เปิดตัว Ferrari 812 GTS และ Ferrari F8 Spider พร้อมกันทั้งสองรุ่น Share this
รถเปิดตัวใหม่
โหมดการอ่าน

เปิดตัว Ferrari 812 GTS และ Ferrari F8 Spider พร้อมกันทั้งสองรุ่น

วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 12 กรกฎาคม 2563

ครั้งแรกในประเทศไทยกับการเปิดตัว   Ferrari 812 GTS การกลับมาครั้งแรกในรอบ 50 ปีของรถสปอร์ตเปิดประทุนขุมพลัง V12 ที่แรงสุดในโลก และ Ferrari F8 Spider สปอร์ตคาร์เปิดประทุนรุ่นล่าสุด พร้อมเครื่องยนต์ V8 วางกลางที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ 


Ferrari 812 GTS 

    

      เป็นเวลา 50 ปี นับจากที่เฟอร์รารี่ เปิดตัวสปอร์ตคาร์เครื่องยนต์ V12 วางด้านหน้าเป็นครั้งแรก วันนี้ 812 GTS หวนคืนบัลลังก์เพื่อประกาศก้องถึงความยิ่งใหญ่ของหนึ่งในยนตรกรรมที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของเฟอร์รารี่ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มก่อตั้งแบรนด์จนถึงปัจจุบัน ให้โลกได้รับรู้อีกครั้ง

    Ferrari 812 GTS สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านของสมรรถนะและความพิเศษเหนือระดับ ดุดันด้วยขุมพลัง 800 แรงม้า V12 อันเกรียงไกรของ Ferrari ไม่เพียงแค่การเป็นสปอร์ตคาร์เปิดประทุนที่ทรงพลังที่สุดในคลาสเท่านั้น แต่ยังเป็นรถที่ใช้งานได้เอนกประสงค์ จากความยอดเยี่ยมของหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งให้มีพื้นที่ความจุในห้องเก็บสัมภาระท้ายรถมากยิ่งขึ้น
    หลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ (RHT – Retractable Hard Top) ใช้เวลาเพียง  14 วินาทีในการเก็บเข้าที่ และทำงานได้ขณะรถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 45 กม./ชม. ทั้งยังไม่กินพื้นที่ภายในห้องโดยสารอีกด้วย กระจกหลังควบคุมการทำงานด้วยไฟฟ้า จะทำหน้าที่เป็นแผ่นบังลม ช่วยคงความสุนทรีย์ในการขับขี่แม้จะเปิดหลังคาอยู่ก็ตาม หรือในกรณีที่ปิดหลังคา ก็ยังคงเปิดโอกาสให้ได้ดื่มด่ำเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 อย่างชัดเจนเช่นกัน 

เครื่องยนต์  (ENGINE)
         

   812 GTS คือเวอร์ชั่นเปิดประทุนของรุ่น 812 Superfast ซึ่งมีทั้งคุณสมบัติและเพอร์ฟอร์มานซ์ในระดับเท่าเทียมกัน กับเครื่องยนต์ V12 ความจุ  6496 cc กำลัง 800 แรงม้า ที่ 8,500 รอบ/นาที  แรงบิดสูงสุด 718 Nm ที่ 7000 รอบ/นาที ทั้งยังรับประกันความสนุกในการขับขี่ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่ทำได้สูงสุดถึง 8,900 รอบ/นาที สามารถสร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ต่ำกว่า 3 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 8.3 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดของ Ferrari 812 GTS ก็เทียบเท่ากับรุ่นหลังคาแข็งที่ 340 กม./ชม.



      นอกจากนั้น ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยแรงดันสูง ยังทำให้เชื้อเพลิงที่ฉีดพ่นออกมา เป็นฝอยละอองขนาดเล็ก มากขึ้น จึงลดมลพิษได้เป็นอย่างดีในระหว่างที่ตัวกรองไอเสียยังไม่ถึงอุณหภูมิทำงาน ขณะที่ตัวกรองอนุภาคน้ำมันเบนซิน (GPF - Gasoline Particulate Filter) รวมถึงระบบ Stop&Start On the Move ซึ่งจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ขณะรถจอด และติดเครื่องโดยอัตโนมัติอีกครั้งเมื่อรถต้องเคลื่อนที่ ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้รถคายมลพิษต่ำตามมาตรฐานข้อกำหนด
                   
