[Test Ride] The Ultimate Trip Honda CBR650R กับทริปเส้นทาง เชียงใหม่-ปาย Share this
รีวิวมอเตอร์ไซค์
โหมดการอ่าน

[Test Ride] The Ultimate Trip Honda CBR650R กับทริปเส้นทาง เชียงใหม่-ปาย

Piyawat Wongrattanakumphon
โพสต์เมื่อ 03 กันยายน 2562

Honda จัดกิจกรรม The Ultimate Trip พาสื่อมวลชนร่วมทดสอบขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า 500 & 650 Series ตะลุยแดนเหนือ เชียงใหม่-ปาย


 

ฮอนด้าจัดกิจกรรม The Ultimate Trip พาสื่อมวลชนร่วมทดสอบขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า 500 & 650 Series โชว์สมรรถนะของรถซีรีส์ยอดนิยมในไทย ตะลุยเส้นทางเชียงใหม่-ปาย กว่า 700 โค้ง

โดยการร่วมกิจกรรมในครั้งนี้แอดธีร์ได้ร่วมขับขี่ CBR650R 2019 ไปกับขบวนเป็นระยะทางกว่า 140 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า จ.เชียงใหม่ ไปสิ้นสุดที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ได้ทดสอบสมรรถนะของตัวรถตั้งแต่ในเมืองรถติดๆ ยันขึ้นเขาลงห้วย ผ่านโค้งมากมายจนถึงที่หมาย และเก็บประสบการณ์กับตัวรถ CBR650R คันนี้ มารีวิวให้ได้อ่านกัน

และสำหรับฮอนด้า ซีรีส์ 500 และ 650 นี้ จัดได้ว่าเป็นซีรีส์ยอดฮิตของคนไทยทั่วประเทศ ด้วยความ “พอดี” กับการใช้งาน ที่ไม่ว่าจะใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้ ออกทริปก็ดี พละกำลังก็มีให้ได้เรียกใช้ แต่ก็มาพร้อมกับความประหยัดน้ำมันเช่นกัน เรามาดูข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวรถทั้ง 2 ซีรีส์กันสักหน่อย เพื่อเป็นความรู้ก่อนที่จะเข้าสู่รีวิวกัน

 

 

สำหรับโฉมใหม่ในตระกูล 500 ทั้งที่เป็นสายสปอร์ต CBR500R,  สายเนคเก็ต CB500F และสายแอดเวนเจอร์ CB500X  มีเครื่องยนต์ 2 สูบ 500 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง รวมถึงการออกแบบและสีสันใหม่ทั้งคัน  โดยรุ่น CBR500R ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสนุกสนานในการขับขี่แบบเรซซิ่งสปอร์ต มีการปรับตำแหน่งที่นั่งและระยะมือจับใหม่ (Handle Bar) ช่วยให้ท่านั่งผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้คล่องแคล่วและสะดวกสบายมากขึ้น

 

 

นอกจากนี้ยังเพิ่ม Feature ทันสมัยให้ทั้ง 3 รุ่น อย่างไฟหน้า-หลังแบบ Full LED มาตรวัดดิจิตอลใหม่พร้อมแสดงตำแหน่งเกียร์ และระบบ Emergency Stop Tail Light แสดงไฟฉุกเฉินเมื่อรถเบรกกะทันหัน เหมือนที่ใช้ในกลุ่มรถซูเปอร์สปอร์ต ตลอดจนระบบ Assist & Slipper Clutch ช่วยลดอาการกระชากของล้อหลังในช่วงลดเกียร์จากเกียร์สูงลงมาเกียร์ต่ำ เพิ่มความปลอดภัยและขับขี่ได้นุ่มนวล ขณะที่รุ่น CB500X สไตล์เอนดูโร สำหรับคนชอบขี่ออกทริปท่องเที่ยวยังมาพร้อมล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว เหมาะสำหรับสายลุยอีกด้วย

 

ราคา 500 Series

- CBR500R ราคา 217,000 บาท

- CB500F ราคา 212,000 บาท

- CB500X  ราคา 222,000 บาท

 

 

