[Test Ride] ทดสอบ BMW R1250GS ใหม่ สายลุยรุ่นใหญ่ ณ สนาม Enduro Park ชลบุรี Share this
รีวิวมอเตอร์ไซค์
โหมดการอ่าน

[Test Ride] ทดสอบ BMW R1250GS ใหม่ สายลุยรุ่นใหญ่ ณ สนาม Enduro Park ชลบุรี

Piyawat Wongrattanakumphon
โพสต์เมื่อ 03 กันยายน 2562

BMW Motorrad พาสื่อมวลชนสายมอเตอร์ไซค์ร่วมกิจกรรมทดสอบ New R1250GS และ R1250GS Adventure ให้ได้เห็นกันชัดๆ ว่าพี่เบิ้มสายลุยคันนี้มีดียังไง ถึงสนาม เอ็นดูโร่ พาร์ค จ.ชลบุรี


 

 

หลังจากที่ได้เปิดตัวกันไปแล้ว สำหรับสมาชิกรุ่นท็อปสุดของตระกูลรถแอดเวนเจอร์ของ BMW Motorrad อย่าง BMW R1250GS และ R1250GS Adventure ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น 1,254 cc. ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว มอบพละกำลังสูงสุดถึง 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที พร้อมระบบ BMW Shiftcam ที่ช่วยทำให้รถมีพละกำลังและประหยัดน้ำมันมากขึ้น รวมถึงระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่ทั้งประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ

 

 

อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีแบบ “จัดเต็ม” ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า Dynamic ESA ที่สามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้แบบเรียลไทม์ ปรับค่ากันสะเทือนให้เหมาะสมกับสภาพถนน โหมดการขับขี่สองแบบคือ ‘Rain’ และ ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ เสริมด้วยระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) เพิ่มความปลอดภัยทุกการเข้าโค้งด้วยระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเบรคในโค้งได้ พร้อมระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ที่ช่วยตัดกำลังของเครื่องยนต์ในกรณีเบรคฉุกเฉิน

 

 

ในที่สุดทีมงาน Autospinn เองก็มีโอกาสได้ไปร่วมทดสอบเจ้า R1250GS และ R1250GSA ใหม่ ถึงสนามเอ็นดูโร่ พาร์ค ของทาง BMW Motorrad ที่ จ.ชลบุรี ซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่ให้ได้ขับขี่กันกว่า 22 ไร่ ภายนอกมีหุบเขาและสวนผลไม้ให้ขับขี่ได้อีกกว่า 5,000 ไร่! พร้อมอาคารขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว่า 1,600 ตารางเมตร ห้องประชุม 4 ห้อง และมีสถานีอุปสรรคจำลองอีกกว่า 15 สถานี สำหรับเรียนรู้ทักษะการควบคุมรถในทางออฟโร้ด

โดยในกิจกรรมการทดสอบครั้งนี้มีสื่อมวลชนร่วมทดสอบกว่า 10 ราย พร้อมด้วยรถ BMW R1250GS, R1250GSA, R1200GS Rallye และ R750GS Rallye กว่า 20 คัน ให้ได้ทดสอบกันแบบจุใจ ทั้งในบริเวณเอ็นดูโร่ พาร์ค ฐานอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทราย,ก้อนกรวด และลุยน้ำ รวมถึงยังได้ออกไปขับขี่บริเวณเชิงเขาด้านนอก เส้นทางตามไร่ผลไม้ต่างๆ ให้ได้อารมณ์การท่องเที่ยวของจริง

 

 

รูปลักษณ์ภายนอก

เริ่มจากไฟหน้า LED แบบอสมมาตร ตามสไตล์ GS

 

วินด์สกรีนขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อน


สวิทช์ควบคุมออพชั่นครบครันบริเวณมือซ้ายและฟังก์ชั่นพื้นฐานที่มือขวา มีการ์ดแฮนด์ป้องกันมือผู้ขับขี่ พร้อมระบบอุ่นมือ (Heated grip)

 

กระจกข้างทรงหลายเหลี่ยมมุมมน ขนาดใหญ่ มองเห็นชัดเจน

 

หน้าปัดจอสี TFT ให้การแสดงผลครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็ว วัดรอบ ไฟบอกเกียร์ สามารถเรียกดูฟังก์ชั่นวัดระยะทริป อุณหภูมิ ความดันลมยาง เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ปรับระบบอิเล็กทรอนิคส์ต่างๆตั้งแต่ Dynamic Traction Control(DTC), ABS Pro, ระบบกันสะเทือนทั้งหน้าและหลัง และโหมดการขับขี่

