Autospinn

[Test Drive] รีวิว Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ไปแบบชิลชิล

MegaTON Posted: June 20th, 2018

หลังจากที่ Nissan Note ได้เปิดตัวในประเทศไทยไปเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายๆคนรอคอยการมาของ Ecocar คันถัดไปของค่าย Nissan หลังปล่อยให้รุ่นพี่อย่าง Nissan March และ Nissan Almera ทำตลาดในไทยมานานพอควร

Autospinn ได้มีโอกาสนำ Nissan Note สีชมพู สวีทพิงค์ มาทดสอบกันอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ เรามีโจทย์ในการทดสอบครั้งใหม่ คือ ขับยาวขึ้นเขา พร้อมด้วยผู้โดยสารอีก 3 คน พร้อมสัมภาระหลังรถ

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

เล่าให้ฟังก่อน Nissan Note มาพร้อมกับตัวถังที่ออกแบบใหม่ที่เพิ่มความสปอร์ตขึ้นชัดเจน ตั้งแต่กระจังหน้าแบบ V-motion ไฟหน้า LED ไฟท้ายแบบบูมเมอแรงพร้อมเบรค LED เส้นสายรอบคัน รวมถึงเทคโนโลยี Nissan Intelligence Driving ที่ถือว่าใช้งานได้จริง (มีในรีวิว) สำหรับ Note จะมีด้วยกันทั้งหมดสองรุ่นย่อย คือ V และ VL สำหรับรุ่นที่เราได้มาทดสอบคือ VL

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

สำหรับสเป็ครถ Nissan Note จากเว็บไซต์ของ Nissan ใช้เครื่องยนต์รหัส HR12DE 3 สูบแถวเรียง DOHC ขนาด 1,198 ซีซี 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 106 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ XTRONIC CVT  ซึ่งก็เป็นเครื่องยนต์เดียวกับ Nissan March นั่นเอง

HR12DE

 

 

ส่วนความแตกต่างคร่าวๆระหว่างรุ่น V และ VL นอกจากออปชั่นรอบๆคันแล้ว จะมีเรื่องของระบบ Nissan Intelligence Driving ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกล้อง 4 ตัวรอบทิศทาง เทคโนโลยีการแจ้งเตือนต่างๆทั้งเตือนการชนก่อนหน้า เบรคฉุกเฉินอัจฉริยะ ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ซึ่งจะมีให้ในรุ่น VL เท่านั้น นอกเหนือจากนี้ถือว่าไม่หนีกันมากทั้งภายในและภายนอก (อยู่ที่ความชอบส่วนบุคคล)

 

ขับยาวจากกรุงเทพ ถึง เขาใหญ่

ผมและทีมงานอีกสามชีวิตขับ Nissan Note สีชมพูหวานแหว๋วคันนี้ออกจากกรุงเทพมุ่งสู่จังหวัดนครราชสีมา โดยเรามีจุดหมายปลายทางที่เขาใหญ่ พร้อมด้วยสัมภาระในการถ่ายทำรีวิวครั้งนี้เต็มหลังรถ

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

นอกเรื่องรีวิวนิดนึง ผมเพิ่งเคยขับรถสีชมพูครั้งแรกในชีวิต ปกติจะเน้นแนวสีดุๆ … ตอนรับรถมาขับ แอบเขิลนิดๆ เวลาใครมอง โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบเหล่มามอง(รถ) อิอิ

เข้าเรื่องรถกว่า เส้นทางปกติที่ไม่ต้องมีการขึ้นทางชันสูงๆ Note สามารถพาผมและทีมงานทำความเร็วบนถนนได้อย่างไม่ลำบาก อัตราเร่งที่ค่อยๆไหลขึ้นตามสไตล์ของเกียร์ CVT ที่ไม่ได้พุ่งกระโชกโฮกฮาก แต่ก็ค่อยๆเร่งไปจนความเร็วไม่เกินที่กฎหมายกำหนดได้ไม่ยากลำบากนัก

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

จุดเด่นอย่างแรกที่ผมรู้สึกได้ผ่านเบาะที่ผมขับคือ ช่วงล่างครับ มีความนุ่มสบายเกินกว่าที่คาดคิดไว้ในโฉมรถ ecocar อยู่มากทีเดียว ทั้งลูกระนาด พื้นถนนที่แตก หลุมและบ่อ รวมถึงคอสะพานที่หัก ผมพยายามขับทั้งแบบชะลอรถผ่านจุดดังกล่าวและปล่อยคันเร่งแต่ไม่แตะเบรคให้รถไหลรูดไป ต้องถือว่าสัมผัสผ่านเบาะคนขับดีมากครับ อันนี้ประทับใจจริงๆ

แต่ก็อย่างที่คิดเอาไว้ ช่วงล่างนุ่มนวลขนาดนี้ หากคุณขับรถด้วยความเร็วสูง อาทิ วิ่งบนทางด่วน แล้วเจอลมพัดแรงๆ รถมีอาการโยนบ้างนะครับ ซึ่งเมื่อบวกกับรูปทรงและความสูงของตัวรถก็พอเข้าใจได้อยู่  คุณได้รถที่นุ่มนวลขนาดนี้ แต่คุณก็ต้องแลกกับอาการโยนของรถที่มีบ้างเมื่อใช้ความเร็วสูง

