MAZDA เผยยอดขายครึ่งปีแรกโตเพิ่มขึ้น สร้างสถิติใหม่ 33,593 คัน  เตรียมส่ง Mazda CX3 ใหม่ลุยตลาด Share this

MAZDA เผยยอดขายครึ่งปีแรกโตเพิ่มขึ้น สร้างสถิติใหม่ 33,593 คัน  เตรียมส่ง Mazda CX3 ใหม่ลุยตลาด

วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 09 กรกฎาคม 2561

MAZDA เผยยอดขายครึ่งปีแรกโตเพิ่มขึ้น สร้างสถิติใหม่ 33,593 คัน  เตรียมส่ง Mazda CX3 ใหม่ลุยตลาด

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยความสำเร็จการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีแรกของปี 2561 ด้วยตัวเลขยอดขายรถมาสด้า 6 เดือนแรก พุ่งสูงถึง 33,593 คัน เติบโตกว่า 41% ทำสถิติใหม่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมาสด้า ผลพวงเกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยที่กำลังเบ่งบาน คาดการณ์ยอดรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ปีนี้พุ่งทะลุเกินหนึ่งล้านคัน ประกาศปรับเป้ายอดขายสำหรับปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 27% ประมาณการตัวเลขยอดขายรถมาสด้าทะลุ 65,000 คัน

ชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายรวมของมาสด้าพุ่งสูงถึง 33,593 คัน ถือเป็นสถิติใหม่ที่เติบโตเพิ่มถึง 41% ครองส่วนแบ่งตลาด 6.9% ขณะที่ 6 เดือนแรกของปีก่อนมียอดขายอยู่ที่ 23,893 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 5.8%

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้น โดยมีปัจจัยบวกทั้งจีดีพี หนี้ครัวเรือนลด เศรษฐกิจฟื้นตัว อีกทั้งไทยจะมีการเลือกตั้งในปีหน้าตามแผนที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ส่งผลให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมีความเชื่อมั่น มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ประเทศมากขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมไฟฟ้า เคมี การท่องเที่ยว ยานยนต์ ปิโตเคมีล้วนเติบโต บริษัทจึงปรับเป้ายอดขายเพิ่มเป็น 6.5 หมื่นคัน จากเดิม 6 หมื่นคัน สอดรับกับประมาณการตัวเลขตลาดรวมที่มีแนวโน้มสูงเกิน 1 ล้านคัน

"เร็วๆนี้จะเปิดตัว Mazda CX-3 ใหม่ลุยตลาดครึ่งปีหลัง พร้อมกลยุทธ์ทางการตลาดที่สอดรับกับความต้องการของลูกค้า หลังจากยอดขายลดลง 30% โดยช่วงครึ่งปีแรก  Mazda 2 ยังครองใจผู้บริโภคด้วยยอดขายสูงถึง 21,741 เติบโต 52% ครองอันดับหนึ่งของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก"

* Mazda 2 เก๋งเล็กยังคงครองใจผู้บริโภคมากที่สุดด้วยยอดขายสูงถึง 21,741 คัน เติบโต 52% ครองอันดับหนึ่งของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก

* Mazda CX-5 จำนวน 4,399 คัน เพิ่มขึ้น 179%

* Mazda BT-50 PRO จำนวน 3,254 คัน เพิ่มขึ้น 5%

* Mazda 3 จำนวน 2,621 คัน ลดลงเล็กน้อยเพียง 2%

* Mazda CX-3 จำนวน 1,562 คัน ลดลง 30%

* Mazda MX-5 จำนวน 16 คัน เพิ่มขึ้น 60%

นอกจากประสบความสำเร็จสูงสุดด้านยอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกแล้ว ในครึ่งปีหลังมาสด้าเตรียมรุกตลาดอย่างเต็มสูบ ออกประกาศนโยบายก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ด้วยการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานโดยคนไทยเพื่อลูกค้าชาวไทยครอบคลุมทุกฟังก์ชั่น อาทิ การเสริมกลยุทธ์ด้านการขาย การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการบริการหลังการขาย รวมทั้งทิศทางการตลาดที่กล้าและแตกต่าง ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับค่ายมาสด้าที่นับวันยอดขายจะเติบโตอย่างต่อเนื่องแล้ว การบริการหลังการขายยังถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่จะทำให้มาสด้าสามารถครองใจผู้บริโภคตราบนานเท่านาน

มาสด้าเปิด 4 ยุทธศาสตร์ก้าวสู่การเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง

1. กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจความเป็นหนึ่งเดียว หรือ One Mazda จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาสด้าเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและเกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิดนอกกรอบ กล้าที่จะแตกต่างของมาสด้าในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีและยนตรกรรม การยึดมั่นให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางของแนวคิดในการทำงาน โดยทำความเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างละเอียด ตั้งแต่การเริ่มต้นการผลิตไปยังลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการนำเอากลยุทธ์ Mazda Building Block Strategy มาใช้ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคตแบบเป็นขั้นเป็นตอน และเป็นการนำเอาเทคโนโลยีในอนาคตมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมในส่วนของภาคผลิต รวมทั้งการบริหารธุรกิจในลักษณะ Distribution Business โดยมีผู้จำหน่ายเป็นผู้ขายและให้การบริการตรงกับลูกค้า ทำให้มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และผู้จำหน่ายสามารถทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเป็นหนึ่งเดียว หรือ One Mazda ควบคู่ไปกับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น

2. กลยุทธ์ด้านการขาย คือสิ่งสำคัญที่จะส่งผลทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย การที่มาสด้าจะพัฒนาในด้านการขาย อันดับแรก คือ ต้องหากลุ่มลูกค้าให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย โดยสถานที่ที่จะพบลูกค้าได้นั้นนอกจากที่โชว์รูมแล้ว คือการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ หรือการออกงานอีเว้นท์ตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมบนสื่อออนไลน์ ประกอบด้วย

* การจัดกิจกรรมในโชว์รูมและการออกโรดโชว์ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น โดยแยกเป็นการจัดงานบนโชว์รูม ใช้ชื่องานว่า “MAZDA NEXT EXPERIENCE” ส่วนการจัดงานตามห้างสรรพสินค้า ใช้ชื่องานว่า “MAZDA SKYACTIV FESTIVAL” เพื่อสร้างความแตกต่างให้ผู้บริโภคเกิดการจดจำในการเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งทั้งสองกิจกรรมนี้ จะจัดขึ้นเป็นประจำในทุกๆ เดือน และกระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

* นโยบายการสนับสนุนการขายในงานบิ๊กอีเว้นท์ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 5 งานหลักประจำปีโดยเป็นงานแสดงรถยนต์ในเขตกรุงเทพฯ ได้แก่ Motor Show, Fast Auto Show, Auto Salon, Big Motor Sales และ Motor Expo และงานตามต่างจังหวัด ได้แก่ Local Motor Show, Mini Motor Show ที่ห้างสรรพสินค้า, งานประจำปี (Annual Fair) และงานกาชาด (Red Cross Fair)

* การขยายพื้นที่โชว์รูมตามมาตรฐานใหม่ หรือ Mazda Corporate Identity ปัจจุบันแล้วเสร็จประมาณ 50% หรือ 62 โชว์รูม เป้าหมายของมาสด้าในปีนี้คือ 90% และทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2562 ปัจจุบันมีโชว์รูมทั้งหมด 134 แห่ง เป้าหมายคือขยายเพิ่มเป็น 140 แห่ง ภายใน

ปีนี้ และในเร็วๆ นี้ มาสด้าเตรียมเปิดโชว์รูมแห่งใหม่รวดเดียว 5 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

3. กลยุทธ์ด้านการเอาใจใส่ดูแลลูกค้า นอกจากยอดขายที่เติบสูงสุดแล้ว สิ่งสำคัญที่มาสด้ายึดมั่นมาตลอดคือการสร้างมาตรฐานการบริการหลังการขายให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อเอาใจใส่ดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถ โดยเฉพาะครึ่งปีหลังนี้มาสด้าเน้นในส่วนของการบริการหลังการขาย ด้วยการเร่งมือปฏิบัติตามโปรแกรม MAZDA ACTIV SERVICE ซึ่งเกิดจากคอนเซ็ปต์ Feel the passion หรือ มุ่งมั่นดูแลรถใส่ใจดูแลคุณ เป็นแนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงความมี Passion ของชาวมาสด้า รวมถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงและความปรารถนาดีในการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุด จนเกิดความพึงพอใจสูงสุด

ทั้งนี้ภายใต้โปรแกรม MAZDA ACTIV SERVICE นั้นมีความหลากหลาย อาทิ

* Mazda Premium Insurance หรือโครงการประกันภัยรถยนต์ประเภท1 ด้วยเงื่อนไขความคุ้มครองและสิทธิพิเศษต่างๆ สำหรับลูกค้ามาสด้าเท่านั้น

* Mazda Care หรือโปรแกรมที่มอบให้แก่ลูกค้าในการซ่อมบำรุงและตรวจเช็คสภาพรถ ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ต้องเปลี่ยนถ่ายตามระยะทางทุกประเภท ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ในคุณภาพอะไหล่แท้ทุกชิ้น

* Mazda Added Protection หรือโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ หลังจากสิ้นสุดการรับประกันจากผู้ผลิตรถยนต์ในช่วง 3 ปีแรก โดยสามารถเลือกความคุ้มครองนานสูงสุดถึง 5 ปี ครอบคลุมทั้งชิ้นส่วนที่บกพร่องทางกลไกและระบบไฟฟ้า

