ผ้าเบรก “คอมแพ็ค”เดินหน้ารุกตลาดไทยและต่างชาติ มั่นใจจบปีโกยกว่า 800 ล้าน Share this

ผ้าเบรก “คอมแพ็ค”เดินหน้ารุกตลาดไทยและต่างชาติ มั่นใจจบปีโกยกว่า 800 ล้าน

Admin
โดย Admin
โพสต์เมื่อ 19 ตุลาคม 2555

ผ้าเบรก “คอมแพ็ค”เดินหน้ารุกตลาดไทยและต่างชาติ มั่นใจจบปีโกยกว่า 800 ล้าน

“คอมแพ็ค” ผู้นำผลิตภัณฑ์ผ้าเบรกเมืองไทย เผยแผนรุกรบตลาดต่างประเทศแบบ 360 องศา ตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดผ้าเบรกในอาเซียนภายใน 10 ปีนับจากนี้ เดินหน้ากรุยทางลุยรัสเซียและบราซิลภายใน 3-5 ปี ส่วนในตลาดในประเทศเร่งขยายโรงงานผลิตในไทย ควบคู่การเจาะตลาด OEM ส่งผลิตภัณฑ์ป้อนโรงงานผลิตรถยนต์และต่อยอดเปิดลูกค้าตลาด OES รายใหม่ ด้วยการส่งสินค้าป้อนศูนย์บริการรถยนต์ชั้นนำหลายยี่ห้อ ส่วน After Market หรือผ้าเบรกทดแทนที่ส่งขายผ่านตัวแทนกว่า 2,000 ราย และร้านอะไหล่ทั่วไทยยังแข็งแกร่ง มั่นใจจบปี 2555 โกยยอดขายได้กว่า 800 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 10-20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ทำยอดขายได้กว่า 700 ล้านบาท วอนรัฐเร่งกำหนดมาตรฐานคุณภาพสินค้า หลังโดนสินค้าไร้คุณภาพและแบรนด์ต่างชาติทำลายตลาด เพื่อปกป้องผู้บริโภคและผู้ประกอบการชาวไทยอย่างจริงจัง พร้อมเตรียมโชว์เทคโนโลยีใหม่ ผ้าเบรกคุณภาพเพื่อรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ ในงาน “BUS&TRUCK 2012” จัดระหว่าง 1-3 พฤศจิกายนนี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทคฯ บางนา

คุณพัฒนะ อิสระพิทักษ์กุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจและภาพลักษณ์ บริษัท คอมแพ็คอินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์เมืองไทยปีนี้เติบโตเป็นประวัติการณ์ ด้วยยอดขายภายในประเทศและส่งออกกว่า 2,000,000 คัน แต่ผลิตภัณฑ์บริษัทภายใต้แบรนด์ คอมแพ็ค ไดมอนด์ มูซาชิ และเคนจิ ไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก เนื่องจากไม่ได้ทำตลาด OEM กับค่ายผู้ผลิตรถยนต์ แต่มั่นใจว่าจะทำยอดขายตามที่ตั้งเป้าไว้แน่นอน

“ผ้าเบรกคอมแพ็คมีอยู่ 2 ตลาดหลัก คือ ตลาด OES และตลาด After Market โดย After Market เราส่งผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายที่ศูนย์คลิกเซอร์วิส เช่น ศูนย์บริการและร้านอะไหล่ ส่วนตลาดที่ใหญ่กว่านี้มี 2 ประเภท คือ OEM และ OES โดยศูนย์บริการรถยนต์แบรนด์ต่างๆ จะสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เราแล้วไปติดโลโก้ของตัวเอง และนำไปติดตั้งในรถของผู้บริโภค ซึ่งเราเข้าไปตลาดนี้มาร่วม 2 ปีแล้ว แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ทราบ แม้ปัจจุบันมียอดขายไม่มากนัก เพราะป้อนสินค้าให้รถยนต์ไม่กี่รุ่น แต่ในอนาคตจะมีเพิ่มอีก 2 แบรนด์ เป็นรถยนต์เชิงพาณิชย์และรถบรรทุกยอดนิยม ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายได้แบบก้าวกระโดด ตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปีจากนี้ ต้องเพิ่มสัดส่วนตลาด OES ให้ได้ 15% เนื่องจากตลาด OES ใหญ่กว่า OEM เป็นเท่าตัว มูลค่าตลาดคือ จำนวนรถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนและรถป้ายแดงที่ใช้งานมา 2-3 ปี หรือขับมาแล้ว 50,000 กิโลเมตร ต้องเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายพยายามดึงรถเหล่านี้กลับมาใช้บริการที่ในศูนย์บริการตนเอง”