     เกียร์แบบคลัตช์คู่ช่วยเพิ่มความสปอร์ตให้กับการขับขี่ เมื่อปรับสวิตช์ Manettino เข้าสู่โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ ขึ้น-ลง จะถูกปรับให้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างฉับไว มอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นแก่ผู้ขับขี่ นอกจากนั้น ยังมีการปรับอัตราทดเกียร์ให้ชิดกว่าเดิมจนผู้ขับสามารถสัมผัสถึงการตอบสนองคันเร่งอันว่องไวได้อย่างชัดเจน 


     ระบบระบายไอเสียได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มและปรับสมดุลของเสียงเครื่องยนต์และเสียงที่ดังออกมาจากปลายท่อ โดยเป้าหมายก็คือ การสร้างสรรค์เสียงคำรามที่ดุดันสไตล์สปอร์ตแม้ในขณะขับขี่โดยปิดหลังคาก็ตามมีการปรับแต่งท่อไอเสียช่วงกลางเพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงที่ไพเราะยิ่งขึ้น ทุกท่อของท่อร่วมไอเสียแบบ 6-1 (6 ท่อ รวมเข้ามาเป็น 1 ท่อ)  ก่อนต่อมายังตัวกรองไอเสีย มีความยาวเท่ากันทุกท่อ ช่วยให้เสียงที่ได้มีความโดดเด่นกว่าเดิม ผลลัพธ์คือเสียงคำรามหนักแน่นของขุมพลัง V12 ที่สามารถดื่มด่ำได้จากภายในห้องโดยสาร และจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีกเมื่อขับขี่โดยเปิดหลังคา 

นอกจากนั้น 812 GTS ใหม่ ยังมาพร้อมกับล้อฟอร์จน้ำหนักเบาที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยมีให้เลือก 3 สี คือ Diamond-Finish, Liquid Silver และ Grigio Scuro 

การออกแบบ (DESIGN)


   ออกแบบโดย Ferrari Styling Centre ด้วยการใช้พื้นฐานจาก 812 Superfast… 812 GTS สะท้อนการออกแบบและสัดส่วนอันงดงามแห่งยนตรกรรมเครื่องยนต์ V12 วางด้านหน้า ของเฟอร์รารี่ ออกมาได้โดยไม่ต้องแก้ไขมิติตัวถังหรือส่งผลกระทบใดๆ ต่อพื้นที่และความสะดวกสบายในห้องโดยสาร ถ่ายทอดความสมบูรณ์แบบที่ผสมผสานได้อย่างลงตัวระหว่างความโฉบเฉี่ยวและความหรูหราสูงค่า ตัวถังด้านข้างของ 812 GTS แฝงความเท่ในแบบฉบับของรถท้ายลาด (Fastback) ดีไซน์แบบ 2-box และส่วนท้ายรถที่ยกสูง ชวนให้รำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของ 365 GTB4 (Daytona) ปี 1968 ได้เป็นอย่างดี


เมื่อมองจากด้านข้าง ส่วนท้ายของรถดีไซน์ให้พับเว้าเพื่อให้ท้ายรถดูสั้นลง เพิ่มเส้นสายคมคายในส่วนลาดเอียงของตัวถัง พร้อมด้วยซุ้มล้อขนาดใหญ่สะท้อนให้เห็นความกำยำและดุดัน สง่างามตามแบบฉบับของสปอร์ตคาร์ขุมพลัง V12
   เวอร์ชั่นเปิดประทุนของรุ่น 812 Superfast ส่วนท้ายของรถ ไม่ว่าจะเป็นหลังคา, ฝาท้าย ไปจนถึงห้องเก็บสัมภาระ จึงได้รับการออกแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายให้เกิดเป็นยนตรกรรมที่หลอมรวมความงดงามและดุลยภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เสาหลังคาซึ่งภายในติดตั้งกลไกของชุดพับหลังคาเอาไว้ ได้รับการออกแบบให้แสดงถึงการขับเคลื่อนที่พุ่งไปด้านหน้า ทั้งยังส่งให้กระจกข้างของรุ่นเปิดประทุน ดูแตกต่างออกไปจากรุ่นหลังคาแข็งได้อย่างชัดเจน และเมื่อเปิดหลังคา ชิ้นส่วนของหลังคาก็จะถูกพับเก็บไว้ใต้ฝาครอบดังกล่าว ด้วยความแตกต่างของตัวถัง จึงไม่มีช่องระบายอากาศบริเวณด้านบนหลังซุ้มล้อหลัง (ใกล้กับไฟท้าย) อันเป็นเอกลักษณ์ของ 812 Superfast แต่ก็ถูกทดแทนด้วยดิฟฟิวเซอร์ใต้กันชนหลังที่มีแผ่นบังคับลมเพิ่มขึ้น

