รถสตาร์ทไม่ติด เปลี่ยนแบตใหม่ก็ไม่หาย? ระวังเจอไฟรั่วเล่นงาน สอนเช็กจุดไฟรั่วด้วยตัวเองง่ายๆ ไม่ต้องง้อร้าน
จอดรถทิ้งไว้ไม่กี่วัน แบตหมดเกลี้ยง สอนวิธีเช็ก "ไฟรั่ว" ทำง่ายๆ ด้วยตัวเอง
เคยไหมคะ? จอดรถทิ้งไว้แค่ 2-3 วัน พอมาวันนี้จะรีบออกไปทำงาน บิดกุญแจแล้วเสียงเงียบกริบ หรือได้ยินแค่เสียง แชะ... แชะ... ทั้งที่แบตเตอรี่ก็เพิ่งเปลี่ยนมาใหม่? อย่าเพิ่งโทษร้านแบตค่ะ เพราะสาเหตุจริงๆ อาจเกิดจาก "ไฟรั่ว" หรือการที่มีอุปกรณ์บางอย่างแอบขโมยไฟจากแบตเตอรี่ไปใช้ตอนที่เราดับเครื่องยนต์นั่นเอง วันนี้เลดี้จะพามาสวมวิญญาณช่าง ตรวจเช็กไฟรั่วด้วยตัวเองแบบง่ายๆ

วิธีตรวจเช็กไฟรั่วด้วยตัวเอง
ก่อนอื่นเลยสิ่งแรกที่ต้องมีคือ ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ (Digital Multimeter) ซึ่งคุณสามารถหาซื้อได้ตามรายขายอุปกรณ์ทั่วๆ ไป ราคาหลักร้อยก็ใช้ได้แล้วค่ะ
- เตรียมรถให้พร้อม ก่อนที่เราจะเริ่มทำการวัดไฟ ต้องทำให้รถเข้าสู่โหมด Sleep จริงๆ เสียก่อน โดยการดับเครื่องยนต์ แบบปิดสวิตช์กุญแจและดึงกุญแจออก จากนั้นให้ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่าง อาทิ วิทยุ แอร์ ไฟเพดาน และกล้องติดรถยนต์ รวมถึงปิดประตูทุกบานให้สนิท แต่ถ้าถ้าต้องเปิดฝากระโปรงหน้าทิ้งไว้ ให้หาไขควงมาดันตัวล็อกฝากระโปรงหลอกรถว่าปิดแล้ว เพื่อให้ระบบกันขโมยทำงานปกติและไฟห้องเครื่องดับ และรอประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้กล่อง ECU และระบบไฟฟ้าต่างๆ เข้าสู่โหมด Sleep อย่างสมบูรณ์
- เริ่มปฏิบัติการวัดไฟ ตั้งค่ามัลติมิเตอร์ บิดหมุนไปที่ย่านวัดกระแสไฟ DC Amps (A) แนะนำให้เสียบสายสีแดงที่ช่อง 10A หรือ 20A เพื่อป้องกันฟิวส์มิเตอร์ขาด จากนั้นใช้ประแจขันน็อตขั้วแบตเตอรี่ ขั้วลบ (-) ออก แล้วยกสายไฟออกจากตัวแบต และทำการต่อมิเตอร์เป็นสะพานไฟโดยการ
- เอาสาย สีดำ ของมิเตอร์ จิ้มที่ ขั้วลบของตัวแบตเตอรี่ (ที่เป็นแท่งตะกั่ว)
- เอาสาย สีแดง ของมิเตอร์ จิ้มที่ สายไฟขั้วลบ (หางปลา) ที่เราถอดออกมาเมื่อกี้
- เทคนิคก็คือ พยายามจับให้แน่นๆ อย่าให้หลุด เพราะถ้าววงจรขาด รถอาจจะตื่นจาก Sleep Mode แล้วต้องรอใหม่
- อ่านค่าและวิเคราะห์
- ค่าปกติ ควรอยู่ระหว่าง 0.02 - 0.05 A (หรือ 20-50 mA) ถือว่าปกติ ส่วนใหญ่มาจากไฟเลี้ยงนาฬิกาหรือระบบกันขโมย
- ค่าผิดปกติ (ไฟรั่ว) ตัวเลขขึ้นสูงกว่า 0.10 A (100 mA) ขึ้นไป แสดงว่ามีไฟรั่วแน่นอน ยิ่งเลขเยอะ ยิ่งรั่วเยอะ แบตยิ่งหมดไว
- ตามหาว่าไฟรั่วที่จุดไหน เมื่อรู้ว่ารั่วแน่ๆ แล้ว ให้ทำตามนี้ขณะที่ยังจับมิเตอร์วัดค่าอยู่ ดังนี้
- เปิดกล่องฟิวส์ โดยดูจากคู่มือรถว่าอยู่ตรงบริเวณไหน ปกติจะอยู่ที่ห้องเครื่องและใต้พวงมาลัย
- ดึงฟิวส์ออกทีละตัว แล้วดูค่าที่หน้าจอมิเตอร์
- สังเกตว่าถ้าดึงฟิวส์ตัวไหนออก แล้วตัวเลขลดฮวบลงมาเป็นปกติ แสดงว่าวงจรนั้นแหละคือตัวการ
- เอาฟิวส์ตัวนั้นไปเทียบกับฝากล่องหรือคู่มือดูว่ามันคุมอะไร เช่น วิทยุ ไฟเก๋ง ไฟเบรก หรือแตร
อะไรเป็นสาเหตุของไฟรั่วได้บ้าง?