นอกจากตระกูล 500 Series โฉมใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมแล้ว ยังมี 650 Series โฉมใหม่ ทั้งสปอร์ตแบบฟูลแฟริ่ง CBR650R และสไตล์ นีโอ สปอร์ต คาเฟ่ CB650R ให้ได้เป็นเจ้าของกัน โดยในรุ่น CBR650R มาพร้อมรูปลักษณ์สปอร์ตแบบเต็มขั้น ขณะที่ CB650R เน้นความเท่แบบมีสไตล์เป็นของตนเอง แต่ทั้ง 2 รุ่น เร้าใจด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่ถอดแบบ DNA มาจากรุ่นใหญ่ CBR1000RR

 

 

ในด้านอุปกรณ์ติดรถ ฮอนด้า 650 Series 2 รุ่นนี้ ยังเท่ด้วยมาตรวัดใหม่แบบดิจิตอลพร้อมไฟแสดงตำแหน่งเกียร์ เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่แม่นยำขึ้น โดยรุ่น CBR650R ยังวางตำแหน่งมือจับ (Handle Bar) และถังน้ำมันใหม่ เพื่อความสมดุลและการควบคุมที่ยอดเยี่ยม พร้อมไฟหน้าแบบ Duo Head Light ใช้หลอด LED รอบคัน ส่วนรุ่น CB650R ใช้ไฟหน้าทรงกลมที่โดดเด่นด้วย LED แบบวงแหวน

 

 

ด้านความปลอดภัยทั้ง CBR650R และ CB650R มาพร้อมโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับขนาดใหญ่ (Upside down) และ   ดิสก์เบรกหน้าคู่ คาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ มั่นใจด้วย Assist & Slipper Clutch ช่วยลดอาการกระชากของล้อหลังในช่วงลดเกียร์จากเกียร์สูงลงมาเกียร์ต่ำ ระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) เทคโนโลยีจากสนามแข่ง ช่วยปรับกำลังเครื่องยนต์ให้เหมาะสมตามสภาพการขับขี่ และป้องกันล้อหมุนฟรี  ติดตั้งระบบ Emergency Stop Tail Light แสดงไฟฉุกเฉินเมื่อรถเบรกกะทันหันแบบที่ใช้ในรถระดับซูเปอร์สปอร์ต

 

ราคา 650 Series

- CBR650R ราคา 320,000 บาท

- CB650R ราคา 305,000 บาท

 

 

ข้อมูลทางเทคนิค CBR650R

เครื่องยนต์

 

ตัวรถ

 

มิติรถ

 

การขับขี่

มาเริ่มกันที่ตัวรถก่อนเลย อย่างแรกเจ้า CBR650R คันนี้ เรียกได้ว่าเป็นรถที่ใหม่หมดจรด ตั้งแต่ ไฟหน้า เรือนไมล์ โช้คอัพหน้า-หลัง ถังน้ำมัน ระบบเบรก ท่อไอเสีย รวมถึง เครื่องยนต์  เรียกได้ว่าใหม่ทุกจุดจริงๆ

และที่เส้นทางที่ได้ไปทดสอบในครั้งนี้ ทาง เอ.พี.ฮอนด้า จัดให้เราเริ่มต้นกันที่ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้าเชียงใหม่ ไปถึง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ผ่านโค้งต่างๆ หลายรูปแบบกว่า 762 โค้ง รวมระยะทางกว่า 140 กิโลเมตร

 

 

ทางด้านการขับขี่ ออกมาจากศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้าเชียงใหม่ บททดสอบแรกเลย ก็เจอรถติดก่อนเลย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคใดๆ ด้วยรูปทรงที่ไม่ได้ใหญ่มาก แนวสปอร์ต คล่องตัว และแฮนด์บาร์ก็ไม่ได้กว้างจนเกินไป สามารถควบคุมรถผ่านรถติดๆ ไปอย่างง่ายดาย จากนั้นก็บิดกันแบบยาวๆ จนถึงช่วงบนเขาที่มีโค้งเยอะๆ  เจ้า CBR650R ก็สามารถทำได้ดี รถมีน้ำหนักตัวไม่สูงมาก เพียง 207 กก. ทำให้การขับขี่คล่องตัว พลิกออกโค้งง่าย แม่นยำ พร้อมยังมีสลิปเปอร์คลัช ให้มีความนุ่มนวล ช่วยลดอาการกระชากของล้อหลังในจังหวะลดเกียร์จากเกียร์สูงลงมาเกียร์ต่ำ

