลาส รถกระบะต้นแบบจากเยอรมันที่มาพร้อมตัวถังสี่ประตู แบ่งเป็นสองเวอร์ชั่น เริ่มจากเวอร์ชั่นเน้นความเนี๊ยบหรูหราซึ่งใช้ชื่อว่า “Stylish Explorer” มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว

อีกหนึ่งเวอร์ชั่นมุ่งแสดงศักยภาพการลุยทางออฟโรดภายใต้ชื่อ “Powerful Adventurer” ตัวถังยกสูง มีวัสดุกันกระแทกรอบคัน และใช้ยางออฟโรดแบบที่คอรถกระบะพันธุ์แท้ต้องตาลุกวาว

ผู้บริหารระดับสูงของผู้บริหารระดับสูงของเมอร์เซเดส-เบนซ์เผยว่า รูปร่างหน้าตาภายนอกและการออกแบบภายในห้องโดยสารของรถต้นแบบจะมีความคล้ายคลึงกับรถโปรดักชั่นอย่างมาก เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด สร้างบรรยากาศที่ดีกว่ารถกระบะทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด

อีกหนึ่งรถต้นแบบที่ถือว่าน่าจับตามองก็คือจากัวร์ “ไอ-เพซ คอนเซปต์” รถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องแข่งขันโดยตรงกับเทสล่า โมเดล เอ็กซ์ โดยไอ-เพซ คอนเซปต์มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 90 กิโลวัตต์ชั่วโมง (เท่ากับโมเดล เอ็กซ์) ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ มีระยะทางขับเคลื่อนอยู่มากกว่า 350 กม.ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งซึ่งถือว่าไกลพอสมควรแต่ก็ยังไม่เท่ากับโมเดล เอ็กซ์ที่ขับขี่ได้ราว 400 กม.

ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ ที่นี่

ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่


ความคิดเห็น