 

มีแครชบาร์และไฟสปอร์ตไลท์ติดมาให้จากโรงงาน สำหรับในรุ่น R1250GS Adventure

 

ถังน้ำมันขนาดใหญ่ (20 ลิตรในรุ่น Standard, 30 ลิตรในรุ่น Adventure)

 

เครื่องยนต์ Boxer สูบนอน ยื่นออกมาด้านข้างตัวรถ พร้อมระบบ Shift cam

 

พักเท้าหนามเหล็ก แบบรถเอ็นดูโร่ พร้อมก้านเบรคแบบปรับระดับได้ กรณีใส่รองเท้าธรรมดาและรองเท้าเอ็นดูโร่

 

ท่อไอเสียขนาดใหญ่ เป็นท่อเดี่ยวปลายออก 2 รู

 

ไฟท้าย LED

 

ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ Keyless พร้อมพวงกุญแจ สำหรับใช้เปิดฝาถังน้ำมัน


โปรอาร์มแขนเดี่ยว ขับเคลื่อนด้วยเพลา พร้อมกันดีดหลังขนาดใหญ่

 

เบาะนั่ง 2 ตอน แยกผู้ขับขี่กับคนซ้อน

 

โช้คหน้า Telever  ขนาด Ø37มม. พร้อม Central spring strut หรือที่เรียกกันโช้ค 3 ต้น คู่กับโช้คหลัง BMW Motorrad Paralever พร้อมระบบ Dynamic ESA

 

ล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว แบบ Cross spoke ไม่ต้องใช้ยางใน ขอบล้อสีทองในรุ่นสี HP จับคู่กับดิสก์เบรคคู่ขนาด 305 มม. คาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ

 

และล้อหลังแบบ Cross spoke เช่นกัน ขนาด 17 นิ้ว ดิสก์เบรคเดี่ยวขนาด 276 มม. พร้อมคาลิเปอร์จาก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ ทั้งสองวงรัดด้วยยาง Michelin ANAKEE Adventure ตอบสนองการท่องเที่ยวทั้ง On-road และ Off-road

 

ข้อมูลทางเทคนิค

เครื่องยนต์

 

ตัวรถ

 

มิติรถ

 

การขับขี่

ในการทดสอบขับขี่ BMW R1250GS และ R1250GS Adventure ครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสมาขับขี่ที่ เอ็นดูโร่ พาร์ค จ.ชลบุรี ซึ่งภายในพาร์คเป็นลานที่ถูกออกแบบมาให้ฝึกฝนการขับขี่แบบเอ็นดูโร่ พื้นผิวมีทั้งดิน หิน หญ้า ให้การยึดเกาะที่แตกต่างกันออกไป มีพื้นผิวต่างระดับ เนินจำลองขนาดเล็กใหญ่ รวมไปถึงฐานอุปสรรคต่างๆไม่ว่าจะเป็นฐานทราย, หินกรวด, ลุยน้ำประมาณครึ่งล้อ รวมถึงออกไปขับขี่ด้านนอกพาร์ค บริเวณเชิงเขารอบๆ มีทั้งบริเวณที่เป็นถนนลาดยางและไร่ผลไม้ ตามลักษณะภูมิประเทศจริงที่มีโอกาสได้เจอในการขับขี่ท่องเที่ยว

 

 

เรื่องของพละกำลังคงไม่ต้องพูดถึง เหลือจนไม่รู้จะเหลือยังไงอยู่แล้ว สำหรับเครื่องยนต์ขนาด 1,254 cc. ซึ่งแน่นอนว่าการขับขี่แบบเอ็นดูโร่นั้นไม่สามารถใช้กำลังเครื่องยนต์มากมายขนาดนั้นได้ แต่ในการออกถนนลาดยางภายนอก การเร่งทำได้แบบทันใจมากๆ ด้วยเครื่องยนต์ที่มีแรงบิดมหาศาล แม้แต่ในเกียร์ 6 ที่ความเร็วต่ำๆ รอบต่ำๆ บิดคันเร่งยัดไปได้เลย ไม่ต้องลดเกียร์ก็สามารถเร่งแซงได้อย่างสบายๆ