-
ไฟส่องสว่างต่างๆ เช่น ไฟในเก๊ะเก็บของ และไฟในห้องสัมภาระท้ายรถ สวิตช์อาจจะค้างทำให้ไฟติดตลอดเวลาโดยที่เราไม่เห็นเพราะปิดฝาไปแล้ว
-
อุปกรณ์แต่งรถ เช่น เครื่องเสียงชุดใหญ่ กล้องติดรถยนต์ที่ต่อตรง (Hardwire) ตลอด 24 ชม. สัญญาณกันขโมยเกรดต่ำ หรือ GPS Tracking ที่ไม่ได้มาตรฐาน
-
ไดชาร์จเสื่อม ทำให้ไฟไหลย้อนกลับแม้ยามดับเครื่อง
วิธีป้องกัน ไม่ให้แบตหมดกลางทาง
- หมั่นสังเกตถ้าจอดรถแค่คืนเดียวแล้วสตาร์ทอืดๆ ให้รีบเช็กแบตและไดชาร์จทันที
- อย่าต่อตรงมั่วซั่ว เพราะการติดตั้งอุปกรณ์เสริม ควรผ่านสวิตช์กุญแจ (ACC) ไม่ควรต่อตรงเข้าแบตเตอรี่ถ้าไม่จำเป็น
- หากรู้ว่าจะจอดรถทิ้งไว้นานเกิน 1-2 สัปดาห์ ควรถอดขั้วลบแบตเตอรี่ออก เพื่อตัดวงจรไฟรั่วไหล
- ถ้าหาไม่เจอจริงๆ เนื่องจากระบบไฟรถยนต์รุ่นใหม่มีความซับซ้อน ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญใช้เครื่องมือเฉพาะทางตรวจสอบ
การเช็กไฟรั่วไม่ใช่เรื่องยาก แค่มีมัลติมิเตอร์ตัวเดียวก็รู้เรื่อง ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูนะคะ จะได้ไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนแบตฟรีๆ ทั้งที่ลูกเก่ายังดีอยู่
เกาะติดโลกยานยนต์ไปกับ Autospinn รีวิวชัด ข่าวไว โดยทีมงานมืออาชีพ รวมทุกความเคลื่อนไหวของรถยนต์ รถ EV และมอเตอร์ไซค์ ให้คุณ ‘รู้ลึก รู้จริง ก่อนใคร’ จะเช็กสเปก เทียบราคา หรือดูตารางผ่อน ก็จบได้ในที่เดียว
ซื้อขายรถมือสองออนไลน์ที่ไหนดี ? มาที่ one2car ตลาดรถมือสอง อันดับ 1 ของไทย ซื้อรถง่าย ขายรถไว เลือกได้จุใจกว่า 35,000 คัน มีรถครบทุกประเภทในราคาที่ใช่ จะรถคุณภาพ ฟรีดาวน์ หรือผ่อนถูก ก็หาง่าย ซื้อตรงกับผู้ขาย ไม่ผ่านคนกลาง


ความคิดเห็น