พลศาสตร์ยานยนต์ (VEHICLE DYNAMICS)


จุดประสงค์ในการพัฒนา 812 GTS คือการคงไว้ซึ่งความรู้สึกอันตราตรึงใจของความเร็ว และสัมผัสถึงพลังที่ปลดปล่อยออกมาได้เช่นเดียวกับใน 812 Superfast ทั้งเรื่องของอัตราเร่ง, การตอบสนองที่ฉับไว ตลอดจนความคล่องตัวในการขับขี่ 812 GTS มีอุปกรณ์และระบบควบคุมเจเนอเรชั่นใหม่เช่นเดียวกับ 812 Superfast และนั่นรวมถึงแฮนด์ลิ่งที่ยอดเยี่ยมด้วย ระบบบังคับเลี้ยวแบบสปอร์ตควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS – Electric Power Steering) ซึ่งมีอยู่ในรถทุกรุ่นของ Ferrari ถูกนำมาใช้เพื่อดึงเอาศักยภาพของรถในด้านเพอร์ฟอร์มานซ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยทำงานร่วมกับระบบควบคุมไดนามิกส์ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงระบบ SCC เวอร์ชั่น 5.0 สิทธิบัตรของเฟอร์รารี่ ด้วย นอกจากนั้นยังมีระบบ Virtual Short Wheelbase 2.0 (PCV) ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นโดยใช้พื้นฐานมาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน นับตั้งแต่ที่นำมาใช้ครั้งแรกกับ F12tdf


นอกจากนั้น ยังมีระบบช่วยเหลือประสิทธิภาพสูงอีกมากมายสำหรับผู้ขับขี่ ประกอบด้วย;
-    Ferrari Peak Performance (FPP): ในขณะกำลังเข้าโค้ง แรงหน่วงจากพวงมาลัยจะช่วยให้ผู้ขับขี่ทราบว่ารถกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดของการยึดเกาะถนน ช่วยให้ระบบควบคุมเสถียรภาพต่างๆ เริ่มทำงาน
-    Ferrari Power Oversteer (FPO) - ในกรณีที่เกิดอาการท้ายปัด (Oversteer) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อเร่งออกจากโค้ง พวงมาลัยจะหน่วงกลับไปยังทิศทางที่ถูกต้องสอดคล้องกับทิศทางของรถ
-    การปรับแต่งการหน่วงนำของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช็อคอับใหม่ ช่วยให้รถมีประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนเช่นเดียวกับเวอร์ชั่นหลังคาแข็ง แม้ตัวถังจะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 75 กิโลกรัมก็ตาม

 

Ferrari F8 Spider

    เฟอร์รารี่ F8 Spider สปอร์ตคาร์เปิดประทุนรุ่นล่าสุด พร้อมเครื่องยนต์ V8 วางกลางที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฟอร์รารี่ F8 Spider ได้รับการรังสรรค์ขึ้นพร้อมๆ กับ F8 Tributo มาพร้อมกับหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ (RHT - Retractable Hard Top) ที่มีประสิทธิภาพสูงของค่ายม้าลำพอง สมาชิกใหม่คันนี้ สืบทอดมาจาก 308 GTS รถสปอร์ต V8 เปิดประทุนรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นในปีค.ศ. 1977 อาจไม่สุดขั้วเหมือนกับ 488 Pista Spider ทว่ามีความสปอร์ตกว่า 488 Spider ซึ่งเป็นรุ่นที่ F8 Spider เข้ามาแทนที่


    F8 Spider เข้ามาทดแทนรุ่น 488 Spider และถูกปรับปรุงในทุกรายละเอียด นอกจากเครื่องยนต์จะมีพลังเพิ่มขึ้น 50 แรงม้าแล้ว เฟอร์รารี่รุ่นใหม่คันนี้ยังมีน้ำหนักเบากว่าเดิม 20 กิโลกรัม F8 Spider หนักกว่า 488 Pista Spider เพียง 20 กิโลกรัม และยังมีประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้นจากการใช้ระบบ Side Slip Angle Control รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่น 6.1 อีกด้วย    

 

เครื่องยนต์ (ENGINE) 


       F8 Spider เครื่องยนต์ V8 ของเฟอร์รารี่ ที่ได้รับการยกย่องมากว่า 4 ทศวรรษในฐานะรถยนต์ที่มีแฮนด์ลิ่งสมบูรณ์แบบที่สุด จากการบาลานซ์น้ำหนักได้อย่างยอดเยี่ยม ขุมพลัง V8 นั้น เครื่องยนต์ความจุ 3,902 ซีซี. ปลดปล่อยพลังได้ถึง 720 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที และยังมีอัตราส่วนแรงม้าต่อความจุอันน่าประทับใจที่ 185 แรงม้า/ลิตร แรงบิดสูงสุดที่ 770 นิวตันเมตร ที่ 3,250 รอบ/นาที สามารถสร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 2.90   วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 8.2 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดของ  F8 Spider ที่ 340 กม./ชม.


