รีวิว BMW R 18 ทุกรุ่นในไทย บนเส้นทาง The Great Getaway สุดอลัง Share this
รีวิวมอเตอร์ไซค์
โหมดการอ่าน

รีวิว BMW R 18 ทุกรุ่นในไทย บนเส้นทาง The Great Getaway สุดอลัง

Paknam536
โดย Paknam536
โพสต์เมื่อ 21 December 2565

BMW R 18 รถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ Boxer ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ BMW Motorrad เคยสร้างมา ส่งต่อตำนานจากรุ่นพี่ BMW R 5 ผสานเทคโนโลยีอันทันสมัย ถ่ายทอดออกมาบนรถมอเตอร์ไซค์ทรงคลาสสิกคันนี้ได้อย่างลงตัว


BMW R 18

BMW R 18 รถมอเตอร์ไซค์เครื่อง Boxer ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ BMW Motorrad เคยมีมา หากท่านคิดว่า รถมอเตอร์ไซค์ยิ่ง cc มาก ก็ยิ่งแรงมาก คุณ คิด ผิด ! เพราะรถคันนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเน้นความเร็ว มันมีแนวคิดการออกแบบว่า ต้องการนำเอาความความคลาสสิคของยุคอนาล็อก ให้มีชีวิตในยุคดิจิตอลอย่างปัจจุบัน พร้อมยังสามารถบ่งบอกประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันล้ำค่าของ BMW Motorrad ลงบนรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ได้อย่างลงตัว 

สำหรับการออกแบบตัวรถนั้น ไม่ได้เอามาแต่เพียงรูปทรงที่ดูย้อนยุคเท่านั้น แต่ยังนำเอามาทั้งดีไซน์ของท่อไอเสีย, บังโคลนแบบคลาสสิค รวมถึงระบบการทำงานบางอย่าง ของรถเช่นเพลาขับเคลื่อน ก็ต้องย้อนกลับไปใช้แบบเดียวกับยุคนั้นด้วย โดยใช้การคุมโทนสีดำ ตัดกับความเงาของโครเมี่ยมไว้ได้อย่างลงตัว

อนึ่ง รถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ Boxer ของ BMW Motorrad ใช้ระบบการขับเคลื่อนด้วยเพลามาตั้งแต่รุ่นแรกถึงปัจจุบัน

 

 

สำหรับ BMW R 18 ในประเทศไทย ทาง BMW Motorrad ประเทศไทยจัดจำหน่ายอยู่ทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน โดยแต่ละรุ่นจะใช้เครื่องยนต์เดียวกัน แต่จะมีความแตกต่างในเรื่องของรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่ง และออปชั่นที่ได้รับ โดยมีรุ่นดังต่อไปนี้

  1. BMW R 18 รุ่นเริ่มต้น ราคา 1,099,000 บาท
  2. BMW R 18 Classic อัพเกรดจากรุ่นเริ่มต้นด้วยการเพิ่มชิวบังลมขนาดใหญ่ พร้อมกระเป๋าหนังสำหรับเก็บของ 2 ใบ ราคา 1,209,000 บาท
  3. BMW R 18 B ร่างอัพเกรดของรุ่น Classic ใช้โครงรถแบบทัวร์ริ่ง รองรับการขับขี่ทางไกลเปลี่ยนชิวใสด้านหน้าเป็นหน้ากากโม่งขนาดใหญ่ ปรับเปลี่ยนชุดเรือนไมล์ใหม่เป็นชุดไมล์เข็ม 4 ตัว พร้อมหน้าจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้ว บอกข้อมูลการขับขี่ครบครัน พร้อมอัพเกรดกระเป๋าเก็บสัมภาระด้านหลังเป็นแบบ Hard case พร้อมระบบ Central Lock และที่สำคัญมาพร้อมกับชุดเครื่องเสียง Marshall ด้านความปลอดภัยจัดเต็มด้วย Adaptive Cruise Control ในราคา 1,500,000 บาท
  4. BMW R 18 Transcontinental ร่างอัพเกรดของ R 18 B ด้วยการติดตั้งกล่องเก็บสัมภาระด้านหลังพร้อมพนักพิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เปิดราคาที่ 1,640,000 บาท

 

 