และแน่นอนว่าในการขับขี่เอ็นดูโร่ ในพื้นผิวต่างๆที่ไม่ใช่ถนนลาดยางนั้น โหมดการขับขี่ที่รถคันนี้ให้มานั้นตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม สามารถเปิดคันเร่งแบบหยาบๆได้ (ในโหมด Rain,Enduro,) ระบบ DTC สามารถวิเคราะห์และตัดกำลังของเครื่องยนต์ได้อย่างแม่นยำและฉับไว ไม่ทำให้ล้อหมุนฟรีจนเกิดอาการสไลด์ ส่วนในโหมด Road,Dynamic หากนำมาขับขี่ในแบบเอ็นดูโร่จะต้องมือละเอียดขึ้นหน่อย เนื่องจากคันเร่งและระบบ DTC ทำงานในแบบถนนลาดยาง ทำให้มีการตอบสนองคันเร่งที่พละกำลังมากกว่า หากมาขับในพื้นผิวที่ลื่นจะมีอาการล้อฟรีเล็กน้อยก่อนที่ DTC จะตัดกำลังจากเครื่องยนต์ อาจทำให้รถเสียอาการได้ แต่หากใช้กับพื้นผิวถนนลาดยางแล้วล่ะก็ จะให้การตอบสนองคันเร่งที่สนุกมือกว่า และระบบ DTC จะทำงานได้อย่างแม่นยำ เหมาะสมกับพื้นผิวตามโหมดการขับขี่ ซึ่งที่ได้ลองก็ไม่เกิดปัญหาล้อฟรีแต่อย่างใด อาจมีอาการหน้าลอยนิดๆ หากเปิดคันเร่งแรงมากๆ ด้วยทอร์คที่มหาศาล แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาในการควบคุมแต่อย่างใด

 

 

สำหรับช่วงล่างของรถคันนี้นั้น เรียกได้ว่า ไปได้ทุกที่ที่อยากไป(หากทักษะผู้ขับขี่ถึง) เพราะสามารถปรับให้รองรับการขับขี่ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะถนนลาดยาง ฝนตก หรือเอ็นดูโร่ ซึ่งปรับได้อย่างง่ายดายเพียงมือกด ด้วยระบบโช้คอัพไฟฟ้า ซึ่งช่วงล่างนี้ก็จะมีความสัมพันธ์กับโหมดการขับขี่อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นโหมด Dynamic ที่ให้โช้คอัพแข็งกว่า สำหรับการขับขี่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง โหมด Enduro ก็ให้โช้คอัพที่สามารถลุยทางออฟโร้ด สามารถรองรับน้ำหนักตัวของรถได้อย่างสบายๆ สามารถลุยทางโหดๆ ไปจนถึงโดดเนินได้เลย

ด้านท่าทางการขับขี่ แฮนด์บาร์ถูกออกแบบมาให้กว้างและสูง เพื่อการขับขี่แบบออฟโร้ด เบาะค่อนข้างจะนั่งสบาย อาจจะสูงไปสักนิดสำหรับคนร่างเล็ก แต่นั่นก็เป็นธรรมชาติของรถประเภทนี้ การนั่งขับขี่นั้นสามารถขับขี่เดินทางไกลได้อย่างสบายๆ ด้วยเบาะและแฮนด์บาร์ที่ทำให้ท่านั่งเป็นท่าหลังตรง วินด์สกรีนขนาดใหญ่ บังลมได้เป็นอย่างดี ในการยืนขี่ ลุยเส้นทางแบบออฟโร้ดนั้นถือว่าวางแฮนด์บาร์มาได้ค่อนข้างดี สูง ไม่ต้องก้มจนเกินไป พักเท้าหนามยึดเกาะรองเท้าได้ดี และที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแต่ว่ามันยอดเยี่ยมมากๆ คือคันเบรคเท้าปรับระดับได้ ในกรณีเราใส่รองเท้าผ้าใบธรรมดาๆ ฟังก์ชั่นนี้เหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร แต่หากใส่บูทเอ็นดูโร่แล้วล่ะก็ การเอื้อมเท้าลงไปกดเบรคที่ต่ำนั้นทำได้ยาก ซึ่ง BMW ออกแบบตรงจุดนี้มาได้เป็นอย่างดี การใช้แป้นเบรคตำแหน่งสูงช่วยให้การกดเบรคเป็นไปได้ง่ายขึ้นมาก

 

 

