เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชวนสัมผัสเปิดประสบการณ์การขับขี่ บนเส้นทางภาคเหนือ Share this
รีวิวรถยนต์
โหมดการอ่าน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชวนสัมผัสเปิดประสบการณ์การขับขี่ บนเส้นทางภาคเหนือ

วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 05 กุมภาพันธ์ 2563

      เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชวนสื่อมวลชนสัมผัสที่สุดของความเหนือชั้นจากประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ใหม่ล่าสุด ได้แก่ GLS 350 d  4MATIC AMG Premium และ GLE 300 d 4 MATIC AMG Dynamic พร้อมรถยนต์   Plug-In Hybrid Mercedes-Benz E 300 e อีก 3 รุ่น

       เส้นทางในการทดสอบและสัมผัสประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือชั้น จากเชียงใหม่สู่เชียงรายไปกับยนตรกรรมสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ GLS 350 d 4MATIC AMG Premium และ GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ และ GLC ทั้ง 3 รุ่นได้แก่ GLC 200 d, GLC 200 d AMG Dynamic และ GLC 200 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic พร้อมรถยนต์ Plug-In Hybrid อีก 3 รุ่น ได้แก่ Mercedes-Benz              E 300 e

, Mercedes-Benz C 300 e และ Mercedes-Benz S 560 e 

        สำหรับการเดินทางในการขับขี่ในครั้งนี้ยังได้ ไปร่วมงานเปิดตัวโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ แห่งใหม่ในจังหวัดเชียงราย อีกด้วย พร้อมกับทัพสื่อมวลชนร่วมเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่ ก่อนที่ได้เลือกรถที่จะเดินทางต่อสู่จังหวัดเชียงราย ทางทีมงานได้รถในการเดินทาง Mercedes-Benz GLC 200 d AMG Dynamic ถือเป็นรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน

             รถที่หน้าสนใจในการทดสอบครั้งนี้ และถือเป็นรถที่พึ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน ได้แก่

Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium รถยนต์เอสยูวีระดับ S-Class แบบ 7 ที่นั่งที่จะพาทุกคนก้าวข้ามทุกบรรทัดฐานของความหรูหราด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายเหนือจินตนาการ พร้อมจอแสดงผลความละเอียดสูง ขนาดใหญ่พิเศษ 12.3 นิ้ว 2 จอต่อเนื่องกัน และระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ดีไซน์ภายนอกมีความสง่างามและความอเนกประสงค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์เอสยูวี เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ขับเคลื่อนอย่างทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2,925 ซีซีที่มอบพลังกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร พุ่งทะยานจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลาเพียง 7 วินาที พร้อมการขับขี่อย่างมั่นใจกับระบบ


ขับเคลื่อน 4 ล้อ "Full time" แบบ 4MATIC เพื่อการควบคุมรถและการทรงตัวบนถนนที่เปียกลื่น รวมถึงการขับขี่บนทางแบบออฟโรดที่ดีที่สุด เพลิดเพลินกับการขับขี่ที่ราบรื่นด้วยระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ที่ให้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างรวดเร็วและนุ่มนวล พร้อมประหยัดเชื้อเพลิงกว่า

       Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อการขับขี่แบบออฟโรด เติมเต็มประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ชีวิตด้วยดีไซน์แบบ AMG bodystyling รอบคัน ดึงดูดทุกสายตาด้วยล้ออัลลอยขนาด 21" และ กันชนหน้าดีไซน์    โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตที่ออกแบบได้อย่างลงตัวกับไฟหน้าอัจฉริยะแบบ MULTIBEAM LED พร้อมครั้งแรกของระบบมัลติมีเดีย MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience   ที่เชื่อมโยงผู้ใช้เข้ากับเทคโนโลยีอันชาญฉลาดเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว ขับเคลื่อนอารมณ์สปอร์ตด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุดถึง 245 แรงม้า ทะยานจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 7.2 วินาที และสัมผัสขุมพลังแห่งการขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ที่ทลายทุกข้อจำกัดทุกเส้นทางพร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ไร้ขีดจำกัด

        Mercedes-Benz E 300 e ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ E 300 e Avantgarde, E 300 e Exclusive และ  E 300 e AMG Dynamic รถยนต์พรีเมียมซีดานพร้อมเทคโนโลยี Plug-in Hybrid    เจเนอเรชั่นที่ 3 ภายใต้แบรนด์ EQ มีความโดดเด่นในเรื่องสมรรถนะจากเครื่องยนต์ Plug-in Hybrid ผสานกับพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ควบคู่กับประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นของแบตเตอรี่ ลิเธียม-ไอออนชนิดใหม่ ที่สามารถประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ระยะทางสูงสุดสำหรับการขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าถึง 60% และช่วยให้อัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในโหมดไฮบริดเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดีไซน์ภายนอกที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Sensual Purity ส่วนดีไซน์ภายในโดดเด่นและหรูหราในแบบฉบับเมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมอุปกรณ์ครบครัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบ ขนาดความจุ 2.0 ลิตร ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน   รุ่นใหม่ ขนาดความจุ 13.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ส่งกำลังผ่านเกียร์ 9 สปีด (9G-TRONIC) ให้กำลังสูงสุดรวมกัน ทั้งระบบ 320 แรงม้า ที่ช่วง 4,500-5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตันเมตร 