The Great Getaway

The Great Getaway เป็นกิจกรรมการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่ทาง BMW Motorrad จัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก โดยมีจุดเด่นที่เส้นทางสุดแสนธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความสวยงาม เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสอิสระแห่งการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ พร้อมไปค้นหาเส้นทางใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ , วัฒนธรรมที่หลากหลาย สัมผัสวิถีแห่งท้องถิ่น และอาหารพื้นเมืองที่น่าอัศจรรย์ใจไปกับรถจักรยานยนต์ที่มีความสวยงาม ทรงพลัง และมีเทคโนโลยีอันทันสมัยไปกับ BMW R 18

 

 

ซึ่งในทริปนี้ ทาง Autospinn มีโอกาสได้ขับขี่ BMW R 18 ครบทั้ง 4 รุ่นย่อยที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย โดยแต่ละรุ่นจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้างนั้นติดตามกันต่อได้ในบทความนี้

โดยประเทศไทย จัดเส้นทางขับขี่จาก พิษณุโลก-ด่านซ้าย-เพชรบูรณ์-รูท 12-พิษณุโลก เป็นระยะทางรวมกว่า 400 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน สัมผัสอากาศสุดหนาวเย็นต่ำสุดเพียง 12 องศาเซียลเซียสเท่านั้น !!!

 

 

BMW R 18 First Edition

BMW R 18 รุ่นเริ่มต้น (First Edition) ราคา 1,099,000 บาท โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ดูคลาสสิก แต่แฝงด้วยความทันสมัยไว้ได้อย่างครบครัน โดยรถรุ่นนี้เราได้เคย รีวิว BMW R 18 กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของการขับขี่นั้น ต้องบอกว่ามันเป็นรถที่คลอบคลุมการใช้งานขับขี่ในทุกรูปแบบจริงๆ จะขี่ในเมืองก็ทำได้ง่าย เพราะตัวรถมีรูปลักษณ์ที่ปราดเปรียว ส่วนที่กว้างที่สุดของรถนั่นคือแฮนด์บาร์และเครื่องยนต์เท่านั้น ทำให้การขับขี่ซอกแซกในเมืองทำได้ง่าย

 

 

ครั้นจะเอาไปขี่ทางไกลในทริป The Great Getaway ที่อุดมไปด้วยทางเขาและใช้ความเร็วสูงก็สามารถเดินทางได้แบบสบายๆ ด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ Boxer 1,802 cc ที่มีแรงม้าสูงถึง 91 แรงม้า และแรงบิดจัดจ้านถึง 158 นิวตันเมตร ทำให้ทุกการดันดอยทำได้อย่างง่ายดาย ช่วงกำลังของรถมีความกว้างมากๆ ประกอบกับจุดเด่นของเครื่องยนต์ 2 สูบ ที่มีแรงบิดสูงในช่วงรอบเครื่องต่ำ-กลาง ทำให้มันเหมาะสำหรับการขับขี่แบบทัวร์ริ่งมากๆ

โดยลักษณะนิสัยของเครื่องยนต์ Boxer ใน BMW R 18 นั้น จะมีความแตกต่างกันไปตามโหมดการขับขี่ทั้ง 3 โหมด โดยมีลักษณะดังนี้

โหมด Rain เป็นโหมดที่ระบบความปลอดภัยสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ถูกเปิดใช้งานในระดับสูงสุดทั้งหมด ลักษณะนิสัยของคันเร่งจะมีอาการหน่วงค่อนข้างมาก ข้อดีคือมันทำให้เราควบคุมรถในความเร็วต่ำได้ง่ายมากๆ ทำให้รถมีความนุ่มนวลสูงมาก และมอบอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างต่ำมากเพียง 20 กม./ลิตร เท่านั้น อีกทั้งเป็นโหมดที่อัตราเร่งของตัวรถจะมาแบบค่อยเป็นค่อยไป จัดว่าเป็นโหมดที่ขี่ง่ายที่สุด และเป็นมิตรที่สุดสำหรับผู้ใช้ เหมาะสำหรับการขับขี่ทุกรูปแบบ

โดยส่วนตัวผู้เขียน ทุกครั้งที่ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ของ BMW Motorrad มักจะเลือกใช้งานโหมด Rain เป็นหลัก เนื่องจากมันเป็นโหมดที่ใช้ระบบความปลอดภัยทั้งหมดของตัวรถได้อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว (เค้าให้มา เราต้องใช้)

 

 

โหมด Roll หรือโหมด Standard ในรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป เป็นโหมดการขับขี่ที่อัพเกรดการตอบสนองคันเร่งให้มาไวยิ่งขึ้นกว่าโหมด Rain ส่วนระบบความปลอดภัยต่างๆ ถูกเปิดใช้งานทั้งหมด แต่จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าโหมด Rain ที่เด่นๆ เห็นจะเป็นเรื่องการตอบสนองของคันเร่งที่มาไวขึ้น รอบเครื่องกวาดเร็วขึ้น