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

เรื่องต่อมาที่อยากเล่าคือ การเก็บเสียงที่เมื่อวิ่งที่ราวๆ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีเสียงลมลอดเข้ามาอยู่นะครับ แต่ต้องแปลกใจที่การเก็บเสียงใต้ท้องรถทำได้ดีมาก เรียกว่าถ้าคุณขับรถขึ้นลงพื้นต่างระดับ คุณแทบไม่ได้ยินเสียงการกระแทกของโช้คหรือยางเลย

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

ส่วนภายในห้องโดยสาร ถ้าใครเคยขับ Nissan March หรือ Almera มา จะนึกว่าเป็นรถที่เคยขับมา เหมือนกันแทบทุกอย่างครับ ต่างที่คอนโซลกลางที่ตกแต่งด้วยสี Piano Black ดำเงาดูหรูหราไม่น้อยพร้อมช่องแอร์แบบทรงกลม ซึ่งแอร์รุ่นนี้หนาวมากก แต่ถ้าใครชอบก็ดีใจด้วยครับ แอร์เย็นเร็วทันใจจริงๆ ส่วนแผงประตูต่างๆ ถอดออกมาตรงกับรถรุ่นพี่เลยครับ

 

 

ในรุ่น VL ได้เครื่องเสียงระบบสัมผัส 7” จาก Kenwood พร้อมลำโพง 4 ดอก ถือว่าพอเพียงสำหรับคนที่ไม่ได้หูเทพ ต้องใช้เครื่องเสียงหรือลำโพงแต่งเพื่อสนองการฟังเพลงครับ ที่ชอบมากคือตอบสนองต่อการสัมผัสไวไม่มีหน่วงให้เห็น เสียดายที่ไม่มี navigator มาให้ในตัว ต้องเชื่อมผ่านโทรศัพท์มือถือ

ที่ต้องชมอีกเรื่องคือ พวงมาลัยที่ออกแบบมาใหม่ D-Shape พร้อมมัลติฟังก์ชั่นควบคุมเครื่องเสียงและการโทรศัพท์รับสาย ที่ผมชอบคือสัมผัสของพวงมาลัย คือรู้นะว่าเป็นยูรีเทน แต่เออ เค้าทำมาดีจริงนะ เราจับแล้วไม่แข็งโป๊กหรือนุ่มไม่จับมือเกินไป เวลาหักเลี้ยว กระชับมือมาก รวมถึงให้น้ำหนักที่ไม่เบาหวิวหรือหนักมือเกินไป นอกจากนี้การสั่งบังคับทิศทางต่างๆ คม ไม่หลุดจากระยะที่กะไว้ครับ

 

 

อีก Feature เด็ดคือ Nissan Intelligence Driving ที่ให้มา ผมไล่ไปตั้งแต่กล้องมองรอบทิศทาง 4 ตัวก่อน กล้องจะทำงานอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่แสดงผลบนกระจกมองหลังจนกว่าจะเข้าเกียร์ถอยหลัง แต่สามารถเลือกกดได้ว่าจะให้ทำงานอยู่ตลอด หรือเลือกแสดงบางมุม รวมถึงยังต่อสัญญาณเข้าหน้าจอเครื่องเสียงได้อีกด้วย ซึ่งกล้องจะซ่อนอยู่ที่โลโก้หน้ารถ กระจกมองข้างสองบาน และบริเวณคิ้วเปิดท้ายรถ ในส่วนของระบบการแจ้งเตือนการเบรคล่วงหน้า และเบรกฉุกเฉิน อันนี้ยังไม่ได้ลองครับแล้วก็ไม่อยากลองด้วย ฮ่าๆ แต่คิดว่าหากเกิดอะไรฉุกเฉินจริงๆ รถสามารถช่วยเราได้ในระดับนึงครับ(แต่อย่าไปลองระบบมันเลย ขับแบบปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าครับ) และอันสุดท้ายคือระบบแจ้งเตือนหากมีการเปลี่ยนเลนโดยไม่ตั้งใจ ส่วนนี้จะทำงานเมื่อรถความเร็วเกิน 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนะครับ โดยหากคุณขับเปลี่ยนเลนผ่านเส้นประหรือเส้นทึบบนถนน ระบบสัญญาณเตือนในรถจะร้องเตือนและหน้าปัดรถจะขึ้นสัญญาณเตือน  ถามผมว่ามันดีจริงไหม ใช้งานแล้วเป็นไง ตอบรวมๆเลยว่า ใช้งานดีจริงครับ โดยเฉพาะกล้อง 4 ตัวรอบคัน ซึ่งช่วยเราได้เยอะเมื่อต้องเข้าจอดในที่จำกัด ทั้งหมดนี้คุณสามารถเลือกเปิด/ปิดได้ ผ่านปุ่มคำสั่งควบคุมข้างๆพวงมาลัยทางขวาครับ อ่อ รถมีระบบ Idling Stop ตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อมีการเหยียบเบรคจนรถหยุดสนิทขณะเข้าเกียร์ D ซึ่งคุณก็สามารถปิดเองได้เช่นกัน