* Mazda Genuine Part หรืออะไหล่แท้จากมาสด้าที่ได้รับการออกแบบเพื่อรถมาสด้าโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัย ทนทานและมีคุณภาพสูง

* 24-Road Side Assistant ซึ่งมาสด้ายินดีให้บริการลูกค้าทุกท่านในทุกช่วงเวลาฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทุกเส้นทาง โดยโปรแกรมทั้งหมดนี้ได้รับการออกแบบเพื่อให้ลูกค้ามาสด้าทุกท่านเพลิดเพลินกับการขับขี่ได้อย่างอุ่นใจและปลอดภัย

4. กลยุทธ์ด้านการตลาด นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า โดยเฉพาะครึ่งปีหลังของ 2561 เดินหน้าบุกตลาดเต็มที่ ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกิจกรรมส่งเสริมการขาย การเดินสายออกโรดโชว์ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กิจกรรมร่วมสนุกผ่านสื่อออนไลน์ เสริมทัพด้วยรถฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์ New Mazda CX-3 Model Year 2018 ในวันที่ 20 กรกฎาคม นี้ เพื่อสร้างแบรนด์มาสด้าให้เป็นที่จดจำและมีความใกล้ชิดกับลูกค้าอย่างแน่นแฟ้น

นอกจากนี้มาสด้าจะเน้นเรื่องการเตรียมความพร้อมด้านการบริการหลังการขาย เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์ ที่อยู่ในใจของลูกค้าและเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเลือกและรักตลอดไป

ส่วนความคืบหน้าเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า ยังคงเป็นไปตามแผนบิลดิ้งบล็อค โดยจะค่อยๆ พัฒนาจากไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอบีโอไอ ซึ่งเบื่องต้นยังเป็นมูลค่าลงทุนตามที่วางไว้ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท

ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า บริษัทต้องการสร้างภาพลัษณ์ที่ดีให้กับลูกค้า โดยจะเพิ่มโชว์รูมบริการปลายปีนี้อีก 6 แห่ง รวมเป็น 140 แห่ง เนื่องจากยอดขายส่วนใหญ่มาจากโชว์รูม เมื่อโชว์รูมมีกำไรก็จะนำเงินมาลงทุนทำตลาดและดูแลลูกค้าที่เข้าไปใช้บริการเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ มาสด้าเตรียมจัดกิจกรรมเพื่อนำสื่อมวลชนร่วมบันทึกการเดินทางเพื่อพิชิตดินแดนแห่งขั้วโลกเหนือที่ไม่เคยมีใครกล้าพิสูจน์ ด้วยการนำรถยนต์จากประเทศไทยไปทดสอบ ประกอบด้วยรุ่น มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 และมาสด้า บีที-50 โปร กับเส้นทางที่ท้าทายด้วยภูมิประเทศที่หลากหลาย ภูมิอากาศที่หนาวจัด เพื่อมอบประการณ์สุดขั้ว รวมทั้งเป็นบทพิสูจน์สมรรถนะของรถยนต์ที่มีแหล่งผลิตจากประเทศไทย ภายใต้ชื่องาน Mazda Passion Drive to the New Horizon “เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า” โดยเฉพาะการนำเอารถยนต์ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจากเขตภูมิอากาศร้อนชื้นไปขับในสภาพภูมิอากาศที่หนาวจัด ในแถบกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ประกอบด้วย สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ด้วยระยะทางขับขี่กว่า 6,000 กิโลเมตร ในช่วงเดือนกันยายน นี้

ด้วยกลยุทธ์และแผนงานที่มาสด้าได้วางไว้ ประกอบกับผู้บริหารมากความรู้ความสามารถ และสะสมประสบการณ์ในตลาดรถยนต์มาอย่างยาวนาน มาสด้าจะยังคงสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อตอบสนองลูกค้าทุกท่าน ให้การขับขี่นั้นเป็นเรื่องสนุกสนาน และกลายเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าไว้วางใจทั้งด้านคุณภาพและด้านบริการที่เป็นเลิศ

คาดว่าปีนี้ภาพรวมตลาดน่าจะเป็นบวกอยู่ที่ 1 ล้านคัน โดยจีดีพอยู่ที่ 4.5 % เศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น ระดับราคาสินค้าในตลาดโลกปรับตัวดี อีกทั้งไทยจะมีการเลืกตั้งในปีหน้าตรมแผนที่พล.อ.ประยุทธ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ส่งผลให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ประกอบกับไทยมีโครงการอีอีซี ทำให้เงินลงทุนจากต่างประเทศไทยเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมไฟฟ้า เคมี การท่องเที่ยว

ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ที่นี่

ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสองเชิญที่นี่


ความคิดเห็น