   นอกจากนั้น F8 Spider ยังมอบสุนทรียภาพในการขับขี่อย่างแท้จริง การบังคับควบคุมซึ่งสอดประสานลงตัวกับพละกำลังของเครื่องยนต์ ได้มาจากการปรับปรุงไดนามิกส์ของรถ ซึ่งนั่นรวมถึงการใช้ระบบ Ferrari Dynamic Enhancer (FDE+) เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ที่ตอนนี้สามารถเรียกใช้งานได้ทันทีผ่านโหมด RACE ของสวิตช์ Manettino ช่วยให้ผู้ขับเข้าถึงขีดจำกัดแห่งสมรรถนะได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วยิ่งขึ้น


        เพื่อเพิ่มพลังเข้าไปอีก 50 แรงม้า (เมื่อเทียบกับรุ่น 488 Spider) จึงมีการนำเอาระบบไอดีของ 488 Challenge มาใช้ ช่องดักอากาศเข้าเครื่องยนต์ของ F8 Spider ถูกย้ายจากด้านข้างของตัวรถ มาอยู่ที่ทั้งสองฝั่งของสปอยเลอร์ และต่อตรงไปยังท่อร่วมไอดี ช่วยลดการสูญเสียอากาศและให้การใหลเวียนที่ยอดเยี่ยมเข้าสู่เครื่องยนต์ ส่งให้สร้างแรงม้าได้มากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนั้น แรงดันที่เกิดจากรูปทรงของสปอยเลอร์ท้ายรถยังเป็นส่วนช่วยเสริมให้การไหลของอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
     ระบบช่วยออกตัว Adaptive Performance Launch จะวิเคราะห์การยึดเกาะของยางขณะที่รถกำลังเร่งความเร็ว จากนั้นระบบอิเล็กทรอนิกส์จะควบคุมแรงบิดให้เหมาะสมกับระดับการยึดเกาะถนน ช่วยลดการลื่นไถลของล้อให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้อัตราเร่งที่ดีที่สุด 



   เครื่องยนต์ของ F8 Spider ยังสืบทอดการลดน้ำหนักมาจาก 488 Pista ส่งให้ตัดน้ำหนักของเครื่องยนต์ออกไปได้ถึง 18 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับ 488 Spider การลดน้ำหนักให้กับชิ้นส่วนที่หมุนและเคลื่อนไหว เช่น ก้านสูบไทเทเนี่ยม, ข้อเหวี่ยง และฟลายวีล ช่วยให้เครื่องยนต์หมุนสู่รอบสูงได้ในพริบตา เช่นเดียวกับที่ผู้ขับจะเห็นได้จากเข็มวัดรอบที่กวาดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอนที่เปลี่ยนเกียร์ และตอนเร่งความเร็วด้วยเกียร์ต่ำ การลดน้ำหนักให้กับชิ้นส่วนที่หมุนหรือเคลื่อนที่เหล่านี้ ยังช่วยลดแรงเสียดทานขณะเครื่องยนต์ทำงานลงถึง 17 เปอร์เซนต์อีกด้วย


   ท่อร่วมไอเสียที่ผลิตขึ้นจากวัสดุ Inconel (โลหะในกลุ่ม Superalloy) แบบเดียวกับที่ใช้ใน 488 Challenge เพียงอย่างเดียว ก็ช่วยลดน้ำหนักเครื่องยนต์ลงไปได้ถึง 9.7 กิโลกรัม การระบายไอเสียได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ตั้งแต่เทอร์โบไปจนถึงปลายท่อ 

การออกแบบ (DESIGN)

     เป้าหมายที่ Ferrari Styling Centre ตั้งไว้กับ F8 Spider คือการออกแบบที่งดงามเพื่อสรรเสริญแด่เครื่องยนต์ V8 ด้วยการต่อยอดจาก F8 Tributo และนำเอาแรงบันดาลใจจากรถยนต์ V8 เครื่องวางกลาง อันเลื่องชื่อในอดีตมาปรับใช้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ยนตรกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว จากดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวที่เห็นได้ชัดเจนผ่านแอโรไดนามิกส์อันรุดหน้าของตัวรถ 
   F8 Spider ได้รับการออกแบบโดย Ferrari Styling Centre สืบสานทิศทางการออกแบบมาจาก F8 Tributo ซึ่งเป็นตัวแทนของการเชื่อมโยงภาษาการดีไซน์แบบใหม่ เน้นย้ำให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของแอโรไดนามิกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงของ Ferrari