 

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

[Test Ride] Nissan Note สีหวาน ลุยเขาใหญ่ ใจไหวก็ไปถึง

 

ส่วนเรื่องความสบายของผู้ขับขี่ เบาะถือว่ากระชับตัวอยู่พอควรครับ ผมขับรถไปกลับทั้งวันไม่เมื่อยนะ แต่ง่วงนอนมากกว่า(กินเยอะ) กระจกมองหลังให้มุมมองชัดเจนดีมาก อ่อ กระจกมองหลังมีตัวตัดแสงอัตโนมัตินะครับ ส่วนห้องโดยสารตอนหลังเหลือกินเหลือใช้เลยครับ นั่งสองคนด้านหลังนี่สบายๆไม่อึดอัดแน่นอน พร้อมประตูเข้าห้องโดยสารตอนหลังเปิดกว้างได้ถึง 85 องศาอีก รวมถึงประตูบานที่ห้าตามสไตล์รถแฮทแบ็ค 5 ประตูที่สามารถขนของได้สะดวกทีเดียว

 

มาถึงเรื่องสำคัญของบทความนี้ นั่นคือ Nissan Note พร้อมผู้โดยสารเต็มคันพร้อมสัมภาระ ลากยาวขึ้นเขาใหญ่ เป็นยังไงบ้าง ? ต้องเค้นคันเร่งครับ รถขึ้นได้ แต่จะค่อยๆไต่ขึ้นไป หากรถกำลังไม่พอ คุณกดปุ่ม Sport ข้างเกียร์ช่วยเพิ่มรอบให้แก่รถยังไงก็ขึ้นได้ครับ ในส่วนของการเร่งแซงรถคันหน้า ในทางปกติ ผมแนะนำว่าหากรถวิ่งมาด้วยความเร็วอยู่แล้ว แตะคิกดาวน์ก็แซงได้ครับ อาจจะต้องเผื่อระยะหากรถมีผู้โดยสารหลายคนอีกหน่อยก็ไม่มีปัญหาแล้วครับ

ส่วนอัตราการบริโภคน้ำมัน ขับใช้งานจริงพร้อมผู้โดยสารอีกสามคนบวกสัมภาระ หากวิ่งในกรุงเทพแบบติดขัดเช่นวิ่งเส้นถนนสุขุมวิท สาทร กินน้ำมัน กิโลต่อลิตรได้ประมาณ 13 ปลายๆครับ แต่ถ้าหากคุณวิ่งออกต่างจังหวัด มี 15-17 แน่นอนครับ และผมเอาไปทดสอบขึ้นลงเขามา กินน้ำมันราวๆ 13-15 ครับ

แต่! ถ้าคุณขับคนเดียว แล้วได้วิ่งยาวๆ มี 18-21 แน่นอนครับ! ถ้าคุณขับแบบรักษารอบความเร็ว และไม่กดคันเร่งเปลืองโดยใช่เหตุ รถเค้าประหยัดมากอยู่นะ

 

สรุป

ถ้าคุณมองหารถยนต์เครื่อง 1200 สำหรับครอบครัวขนาดย่อมๆ 3-4 คน ที่สามารถพาคุณไปไหนมาไหนด้วยความคล่องตัว พร้อมเทคโนโลยีที่รอบคันที่ใช้งานได้จริง ห้องโดยสารตอนหลังที่กว้างสบาย ทั้งหมดนี้พร้อมกับอัตราการกินน้ำมันราวๆ 13-21 กิโลเมตรต่อลิตร (ขึ้นกับจำนวนผู้โดยสารและสัมภาระในตัวรถ) ช่วงล่างที่นุ่มนวล กับค่าตัวเริ่มต้นที่ 568,000 บาท ถึง 640,000 บาท คุ้มหรือไม่ คุณเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสินได้ครับ

 

ขอบคุณช่างภาพ น้องกบ – Kittipong A, น้องธี Ananpong.C , น้องพงษ์ – Nattapong.T, รถสนับสนุนการถ่ายทำ น้องแชมป์ – Wongsathon.W

ขอบคุณบริษัท นิสสัน มอเตอร์(ประเทศไทย)จำกัด สำหรับ Nissan Note สีชมพูสวีทพิงค์ในการรีวิวทดสอบด้วยครับ :)

รีวิวโดย megaTON

ปล. เวอร์ชั่น vdo อดใจรออีกหน่อยนะครับ

ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่

รายละเอียดเพิ่มเติม

Autospinn
Copyright © 2015 iCarAsia.com.สงวนลิขสิทธิ์
"Autospinn.com | The right place for car Enthusiasts"
iCar Asia
Carlist.my LiveLifeDrive.com
มาเลเซีย
Thaicar.com Autospinn.com One2Car.com
ประเทศไทย
Mobil123.com OtoSpirit.com
อินโดนีเซีย