โหมด Rock โหมดสำหรับขาโหด จัดเป็นโหมดที่นำเอาฟิลลิ่งความดิบของเครื่องยนต์ Boxer ยุคเก่ามาได้อย่างเต็มเปี่ยม เพียงคุณเปลี่ยนโหมดการขับขี่มาที่โหมด Rock อาการของเครื่องยนต์ก็เปลี่ยนไปยังกับรถคนละคัน ทั้งอาการหอบ, รอบเครื่องยนต์สวิงขึ้น-ลง และอาการที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ Boxer นั่นคือ "อาการชก" แม้คุณอยู่ในรอบเดินเบา ก็สัมผัสได้ถึงอาการดึงซ้ายของตัวเครื่องยนต์เลยทีเดียว และยิ่งคุณเบิ้ลเครื่อง รถก็จะยิ่งชกแรงมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากอาการของตัวรถที่เปลี่ยนไปแล้ว คันเร่งก็มีการตอบสนองที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน โดยคันเร่งจะตอบสนองแบบจี้ดจ้าดสะใจมากๆ เอาว่าหากคุณเปิดคันเร่งเพียง 15% ในโหมดนี้ มันน่าจะเทียบเท่ากับการเปิดคันเร่ง 50% ในโหมด Rain เลยทีเดียว โดยในโหมด Roll รถจะยอมให้เกิดอาการล้อหมุนฟรีได้บ้าง และยอมให้รถเสียการทรงตัวได้ในระดับหนึ่ง สำหรับท่านที่อยากทำท่าแอคชั่นเท่ๆ หรืออยากได้การตอบสนองของเครื่องยนต์แบบโหดๆ แรงบิดหนักๆ รอบเครื่องกวาดเร็วๆ แนะนำให้ใช้งานในโหมดนี้เลย จัดว่าเป็นโหมดที่ถูกใจขาโหดมิใช่น้อย

โดยเฉพาะในทริปนี้ ใช้โหมด Rock ขี่ทางเขาชันๆ เป็นอะไรที่ฟินมากๆ เพราะว่าบิดเป็นมา ไม่มีการหน่วงคันเร่ง สะใจมาก !!!

 

 

BMW R 18 Classic

BMW R 18 Classic คือร่างอัพเกรดจาก BMW R 18 รุ่นเริ่มต้นอย่างแท้จริง โดยพื้นฐานของตัวรถใช้แบบเดียวกัน แต่จะมีการเสริมในเรื่องของชิวบังลมด้านหน้า ช่วยตัดลมขณะขี่ทางไกลได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญมาพร้อมกับกระเป๋าเก็บสัมภาระ ทำให้เราสามารถขนของได้อย่างจุใจมากยิ่งขึ้น โดยลักษณะการขับขี่ รวมถึงอารมณ์ที่ได้จากรถคันนี้ไม่มีความแตกต่างจากรุ่นเริ่มต้นแม้แต่น้อย

แต่ในเรื่องการขับขี่ทางไกลบอกเลยว่าต่างชัดเจน เพราะชิวบังลมด้านหน้าช่วยทำให้ผู้ขับขี่มีความเหนื่อยล้าจากลมที่ปะทะร่างกายน้อยกว่า เนื่องจากรุ่นเริ่มต้นนั้นเป็นแบบโล่งๆ เลย เวลาขี่เร็วๆ ทำความเร็วสูง เราจะต้องโต้ลมหนักขึ้นเรื่อยๆ ตามความเร็ว หากคุณออกทางไกลบ่อยแนะนำให้มารุ่น Classic ตอบโจทย์กว่ามาก

 

 

BMW R 18 B

BMW R 18 B หรือ Bagger ตั้งแต่รุ่นนี้เป็นต้นไป มันจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการขับขี่ทางไกลโดยเฉพาะ เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวรถถูกอัพเกรดขึ้นมาจากรุ่น Classic อยู่หลายจุด แม้ว่าจะมีพื้นฐานที่ใกล้เคียงกับ R 18 รุ่นก่อนหน้า แต่ก็มีการปรับปรุงโครงสร้างของตัวรถใหม่ด้วย เพราะว่าลักษณะการใช้งาน รวมถึงดีไซน์ของรถรุ่นใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้ มีความแตกต่างจากรุ่นพี่อย่างสิ้นเชิง