Traction Control ของตัวรถ ก็ตอบสนองได้ดีและฉับไว เวลาที่เราเปิดคันเร่งเยอะเกินไปทำให้เสียอาการหรือล้อหมุนไม่สัมพันธ์ก็ตัดกำลังเครื่องยนต์ให้รถกลับมามีล้อหมุนที่สัมพันธ์กัน ด้านเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาใหม่ ที่เปลื่ยนไปจากตัวเก่าเปรียบเสมือนหนังคนละม้วน โดยมีแรงม้ามากขึ้นและแรงทอร์คที่เพิ่มขึ้นทำให้จังหวะออกตัวช่วงต้นทำได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหรือเรียกสั้นๆว่าบิดติดมือ ส่วนความเร็วปลายสามารถทำความเร็วได้ถึง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบบสบายๆ แต่ถ้าลองหมอบลดแรงปะทะจากลมที่สวนมาก็อาจจะมีแตะ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหมอบยาวหน่อย 

 

 

สำหรับเจ้า 650 คันนี้ มีถังน้ำมันที่ออกแบบมาใหม่ ขนาด 15.4 ลิตร ซึ่งอาจจะจุน้ำมันได้น้อยกว่าตัวเก่าแต่ก็แลกมาด้วยความกระชับตอนขับขี่และน้ำรถที่เบาลง ยังมาพร้อมกันดีไซน์แบบรถ Super Sport ที่เว้ารับกับสรีระและท่านั่งที่กระชับขึ้นเรียกได้ว่าถอดแบบจากรุ่นพี่ CBR1000RR กันมาเลย อีกทั้งอัตราการบริโภคน้ำมันยังต่ำเพียง 21กม/ลิตร ทำให้สามารถนำมาขับขี่ท่องเที่ยวและใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายๆ

ระบบช่วงล่าง โช้คหน้าของเจ้า CBR650R เป็นโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับสีทอง ขนาดแกน 41 มม. จาก Showa ซึ่งก็ซับแรงกระแทกได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด และยังมีดิสเบรคคู่หน้าแบบจานโฟลตติ้งขนาด 310 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรค 4 ลูกสูบ จาก Nissin ให้การหยุดรถที่มั่นใจดีขณะกดเบรค ส่วนโช๊คหลังใช้โช้คอัพสปริงเดี่ยว ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ และคาลิเปอร์เบรคลูกสูบเดี่ยว จาก Nissin แค่นี้ก็เพียงพอในการหยุดรถได้อย่างสบายๆ

 

 

สรุป

CBR650R เป็นรถที่เหมาะกับทั้งมือเก๋าที่มีประสบการณ์อยากนำไปเป็นรถแข่งและมือใหม่ที่มีทักษะและประสบการณ์ไม่มากก็สามารถที่จะขับขี่ได้ รวมถึงคนที่อยากลองรถรถสไตล์สปอร์ตที่เป็นมิตรกับผู้ใช้และไม่ได้เกรี้ยวกราดจนเกินไป อีกทั้งยังตอบโจทย์ทั้งการใช้ในเมืองที่มีรถติดมากๆ เพราะมีน้ำหนักตัวที่ไม่สูงมาก ให้ความคล่องตัวสูง และยังสามารถออกทริปต่างจังหวัดได้ ด้วยท่านั่งที่ไม่ก่อให้เกิดอาการเมื่อยมากนัก บิดกันได้ยาวๆ พร้อมระบบความปลอดภัยอย่าง ระบบเบรค ABS ที่ทำให้เบรคได้อย่างมั่นใจ หยุดรถได้สั้นลง และระบบ New Emergency Stop Signal ช่วยส่งสัญญาณกะพริบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ไฟฉุกเฉินหน้าและหลังจะกระพริบพร้อมกันทันที ช่วยให้การขับขี่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

สำหรับมือใหม่และผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ทุกท่านที่ต้องการฝึกเพื่อเสริมทักษะการขับขี่ ทางฮอนด้าได้มีคอร์สฝึกอบรมขับขี่ปลอดภัยจัดอยู่เป็นประจำทุกเดือน ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ แนะนำว่าให้เข้าไปฝึกอบรมเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยและสนุกมากยิ่งขึ้นครับ

 

 

ขอขอบคุณ A.P.Honda ที่เชิญไปร่วมกิจกรรมดีๆในครั้งนี้

ผู้ขับขี่ทดสอบ Ananpong C.

 

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