ส่วนตลาด After Market ผ้าเบรกในปีนี้มีมูลค่าใกล้เคียงปีก่อนหรือราว 2,500 ล้านบาท โดยได้รับอานิสงส์จากรถปิกอัพ รถแท็กซี่ และรถตู้บริการที่มีจำนวนมากที่ถูกใช้งานสมบุกสมบัน แต่หลังจากที่ภาครัฐผลักดันนโยบายรถคันแรกผนวกกับภัยน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว ทำให้ผู้ใช้ปล่อยรถเก่าไปซื้อรถใหม่มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเปลี่ยนผ้าเบรกลดลง โดยปีที่แล้วคอมแพ็คปิดยอดขายกว่า 700 ล้านบาท คาดปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้น 10-20% หรือกว่า 800 ล้านบาท โดย 9 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-กันยายน) คอมแพ็คมียอดขายกว่า 700 ล้านบาท และมีภาคขนส่งมวลชนเป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะรถตู้ Commuter รุ่นเดียว มียอดขายกว่า 300,000 ชุด คอมแพ็คมีส่วนแบ่งตลาด 32% หรือกว่า 100,000 ชุด

คูณเกษม อิสระพิทักษ์กุล รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวเสริมว่า 5 ปีจากนี้ไป จะทำตลาด OEM กับค่ายผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ต่างๆ เป็นครั้งแรก เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ โดยทุ่มงบ 100-300 ล้าน ขยายโรงงานในจังหวัดเพชรบุรีที่มีพื้นที่ 45 ไร่ เพื่อป้อนสินค้าให้โรงงานผลิตรถยนต์

“ปัจจุบันเริ่มก่อสร้างอาคาร 2 หลังแล้ว มีพื้นที่ใช้สอย 6,000-10,000 ตารางเมตร และเชิญที่ปรึกษาเข้ามาดูกระบวนการพัฒนาว่าต้องปรับเปลี่ยนสิ่งใด เบื้องต้นประเมินการลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรมูลค่า 100 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นเครื่องจักรระบบ Automation ต้องใช้เงินลงทุน 300 ล้าน และได้ส่งทีมงานไปดูเครื่องจักรทั้งในญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และจีน โดยเน้นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีของเสียน้อย และกระบวนการผลิตต้องนำสิ่งที่เหลือใช้กลับมาใช้งานใหม่ได้อีก”

นอกจากนี้ยังเตรียมขยายการลงทุนตลาดต่างประเทศแบบ 360 องศา นอกเหนือจากส่งผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายในหลายประเทศ โดยจะรุกตลาดร่วมกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในมาเลเซีย เพื่อกระจายสินค้าคอมแพ็ค มูซาชิ เคนจิ และไดมอนด์ ที่ทำร่วมกันมากว่า 1 ปีแล้ว พร้อมทั้งวางแผนตั้งโรงงานผลิตผ้าเบรก ณ นิคมอุตสาหกรรมเมืองทวาย ประเทศพม่า และลงทุนกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในอินโดนีเซีย เพื่อขยายตลาดและรองรับเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558

“2 ปีข้างหน้าจะเปิดโรงงานที่ทวาย ด้วยงบลงทุนราว 100 ล้านบาท ระยะแรกเน้นผลิตสินค้าบางประเภท เช่น ผ้าเบรกรถจักรยานยนต์และรถบรรทุก เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดทั้งในประเทศพม่าและประเทศเป้าหมาย เนื่องจากทวายเป็นฐานที่สามารถส่งสินค้าไปตามประเทศที่อยู่รอบๆ ได้สะดวก หรือส่งไปประเทศที่ 3 เช่น บังกลาเทศ ศรีลังกา ปากีสถาน ส่วนเครื่องจักรจะขนย้ายจากโรงงานที่ไทยไปติดตั้ง ขณะที่โรงงานในไทยจะลงทุนเพิ่ม ด้วยนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทดแทน เพื่อยกระดับการผลิตให้ทันสมัยกว่าใคร ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตที่มีอยู่มีมาตรฐานระดับโลกอยู่แล้ว”

ส่วนแผนธุรกิจที่ทำร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย เพื่อให้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าของบริษัทในอาเซียนที่มีฐานลูกค้ากว่า 50,000 ราย โดยบริษัทตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดผ้าเบรกในอาเซียนภายใน 10 ปีจากนี้ และจัดตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลเป็นการเฉพาะ ส่วนตลาดต่างประเทศในปัจจุบันได้ส่งสินค้าไปขายกว่า 30 ประเทศ อาทิ คูเวต กาต้าร์ อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย ศรีลังกา ปากีสถาน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอาเซียน มีส่วนแบ่งตลาด 20% แต่ในอนาคตจะเพิ่มขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับการบริหารสต็อกและจัดส่งสินค้า พร้อมทั้งขยายตลาดไปยังรัสเซียและบราซิลภายใน 3-5 ปีจากนี้