 

 

ตำแหน่งจุดยึดของโช๊คอัพหน้า ที่มีการปรับใหม่ เพื่อรองรับกับชิ้นส่วน อุปกรณ์ต่างๆ ของตัวรถที่เพิ่มขึ้น ที่มาพร้อมกับน้ำหนักของตัวรถที่เพิ่มขึ้นด้วย และยังพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานขับขี่ทางไกลให้มีความเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

 

ในส่วนของอุปกรณ์ติดรถก็มีการอัพเกรดเพิ่มเติมให้มีความหรูหรามากยิ่งขึ้น และสะดวกสบายมากกว่ารุ่น Classic ทั้งชุดบังลมด้านหน้า อัพเกรดขึ้นมาเป็นโม่งขนาดใหญ่ พร้อมชุดเครื่องเสียง Marshall กำลังสูง ให้พลังเสียงสุดทรงพลัง

ชุดเรือนไมล์จัดเต็มทุกข้อมูลการขับขี่ มาพร้อมหน้าจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้ว บอกข้อมูลการขับขี่ครบครันแบบละเอียดยิบ

 

 

ด้านการขับขี่ต้องบอกว่า BMW R 18 B มีความแตกต่างจาก 2 รุ่นก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่เรื่องของแฮนด์ที่ให้มาคนละแบบกัน โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่ารถรุ่นนี้เลี้ยวได้ง่ายกว่า 2 รุ่นก่อนหน้า และใช้แรงในการควบคุมน้อยกว่าด้วย เนื่องมาจากจุดยึดต่างๆ ของตัวรถถูกออกแบบมาแตกต่างกัน ทำให้การขับขี่นั้นมีความแตกต่างกันชัดเจน

ด้านการตัดลมของชุดบังลมด้านหน้า มีความคล้ายคลึงกับรุ่น Classic โดยตัวชิวบังลมจะอยู่ในระดับสายตาของผู้ขับขี่พอดี (ผู้ทดสอบสูง 168 ซม.) ส่วนชุดกระเป๋าเก็บสัมภาระถือว่าใช้งานได้สะดวกมาก เพราะมีระบบ Central Lock ทำให้มีความสะดวกในการใช้งานมากยิ่งขึ้น

ด้านช่วงล่าง มีความแตกต่างจากรุ่นปกติค่อนข้างชัดเจน สามารถซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญเวลาเจอโค้งพับเยอะๆ พับรัวๆ ก็ไม่กลัว เพราะรถรุ่นนี้สามารถเลี้ยวได้ง่ายมากๆ

 

 

ส่วนระบบความปลอดภัยและความบันเทิงก็ให้มาแบบจัดเต็ม ได้แก่

- Hill Start Control
- Headlight Pro ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง
- เกียร์ถอยหลัง
- สัญญาณกันขโมย
- สลิปเปอร์คลัทช์
- กุญแจคีย์เลส
- ระบบกระจายแรงเบรก
- ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ เมื่อเบรกฉุกเฉิน
- Riding Mode Rain, Roll, Rock
- หน้าจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้ว
- ระบบเครื่องเสียง Marshall

 



BMW R 18 Transcontinental

BMW R 18 Transcontinental ที่สุดของรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล R 18 ของ BMW Motorrad เพราะมันคือร่างอัพเกรดความอลังการจาก R 18 B ด้วยการเสริมกล่องเก็บสัมภาระที่ท้ายรถ พร้อมพนักพังหลังสุดอลังการ ทำให้รถดูมีความเป็นแกรนด์ทัวร์ริ่งระดับท็อปเข้าไปอีกขั้น แม้ขนาดตัวจะดูใหญ่โตมโหฬาร แต่กลับขี่ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ แม้น้ำหนักตัวจะสูงกว่า 425 กิโลกรัม รวมผู้ขับขี่และสัมภาระเข้าไปอีกก็ปาเข้าไปครึ่งตัน แต่มันขับขี่ได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ !

 

 

จุดศูนย์ถ่วงของรถถือว่าต่ำมากๆ เมื่อดูจากน้ำหนักตัวเปล่าก็เหมือนว่าจะคุมยาก แต่เอาเข้าจริงมันกลับประคองรถในความเร็วต่ำได้อย่างง่ายดายเกินความคาดหมาย เอาว่ามันสามารถควบคุมได้ง่ายกว่ารถมอเตอร์ไซค์หนักครึ่งตันที่มีในท้องตลาดบ้านเราทั้งหมดแน่ๆ อย่างแน่นอน

และรุ่น TC เป็นรุ่นย่อยเดียวเท่านั้นที่ได้พักเท้าเป็นแบบฟลอบอร์ดทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร (รุ่นอื่นจะเป็นพักเท้าธรรมดา) ทำให้มันเหมาะสมสำหรับการเดินทางไกลเป็นอย่างยิ่ง

เอาว่าขี่รุ่นนี้ไปไหน ใครๆ ก็มองอย่างแน่นอน เพราะตัวรถเค้าเด่นมากๆ จริงๆ

ส่วนเรื่องการจอดรถก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ BMW R 18 ทุกรุ่นย่อย มีเกียร์ถอยหลังมาให้จากโรงงาน ทำให้เราสามารถจอดรถบนที่ลาดชันได้อย่างง่ายดาย จะเอาหน้าเข้าแล้วถอยออก หรือจะถอยจอดก็หายห่วง เพราะระบบเกียร์ถอยหลังนี้ ช่วยพารถหนักครึ่งตันให้เคลื่อนที่ได้อย่างสบายๆ หายห่วง ไม่ต้องเรียกคนมาช่วยเข็นแน่นอน

 

 

สรุป BMW R 18 รุ่นไหน เหมาะกับใคร?

โดยสรุปแล้ว BMW R 18 แต่ละรุ่นย่อย รุ่นไหนเหมาะกับใครบ้าง?

BMW R 18 เหมาะกับคนที่ชอบรถที่ดูคลีนๆ หรือต้องการนำไปตกแต่งต่อด้วยตนเอง มันถือเป็นสารตั้งต้นที่ดี เพราะอุปกรณ์ติดรถที่ให้มาถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในระดับหนึ่ง หากต้องการความแตกต่างสามารถเอาไปเสริมเติมแต่งได้เลย

BMW R 18 Classic เหมาะสำหรับคนชอบรถทัวร์ริ่งสำเร็จรูปที่เน้นความปราดเปรียว โดยมันคือ R 18 เวอร์ชั่นใส่อุปกรณ์ทัวร์ริ่งแท้จากโรงงานนั่นเอง

BMW R 18 B เหมาะสำหรับคนชอบรถทรงหัวโม่ง เพราะมันจะดูดุดันไม่เกรงใจใครมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับที่เก็บสัมภาระที่ใช้งานได้ง่ายมากกว่าเดิม และที่สำคัญมี Adaptive Cruise Control ที่ใช้งานได้ง่าย ช่วยทำให้การเดินทางไกลสะดวกมาขึ้น

BMW R 18 Transcontinental เหมาะสำหรับคนที่มีผู้ซ้อนท้ายเป็นประจำ เพราะตำแหน่งคนซ้อนจัดว่านั่งสบายเกินใคร มาพร้อมกับพื้นที่เก็บสัมภาระแบบจุใจ และไฟท้ายที่มีความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ทำให้รุ่นนี้มีความโดดเด่น และหรูหรากว่าใครเพื่อน

 

 

BMW พิษณุโลก

BMW พิษณุโลก ศูนย์บริการรถยนต์และรถจักรยานยนต์ BMW ครบวงจร พร้อมทั้งเรื่องของบริการทั้งรถใหม่, เซอร์วิส, เช็คระยะ รวมไปถึงอาหารและเครื่องดื่มเรียกได้ว่าจัดเต็ม แถมเจ้าของก็ขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนกันด้วย คุยกันภาษาไบเกอร์ ถูกใจแน่นอน ! ขนาดโต๊ะรับแขกของที่นี่ยังใช้เครื่องยนต์ Boxer เป็นขาโต๊ะเลย แอดฯ เห็นแล้วยังอยากได้เอง (ถ้าเขาให้)

 

อัปเดตข่าวรถล่าสุด ดูรีวิวรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ทุกยี่ห้อ โดยทีมงานมืออาชีพ ตรวจสอบราคา ตารางผ่อน พร้อมเกาะติดข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้า EV ไปกับ Autospinn 

ค้นหารถมือสองทุกรุ่น ทุกแบบ ทั้งรถเก๋งมือสอง รถตู้มือสอง รถกระบะมือสอง ราคาดี ฟรีดาวน์ ผ่อนถูก คุณภาพพร้อมใช้งาน ดูรายละเอียด และราคารถมือสองได้ที่ ตลาดรถ One2car

 


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