ตัวถังรถบริเวณขาหนีบไม่ได้อ้วนอย่างหน้าตา สามารถใช้ขาหนีบตัวรถได้กระชับ เหมือนมอเตอร์ไซค์ทั่วไป และในกรณียืนขี่ก็เช่นกัน แต่หากในกรณียืนขี่ที่ต้องการจะโน้มตัวไปด้านหน้ามากๆ ถังน้ำมันขนาดใหญ่อาจจะทำให้หนีบถังยากสักนิด โดยเฉพาะในรุ่น Adventure ผู้ขับขี่ก็ต้องลองหาจุดที่กระชับกับสรีระของตนกันดู

ในส่วนของน้ำหนัก รถคันนี้มีน้ำหนักตัวกว่า 240 กก. ซึ่งก็ไม่ใช่เบาๆ และผมเองก็ได้ขับขี่ในรุ่น Adventure ที่น้ำหนักกว่า 260 กก.ด้วย แต่เจ้าเครื่อง Boxer สูบนอนนี้เองทำให้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถอยู่ต่ำ ทำให้การขับขี่ไม่ได้รู้สึกหนักหรืออุ้ยอ้ายอย่างที่คิด สามารถพลิกรถไปมาได้คล่องตัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรถที่ผมได้ทดสอบนั้นมีน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่เพียงเล็กน้อย ซึ่งพิจารณาจากขนาดถังน้ำมันที่ใหญ่ถึง 20 ลิตร (และ 30 ลิตรในรุ่น Adventure) หากเติมน้ำมันเต็มถังแล้วล่ะก็ การขับขี่รถคันนี้จะรู้สึกหนักขึ้นประมาณหนึ่ง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ขับขี่ว่าจะรู้สึก “หนัก” มากน้อยเพียงใด

 

 

การเบรค ผมได้ทดสอบเบรครถคันนี้อย่างรุนแรงทั้งในพื้นผิวลาดยางไปจนถึงพื้นผิวที่มีการยึดเกาะน้อยอย่างดิน พบว่าระบบเบรคนั้นมีประสิทธิภาพเหลือๆ ยิ่งในสภาพพื้นผิวที่การยึดเกาะน้อยนั้น ไม่สามารถใช้แรงเบรคมากขนาดนั้นได้อยู่แล้ว จะได้ใช้ก็แต่ในถนนดำเท่านั้น และระบบ ABS Pro ก็สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลกว่า ABS ธรรมดา ที่จะรู้สึกแก๊กๆ เวลาที่ ABS ทำงาน โดย ABS Pro นี้ก็ยังมีความรู้สึกแก๊กอยู่เหมือนกัน แต่น้อยมากๆและนุ่มนวลจนแทบไม่รู้สึกเลย

 

สรุป

BMW R1250GS ใหม่เป็นรถแอดเวนเจอร์ที่เรียกได้ว่า “ครบ” ที่สุดในตลาดมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง ด้วยเครื่องยนต์ที่มีกำลังมหาศาล ท่านั่งที่ได้ทั้งออกทริปและยืนขี่ออฟโร้ด ตัวรถสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกทั้งคนซ้อนและสัมภาระได้เหลือเฟือ ช่วงล่างที่สามารถปรับให้รองรับการขับขี่ได้ทุกรูปแบบ แถมยังปรับง่ายเพียงนิ้วกด ไม่ต้องลงไปนั่งไขกันให้เสียเวลายามออกทริป โหมดการขับขี่ที่เหมาะสมกับการขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ พร้อมด้วยระบบอิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ABS Pro, Dynamic Traction Control, Dynamic Brake Control, Hill Start Assist Control ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ทั้งมือใหม่มือเก่าสามารถขับขี่ผ่านทุกเส้นทางไปอย่างสะดวกสบาย

 

ราคาค่าตัวของ BMW R1250GS และ R1250GS Adventure ใหม่

- 1,085,000 บาท สำหรับรุ่น Standard

- 1,105,000 บาท สำหรับรุ่น Standard สี HP Style

- 1,174,000 บาท สำหรับรุ่น Adventure

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถจับจองได้แล้วที่ BMW Motorrad ทั่วประเทศ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th     

 

 

ขอขอบคุณ BMW Motorrad ประเทศไทย ที่จัดกิจกรรมดีๆให้ได้ร่วมทดสอบ

ทดสอบขับขี่โดย ปิยวัฒน์ วงศ์รัตนกำพล (ปัญ)

 

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