[Advertorial] รีวิวทดสอบ Ford Mustang 2.3L EcoBoost กับการใช้งานจริงบนถนนจริง Share this

[Advertorial] รีวิวทดสอบ Ford Mustang 2.3L EcoBoost กับการใช้งานจริงบนถนนจริง

Champ Autospinn
โพสต์เมื่อ 06 ธันวาคม 2561

[Advertorial] รีวิวทดสอบ Ford Mustang 2.3L EcoBoost กับการใช้งานจริงบนถนนจริง

Ford Mustang (ฟอร์ด มัสแตง) ชื่อนี้หลายท่านคงรู้จักและคุ้นหูกันเป็นอย่างดี เพราะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1964 ทำตลาดมาจนถึงปัจจุบัน รวมๆแล้วก็ประมาณ 50 กว่าปี มียอดขายรวมกันทั่วโลกกว่า 10 ล้านคัน ซึ่งแรกเริ่มเดิมที ฟอร์ด มัสแตง ที่ผลิตออกมาจะเป็นแบบพวงมาลัยซ้าย ต่อมาในช่วงปี 2015 ฟอร์ดได้เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจ ด้วยการผลิตมัสแตงรุ่นที่เป็นพวงมาลัยขวา


 

รับชมคลิปวีดีโอได้ที่นี่

และในปี 2018 นี้ ถือเป็นการเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง เป็นครั้งแรกในไทย และเป็นโมเดลใหม่ในประเทศไทย ภายใต้การนำเข้าของ ฟอร์ดประเทศไทย อย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี่เอง และยังเป็นรุ่น ปรับโฉมใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนทั้งหน้าตา และระบบต่างๆ โดยรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มีอยู่ 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น 2.3L EcoBoost และรุ่น 5.0L V8 GT ซึ่งทั้ง 2รุ่นนี้ มาพร้อมชุด Performance Pack และคันที่ผมนำมาทดสอบในครั้งนี้ คือรุ่น 2.3L EcoBoost ความน่าสนใจจะมีอะไรบ้าง เรามาดูกันครับ

ภายนอก

รูปลักษณ์ภายนอกของ Ford Mustang มาในตัวถัง Coupe 2ประตู หน้ายาวท้ายสั้น หลังคาทรงลาด ที่ดูปราดเปรียว ตามแบบฉบับรถสปอร์ต ไฟหน้าแบบ LED Projector พร้อมไฟ LED Day Time Running Lights แถบไฟ 3 ขีด และกระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมโลโก้รูปม้า ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ฟอร์ด มัสแตง ด้านข้างมาพร้อมลายเส้นที่ดูโฉบเฉี่ยว ทรงพลัง เข้ากันได้อย่างลงตัวกับล้อแม็กซ์ขนาด19 นิ้ว กว้าง 9 นิ้ว บั้นท้ายที่ดูโอ่อ่า พร้อมไฟท้ายแบบ LED แถบ 3 ขีด ซึ่งไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่น

ภายใน

ภายในโดดเด่นด้วยความกว้างขวาง เบาะตอนหน้าเป็นแบบปรับไฟฟ้า แต่จะเป็นไฟฟ้าแบบครึ่งตัว คือเป็นไฟฟ้าเฉพาะเบาะนั่ง ส่วนพนักพิงปรับเอนด้วยมือ นั่งแล้วรู้สึกกระชับ ไม่อึดอัด ขับทางไกลไม่เมื่อย เบาะตอนหลังมีที่นั่งมาให้ 2 ที่ ลักษณะเป็นหลุม มีจุดยึดเพื่อติดตั้ง Car Seat และเบาะหลังสามารถพับได้ เมื่อพับเบาะแล้วก็จะได้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายเพิ่มขึ้น สามารถใส่ของที่เป็นทรงยาวๆได้ ถือเป็นรถสปอร์ตที่มีพื้นที่เอนกประสงค์เลยทีเดียว

แผงปุ่มกดต่างๆมากมาย ราวกับห้องนักบิน มีปุ่มสำหรับเลือกโหมดการขับขี่ต่างๆ จอเครื่องเล่นขนาด 8 นิ้ว พร้อม Bluetooth และ Wi-Fi รองรับ Applink Apple CarPlay และ Andriod Auto มีระบบโทรออกฉุกเฉิน เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุจนถุงลมนิรภัยทำงาน ระบบ SYNC ™ 3 จะโทรออกไปยังหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน 1669 โดยอัตโนมัติ เพื่อแจ้งพิกัดให้ทราบและเปิดสายให้คุยกับเจ้าหน้าที่

ระบบเครื่องเสียง Shaker ™ Pro Audio System ลำโพงรอบคัน 12 จุด พร้อมซับวูฟเฟอร์ที่ด้านท้าย หลังจากที่ได้ทดลองใช้งาน ต้องบอกเลยว่าเสียงดีมาก อารมณ์เหมือนเรานั่งอยู่ตรงกลาง ที่รายล้อมไปด้วยเสียงเพลง

อีกฟีดเจอร์ที่น่าสนใจก็คือ สามารถเปลี่ยนสี Display หน้าจอ และเปลี่ยนสีไฟต่างๆในรถได้ และมีฟังก์ชั่นต่างๆมากมายใน Track App เช่น จับเวลาความเร็วจาก 0-100 ,จับเวลาและระยะเบรกจาก 100-0