คุณพัฒนะ อิสระพิทักษ์กุล กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดผ้าเบรกเมืองไทยในปัจจุบันมีการแข่งขันอย่างรุนแรง ผู้เล่นหลายรายไม่มีโรงงานผลิตเป็นของตนเอง เพียงเช่าห้องแถวเล็กๆ 1 ห้อง แล้วนำผ้าเบรกคุณภาพต่ำราคาถูกจากจีนส่งไปขายตามร้านอะไหล่ หลายรายขาดความรับผิดชอบกว้านซื้อโครงเหล็กผ้าเบรกเก่าแล้วนำเนื้อเบรกจากจีนมาติดกาวปะบนโครงเหล็กเดิมส่งจำหน่าย ซึ่งภาครัฐไม่มีมาตรการปกป้องผู้ประกอบการชาวไทยดีเท่าที่ควร เนื่องจากไม่มีข้อกำหนดมาตรฐานผ้าเบรกว่ามีคุณภาพหรือไม่ แต่ยึดมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ ม.อ.ก. ที่ใช้มาหลาย 10 ปีที่ไม่ทันกับยุคสมัย เพราะสมรรถนะเครื่องยนต์ก้าวล้ำกว่า ม.อ.ก. โดยในสหรัฐอเมริกา มี (SAE) ซึ่งเป็นสมาคมที่กำหนดมาตรฐานของผ้าเบรกโดยเฉพาะ หลายชาติทั่วโลกให้การยอมรับ ผิดกับบริษัทเมื่อส่งสินค้าไปจำหน่ายต่างประเทศต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่งการแข่งขันในตลาดบริษัทยอมรับได้หากแข่งกับผู้ที่มีมาตรฐานถูกต้อง แต่ถ้าแข่งกับผู้ผลิตที่ไร้ความรับผิดชอบและบอกว่านี่คือ “ผ้าเบรก” ย่อมเสียเปรียบแน่นอน ที่ผ่านมาสมาคมผู้ประกอบการผ้าเบรกและบริษัทพยายามผลักดันมาโดยตลอด แต่ภาครัฐไม่ได้ให้ความใส่ใจอย่างจริงจัง

“ในเมืองไทยมี “คอมแพ็ค” ยี่ห้อเดียวที่ทำประกันภัยคุ้มครองผู้บริโภค หากสินค้าของบริษัทก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เรามีประกันจ่ายสูงสุด 10 ล้านบาทต่อครั้งต่อคัน ถ้าถามว่าทำไมบริษัทประกันภัยกล้ารับประกันผลิตภัณฑ์คอมแพ็ค เนื่องจากเรามีเครื่องทดสอบที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า อุบัติเหตุนั้นเกิดจากผลิตภัณฑ์เราจริงหรือไม่ การแข่งขันที่รุนแรงยังไม่หนักหนาเท่ากับการไม่มีมาตรการควบคุมคุณภาพที่ดี การปล่อยให้สินค้าไร้คุณภาพมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคและทำลายตลาด ผู้ผลิตชาวไทยหลายรายเจอเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำซาก บางรายท้อแท้และพาลเข้าวงจรอุบาทว์นี้ด้วย ผลเสียจะตกอยู่กับผู้บริโภคโดยตรง อย่างกรณีการยกเลิกใยหิน คอมแพ็คพูดก่อนใครเมื่อ 8 ปีที่แล้ว มาวันนี้ยังไม่มีการดำเนินการจริงจัง ทั้งๆ ในปีนี้จะยกเลิกการใช้ใยหิน ล่าสุดพยายามจะยืดเวลายกเลิกการใช้ใยหินที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าเบรกออกไปอีก 5 ปี แต่ด้วยความรับผิดชอบของบริษัทที่มีต่อผู้ใช้และสังคม ผ้าเบรกคอมแพ็คทุกชนิดทุกรุ่นที่มีวางจำหน่ายไม่ใช้ใยหินมานานแล้ว เราเป็นรายแรกที่ลงมือทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

สำหรับมาตรการปกป้องตลาดเพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงและรับมือการเข้าสู่ตลาด (AEC) นั้น “คอมแพ็ค” เน้นการสร้างมูลค่าแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 36 ปีให้เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นพันธกิจในการปกป้องแบรนด์และตลาดตนเอง นอกจากนี้เน้นรักษาสายสัมพันธ์กับผู้แทนจำหน่ายอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำมาโดยตลอด

“ปีที่แล้วน้ำท่วมใหญ่ เราส่งทีมงานช่วยลูกค้า หากสินค้าได้รับความเสียหายจะยกกลับไปทำลายแล้วนำสินค้าใหม่ส่งให้ทันที รวมถึงยืดรอบบัญชีให้ลูกค้า มั่นใจว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในตลาด ตัวแทนเหล่านี้กว่า 2,000 ราย จะช่วยสื่อสารให้เราทราบ เพื่อหาทางปกป้องตลาดและฐานลูกค้าได้ทันท่วงที ส่วนภาคการผลิตเราใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้และใส่ใจต่อสังคมโดยรวมมากขึ้น และในงาน “BUS&TRUCK 2012” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1-3 พฤศจิกายนนี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทคฯ บางนา ณ บู๊ธหมายที่ J201-J205 เราพร้อมโชว์เทคโนโลยีผ้าเบรกเพื่อรถบรรทุกและรถบัสโดยสารขนาดใหญ่ เพื่อแสดงศักยภาพคนไทยว่ามีความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลก และจะนำเสนอวิวัฒนาการบริษัทตลอดระยะเวลากว่า 36 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าผู้เข้าชมงานและผู้สนใจจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด” คุณพัฒนะ อิสระพิทักษ์กุล กล่าว


ความคิดเห็น