   เมื่อต้องออกแบบรถเปิดประทุน ส่วนบนของรถจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งผลถึงภาพรวมของรถ เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ Ferrari เลือกใช้หลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ (RHT - Retractable Hard Top) เนื่องจากให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือเหตุผลที่เส้นสายต่างๆ ของ F8 Spider ถูกรังสรรค์ให้สอดคล้องกับหลังคาแบบ RHT  หลังคาสามารถเปิด หรือยกปิด ได้ในเวลาเพียง 14 วินาที และสามารถทำงานได้ขณะที่รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม.

พลศาสตร์ยานยนต์ (VEHICLE DYNAMICS)


เพอร์ฟอร์มานซ์โดยรวมนั้นสูงกว่า 488 Spider อย่างเห็นได้ชัด ด้วยการเพิ่มกำลังเครื่องยนต์, การลดน้ำหนัก และเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ ผู้ขับจึงสามารถเข้าถึงสมรรถนะของรถได้โดยไม่ต้องอาศัยทักษะการขับขี่ขั้นสูง นั่นเป็นผลมาจากระบบไดนามิกส์ของรถที่ช่วยให้การขับขี่จนถึงขีดสุดทำได้ง่ายและด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น สิ่งนี้รวมถึงพวงมาลัยที่มีขนาดเล็กลงและการใช้ระบบ Dynamic Enhancer Plus แบบใหม่ เวอร์ชั่น 6.1 ของ Ferrari 
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างรถสมรรถนะสูงที่ง่ายต่อการควบคุม วิศวกรของ Ferrari จึงพยายามทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และแอโรไดนามิกส์นั้นสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการทุ่มเทพัฒนาระบบควบคุมไดนามิกส์ของรถ “Side Slip Control” ซึ่งช่วยเสริมให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ถึงขีดจำกัดหลังพวงมาลัย การเปลี่ยนจากเวอร์ชั่น 6.0 ไปสู่ 6.1 ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเรียกใช้ระบบ Ferrari Dynamic Enhancer system (FDE+) ได้ง่ายยิ่งขึ้นผ่านตำแหน่ง RACE ของสวิตช์ Manettino บนพวงมาลัย

FDE คือระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์ของ Ferrari เพื่อปรับแรงดันน้ำมันเบรกที่คาลิเปอร์ เปิดตัวครั้งแรกใน 488 Pista และนำมาใช้กับ 488 Pista Spider ในเวลาต่อมา ก่อนที่เวอร์ชั่น FDE+ ซึ่งขยายฟังก์ชั่นการทำงานเพิ่มขึ้น จะถูกติดตั้งให้กับ F8 Tributo และ F8 Spider ระบบควบคุมจะทำงานในขณะที่รถเข้าโค้ง (แต่ไม่อยู่ในขณะที่กำลังเหยียบเบรก) ทั้งยังได้รับการเพิ่มขอบเขตการทำงานบนถนนที่มีการยึดเกาะต่ำและในโหมด RACE ด้วย  

สำหรับราคาของ

  • เฟอร์รารี่ 812 จีทีเอส                เริ่มต้นที่ 34,700,000 บาท
  • เอฟ8 สไปเดอร์                        เริ่มต้นที่ 26,350,000 บาท
  • โดยมี Warranty (การรับประกัน) ฟรี 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และการดูแลบำรุงรักษาฟรี 7 ปี โดยบริการจากทีมช่างผู้ชำนาญการด้วยเครื่องมือตามมาตรฐานจากโรงงานเฟอร์รารี่ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่ต้องการรักษาประสิทธิภาพและความเป็นเลิศ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ทุกคันที่สร้างขึ้นจากโรงงานในมาราเนลโล ประเทศอิตาลี 

 

ติดตามข่าวรถยนต์ ราคารถยนต์ รีวิวรถยนต์ และจักรยานยนต์ทุกยี่ห้อ กับเรา Autospinn
แชร์ความคิดเห็นบนเว็บบอร์ด Autospinn คลิกเลย webboard.autospinn.com  
เช็คโปรโมชั่นรถใหม่ เช็คราคารถใหม่ ได้ที่นี่ 
ราคารถมือสอง ซื้อรถมือสอง ขายรถมือสอง เชิญได้เลยที่ one2car

 


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