เครื่องยนต์ขนาด 2.3L EcoBoost ที่เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของฟอร์ด 4สูบ 300แรงม้า แรงบิด 440นิวตันเมตร เทอร์โบ Twin-Scrolls หัวฉีดแบบ Direct Injection ระบบวาล์วแปรผัน 2ชุด ที่ทำงานอย่างอิสระ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 10 สปีด

จากนั้นผมได้ทดลองขับขี่ในโหมดต่างๆ ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 5 โหมด (เลือกได้จากปุ่ม Mode ทางด้านซ้าย)

Normal Mode เป็นโหมดขับขี่ทั่วไป เหมาะกับทุกสภาพถนน อัตราเร่งในโหมดนี้ ถือว่าทำได้ดี กดคันเร่งปุ๊บมาปั๊บ แทบไม่ต้องรอรอบ หากวิ่งทางไกลๆในโหมดนี้ ค่อนข้างประหยัดน้ำมันเลยทีเดียว

Snow / Wet Mode จากการทดสอบในโหมดนี้ การตอบสนองของคันเร่ง ค่อนข้างช้าลงแบบรู้สึกได้ ซึ่งแตกต่างจากโหมดก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน โหมดนี้จะเหมาะกับการขับขี่ในทางที่เป็นหิมะซะมากกว่า เพื่อป้องกันล้อหมุนฟรีลื่นไถล

Sport+ Mode เป็นโหมดที่ผมชอบมาก กดคันเร่งเมื่อไร พร้อมที่จะพุ่งออกทันที ลากรอบได้สูงขึ้น การทำงานของคันเร่งและพวงมาลัยจะไวขึ้น ซึ่งในโหมดนี้พวงมาลัยจะปรับเป็น Sport Mode คือจะรู้สึกตึงๆมือกว่าเดิมเล็กน้อย เพื่อป้องกันการส่ายไปมาในขณะที่ทำความเร็ว

Track Mode ในโหมดนี้ ระบบควบคุมการทรงตัวจะถูกปิดการทำงาน คันเร่งจะมีความไวขึ้น ซึ่งโหมดนี้ต้องใช้ทักษะในการควบคุมรถกันพอตัว

Drag Strip Mode เป็นโหมดที่เหมาะสำหรับทางตรง รถจะออกตัวได้เร็วกว่าปกติ เกียร์เปลี่ยนไวขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเกียร์ที่ไวแต่รอบเครื่องไม่ตกเลย ช่วงล่างรู้สึกเกาะขึ้นขณะออกตัว

ในส่วนของช่วงล่าง ทางผู้ผลิตเซ็ทมาได้อย่างลงตัว ขับขี่แล้วรู้สึกมั่นใจ ไม่นิ่มยวบยาบ และไม่แข็งกระด้างจนเกินไป ซึ่งในชุด Performance Package เค้าก็ให้ในส่วนของเฟืองท้าย ที่เป็นแบบ Limited Slip Differential หากล้อข้างใดข้างนึงในเพลาเดียวกันหมุนเร็วกว่าปกติ ระบบก็จะสั่งให้ลดแรงของล้อนั้นๆ และส่งกำลังไปยังอีกล้อที่หมุนแบบปกติแบบอัตโนมัติ ลงตัวยิ่งขึ้น ด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว รัดด้วยยาง Pirelli P Zero ช่วยให้การทรงตัว และการยึดเกาะถนนทำได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งผมได้ลองทดสอบในทางโค้งด้วยการเติมคันเร่งเข้าไป ผลที่ออกมาคือ รถไปได้นิ่งมาก ไม่มีอาการปัดให้เห็นเลย

สุดท้ายนี้ผมขอสรุปรวมๆเลยนะครับ เจ้า Ford Mustang 2.3L EcoBoost ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในรูปทรงของรถสปอร์ต สามารถใช้งานได้ดีและคล่องตัว ทั้งในเมืองและนอกเมือง ขับเที่ยวได้ ขับไปซื้อของได้ ขับไปทำงานได้ บรรทุกคนได้ 4 คน (รวมคนขับ)  สามารถบังคับควบคุมตัวรถได้ง่าย ช่วงล่างดีมากในระดับนึง มีเทคโนโลยีต่างๆมากมายให้เราได้เล่น รูปแบบการดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขับไปไหนมีแต่คนเหลียวมอง กำลังเครื่องอยู่ในเกณฑ์ที่ขับสนุก แต่หากท่านเป็นผู้ที่ชื่นชอบในความแรง ฟอร์ด มัสแตง ก็มีอีกหนึ่งทางเลือกให้ท่านได้ลองพิจารณา นั่นก็คือรุ่น 5.0 V8 GT ที่ได้ความแตกต่างของกำลังเครื่องยนต์ ได้เบรก Brembo ได้ล้อหลังที่กว้างกว่า ได้ Spoiler หลัง พร้อมโลโก้ท้าย GT และฟีดเจอร์อื่นๆอีกมากมาย

ราคาจำหน่าย สำหรับ Ford Mustang ทั้งสองรุ่น

  • Ford Mustang 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3.599 ล้านบาท

  • Ford Mustang 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4.799 ล้านบาท

 

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่


ความคิดเห็น