Mercedes-Benz C 300 e Avantgarde ยนตรกรรมที่ยกระดับเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า
แห่งโลกอนาคต จนกลายมาเป็นยานยนต์ประหยัดพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 
Plug-in Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 3 ผสานกับรูปลักษณ์ที่หรูหราแต่แฝงไปด้วยดีไซน์สปอร์ต พร้อมให้คุณทะยานสู่จุดหมายด้วยแรงม้าสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 5.4 วินาที และด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,991 ซีซีอันทรงพลังที่ทำงานคู่กับระบบส่งกำลัง 9G-TRONIC จึงช่วยเพิ่มความปราดเปรียวเร้าใจในทุกจังหวะของการเดินทาง

      Mercedes-Benz S 560 e AMG Premium ยนตรกรรมที่จะเปลี่ยนนิยามแห่งความหรูหราด้วยการพาทุกคนก้าวล้ำไปอีกขั้นกับเทคโนโลยี Plug-in Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนและทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย โดยผสานกับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทอร์โบคู่สุดทรงพลัง ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นด้วยแรงม้าสูงสุดถึง 376 แรงม้า พร้อมผสานพลังกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง 122 แรงม้า ทำให้ได้แรงม้ารวมสูงสุดถึง 476 แรงม้า โดดเด่นในทุกๆ เส้นทางด้วยไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมเทคโนโลยี Ultra Range High Beam ที่ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร ปลอดภัยขั้นสูงสุดด้วย Driving Assistance Package เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ระดับสูง

     สุดท้ายกับ Mercedes-Benz GLC 220 d ที่ทางทีมงานใช้ในการทดสอบ เป็นรถยนต์ครอบครัวที่เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ขนาดความจุ 2.0 ลิตร รุ่นใหม่ล่าสุด รหัส OM654 ระบบส่งกำลังติดตั้งเกียร์อัตโนมัติแบบ 9G-TRONIC มีปริมาตรความจุกระบอกสูบ 1,950 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600 - 2,800 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 217 กม./ชม อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 5.1 ลิตร/100 กม. 

         ถูกออกแบบโดยเน้นความหรูหรา ทันสมัย และกว้างขวาง เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครอบครัวโดยเฉพาะ มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 550 ลิตร และสามารถบรรจุได้ถึง 1,600 ลิตรเมื่อพับเบาะที่นั่งด้านหลังลง การตกแต่งภายในของรุ่น GLC 220 d จะตกแต่งด้วยลายไม้แบบ Open-pore brown ash wood พร้อมเบาะหนัง ARTICO สีดำ แบบ Comfort พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบใหม่ ระบบปฏิบัติการหน้าจอแบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้าจอของระบบอินโฟเทนเมนต์สั่งงานด้วยระบบสัมผัส (Touchscreen) เพื่อใช้ในการควบคุมระบบต่างๆ ของรถ สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่ มีระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Bluetooth สำหรับแผงหน้าปัดฝั่งผู้ขับขี่ในรุ่น GLC 220 d AMG Dynamic จะเป็นระบบ All-Digital instrument display หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, Sporty และ Progressive พร้อมระบบกุญแจ KEYLESS-GO 

         GLC 220 d กับเส้นทางในการทดสอบจากเชียงใหม่ - เชียงราย 190 km เส้นทางเขา พร้อมกับการทำถนนตลอดการเดินทาง ทำให้ได้ทดสอบกับสมรรถนะ ในทุกรูปแบบ อัตราการเร่งแซงในทุกจังหวะทำได้อย่างต่อเนื่อง การขับขี่ในช่วงทางเขา ด้วยแรงบิดกว่า 400 นิวตันเมตร วิ่งขึ้นเขาได้อย่างง่ายดาย การเก็บเสียงทำได้ดีทุกช่วงความเร็ว ช่วงถนนลูกรัง ตัวรถสามารถดูดสับแรงกระแทกได้ดีมาก ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมชัดเจน ทำให้การเดินทางไกลเป็นไปอย่างง่ายดาย ถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

        สำหรับการทดสอบอาจเป็นแบบกระชับด้วยรถที่มีอย่างหลากหลายรุ่น รถยนต์จากค่าย Mercedes-Benz ก็ยังคงรักษามาตรฐานได้ดีเช่นเดิมและด้วยการแบ่งกลุ่มอย่างชัดเจนและมีให้เลือกอย่างหลากหลายตามความต้องการของผู้บริโภคจริงทำให้ Mercedes-Benz เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่หน้าสนใจ

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่


 


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