การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยจะเปลี่ยนเกณฑ์การจัดเก็บจากการพิจารณาขนาดเครื่องยนต์มาใช้ปริมาณการปล่อย (CO2) และระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าเป็นหลัก
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่

หัวใจสำคัญของการปรับเปลี่ยนครั้งนี้คือ "ยิ่งปล่อยมลพิษน้อย ภาษียิ่งถูก" โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1. รถยนต์นั่ง (Sedan / Hatchback)
โครงสร้างใหม่จะปรับอัตราภาษีขึ้นเป็นขั้นบันไดทุกๆ 2 ปี (2569 / 2571 / 2573) โดยอิงตามการปล่อยก๊าซ CO2
ประเภทรถยนต์ อัตราภาษีเดิม (ปัจจุบัน) อัตราภาษีใหม่ (1 ม.ค. 69)
รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 2% 2% (คงที่จนถึงปี 2573)
Hybrid (HEV) เริ่มต้น 6% - 13% เริ่มที่ 6% - 15% (ตามค่า CO2)
Plug-in Hybrid (PHEV) 0% - 5% 5% (ต้องวิ่งไฟฟ้าได้ > 80 กม.)
รถใช้น้ำมัน (ICE) เริ่มต้น 25% เริ่มต้น 25% - 35% (ปรับเกณฑ์ CO2 เข้มงวดขึ้น)
2. รถกระบะ (Pickup)
สำหรับรถกระบะจะมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การปล่อย CO2 เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตพัฒนาเครื่องยนต์ที่สะอาดขึ้น:
กระบะหัวเดี่ยว/แค็บ: หากปล่อย CO2 ไม่เกิน 175 กรัม/กม. อัตราภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 3% (แต่ถ้าเกินจะขยับขึ้นไปที่ 5%)
กระบะ 4 ประตู (Double Cab): อัตราภาษีจะเริ่มปรับจากเดิม 8% ขึ้นไปเป็น 10% - 13% ตามระดับการปล่อยมลพิษ

3. รถยนต์ประเภทอื่นๆ
รถกระบะดัดแปลง (PPV): เช่น Fortuner, Everest อัตราภาษีจะปรับขึ้นจากเดิม 20% - 23% ไปเริ่มต้นที่ 25% - 30% (ขึ้นอยู่กับการปล่อย CO2)
รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell): จะได้รับอัตราภาษีพิเศษที่ 1% เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่
สรุปผลกระทบต่อผู้บริโภค
ราคารถน้ำมัน (ICE) และ Hybrid มีแนวโน้มสูงขึ้น: เนื่องจากเกณฑ์ CO2 ใหม่ทำให้อัตราภาษีขยับขึ้น 2% - 5% จากฐานเดิม
รถ EV ยังคงได้เปรียบที่สุด: เพราะรัฐบาลคงอัตราภาษีไว้ที่ 2% เพื่อจูงใจให้คนเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า
มาตรฐานความปลอดภัย: รถที่จะได้รับอัตราภาษีต่ำสุดในแต่ละกลุ่ม จะต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง (เช่น ADAS) มาให้เป็นมาตรฐานด้วย
หมายเหตุ: ราคาจำหน่ายปลีกหน้าโชว์รูมอาจไม่ได้ขึ้นเท่ากับอัตราภาษีเป๊ะๆ เพราะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการต้นทุนของแต่ละค่ายรถยนต์ด้วย

ตารางสรุปอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ (เริ่ม 1 ม.ค. 2569)
ประเภทรถยนต์ เงื่อนไข / การปล่อยCO2 อัตราภาษีใหม่
รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รถยนต์นั่งทั่วไป 2%
รถกระบะไฟฟ้า (เดิม 0%) 2%
Plug-in Hybrid (PHEV) วิ่งไฟฟ้า 80 กม. ถังน้ำมัน 45 ลิตร 5%
วิ่งไฟฟ้าน้อยกว่า 80 กม.ถังน้ำมัน 45 ลิตร 10%
เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร 30%
Hybrid (HEV / MHEV) CO2 น้อยกว่า 100g/km 6%
(เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร) CO2 101 - 120 g/km 9%
CO2 121 - 150 g/km 14%
CO2 151 - 200 g/km 19%
CO2 มากกว่า 200 g/km 24%
เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร 40%
รถสันดาป (ICE) CO2 น้อยกว่า 100 g/km 13%
(เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร) CO2 101 - 120 g/km 22%
CO2 121 - 150 g/km 25%
CO2 151 - 200 g/km 29%
CO2 มากว่า 200$ g/km 34%
เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร (รถหรู/ซูเปอร์คาร์) 50%

เงื่อนไขสำคัญเพิ่มเติม
-
ความปลอดภัย: รถยนต์กลุ่ม PHEV ต้องมีการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) อย่างน้อย 2 ระบบ
-
การผลิตในประเทศ: ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป รถยนต์ PHEV ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทยจึงจะได้สิทธิ์ตามอัตราข้างต้น
-
ผลกระทบต่อราคา: รถยนต์สันดาปขนาดใหญ่และรถหรูจะมีราคาสูงขึ้นอย่างชัดเจนจากการปรับภาษีขึ้นไปสูงสุดถึง 50% ในขณะที่รถ EV ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่ำสุดที่ 2%
ในส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แม้อัตราภาษีสรรพสามิตจะถูกลง แต่มาตรการอีวี 3.0 ที่รัฐสนับสนุนส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท ได้หมดไปแล้ว และเเม้จะมีมาตรการ 3.5 ออกมารับช่วงต่อ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนส่วนลด ลดลงด้วย
ความคิดเห็น