รีวิว Mercedes-Benz GLC 220 d vs GLC 300 e ราคาเท่ากัน เลือกคันไหนดี? Share this

รีวิว Mercedes-Benz GLC 220 d vs GLC 300 e ราคาเท่ากัน เลือกคันไหนดี?

Paknam536
โดย Paknam536
โพสต์เมื่อ 21 ตุลาคม 2564

Mercedes-Benz GLC รถยนต์นั่งแบบ SUV ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งยวด ด้วยขนาดของตัวรถที่ใหญ่กำลังดี คลอบคลุมทุกการใช้สอย พร้อมเสริมภาพลักษณ์ให้กับเจ้าของรถได้เป็นอย่างดี ในราคาที่คุ้มค่า


Mercedes-Benz GLC SUV ยอดนิยม

Mercedes-Benz GLC Class เป็นรถยนต์นั่งแบบ SUV ขนาดกลางรุ่นยอดนิยมจาก Mercedes-Benz โดยรถรุ่นนี้จะมีตัวถังแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ GLC รุ่นปกติ ที่มีตัวถังท้ายตัดเหมือนกับรถ SUV ทั่วไป และ GLC Coupe รถ SUV ทรงท้ายลาดสไตล์รถสปอร์ต

รีวิว Benz GLC 220 d vs GLC 300 e

โดยในการรีวิวครั้งนี้ เรานำเอาเจ้า GLC ตัวถังแบบท้ายตัด รุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งยวดเนื่องด้วยประโยชน์ใช้สอยของมัน กับ 2 รุ่นย่อยที่มีราคาเท่ากันเป๊ะที่ 3,699,000 บาท กับ Mercedes-Benz GLC 220 d AMG Dynamic และ Mercedes-Benz GLC 300 e 4 matic AMG Dynamic มาดูกันว่าราคาเท่ากัน ต่างกันตรงเครื่องนั้น มีอะไรที่ต่างกันอีกบ้าง และเราควรเลือกคันไหนกันแน่

 

Benz GLC 220 d vs GLC 300 e

ภายนอก GLC

ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz GLC มาในรูปแบบของรถยนต์ SUV ยกสูงสไตล์รถครอบครัวที่เน้นเรื่องการโดยสาร นั่งสบาย รองรับการเดินทางในทุกรูปแบบ ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูสุภาพ ทำให้รถรุ่นนี้ดูมีความเป็นผู้ใหญ่ ขับมาแต่ไกลก็คาดเดาได้เลยว่าผู้ขับขี่ย่อมมีอายุอยู่ราวๆ 30 ปีขึ้นไปอย่างแน่แท้ ด้วยรูปลักษณ์ของตัวรถที่มีความเป็นรถครอบครัวนั่นเอง

ด้านหน้าของตัวรถทั้ง GLC 220 d และ GLC 300 e มีความใกล้เคียงกันเป็นอย่างยิ่ง กระจังหน้าแบบไดม่อนกริลทั้งคู่ ตกแต่งด้วยชุดแต่ง AMG Bodystyling มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ Multibeam LED

หากจะจับสังเกตุว่ารถคันใดเป็นรุ่นไหน ให้มองบริเวณโลโก้ด้านหน้าของตัวรถ โดย GLC 220 d จะมีกล้องติดตั้งอยู่บริเวณใต้โลโก้ตราดาวของแบรนด์ อันเป็น 1 ใน 4 ของระบบกล้อง 360 องศาของตัวรถนั่นเอง

 

ภายนอก GLC

ส่วนฝั่ง GLC 300 e จะไม่มีกล้องด้านหน้า

GLC 300 e

 

ถัดมาที่มุมมองด้านข้างของตัวรถ จะเริ่มเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตัวกระจกมองข้างของ GLC 220 d จะมีกล้องติดมาทั้ง 2 ฝั่ง ส่วน GLC 300 e จะไม่มีกล้องติดมา โดยให้จับสังเกตุที่ล้อของตัวรถที่จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยฝั่ง GLC 220 d จะใช้เป็นล้ออัลลอยลาย AMG 5 ก้านคู่ขนาด 19" ตกแต่งด้วยสี Tremolite gray รัดยางขนาด 235/55 R19

 

GLC 220 d

GLC 300 e

ล้ออัลลอยลาย AMG

 

ส่วน GLC 300 e จะใช้เป็นล้ออัลลอยลาย AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 20" ตกแต่งด้วยสีดำ แต่ดีไซน์จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง รัดยางขนาด 255/45 R20 ซึ่งจะมีหน้ายางที่กว้างกว่าอย่างชัดเจน และมีแก้มยางที่บางมากกว่า

นอกจากนี้ ระบบเบรกของ GLC 300 e ยังให้เบรกที่มีขนาดใหญ่กว่า พร้อมให้ปั้มเบรก AMG มาให้เลย ซึ่งมีประสิทธิภาพการเบรกที่สูงกว่าตัว GLC 220 d เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยพละกำลังของตัวรถที่มากกว่านั่นเอง

 

compare mercedes-benz glc220d vs glc300e

GLC 300 e 4 matic AMG Dynamic

และจุดที่ทำให้รู้ว่านี่คือ Mercedes-Benz GLC 300 e 4 matic AMG Dynamic นั่นคือโลโก้ EQ Power ที่ติดตั้งบริเวณแก้มข้างของรถนั่นเอง

 

โลโก้ EQ Power

 

ถัดมาที่ด้านท้ายรถ จะเห็นความแตกต่างได้บริเวณด้านล่างของตัวรถ โดยตัว GLC 300 e จะมีชิ้นกันชนเสริมสีดำที่มีขนาดใหญ่กว่าตัว GLC 220 d อย่างชัดเจน และจุดที่ชี้ชัดไปเลยว่ารถคันไหนเป็นรุ่นไหนก็หนีไม่พ้นรหัสบอกเลขรุ่นตัวรถนั่นเอง ที่ติดตั้งบริเวณฝั่งซ้าย โดยใน GLC 300 e จะมีสัญลักษณ์ 4matic ติดตั้งเพิ่มเข้าไปบริเวณด้านขวาด้วย

โดยรถทั้ง 2 คัน ได้เซ็นเซอร์เตือนการชนรอบคันมาเหมือนกันทั้งคู่

 

เซอร์เตือนการชนรอบคัน

 

เปิดฝาท้ายออก ดูภายในห้องเก็บของ จะเริ่มเห็นความแตกต่างกันชัดเจนมากยิ่งขึ้น แม้ว่ารถทั้งสองคันจะมีพื้นที่ใช้สอยที่เหลือเฝือทั้งคู่ รวมไปถึงระบบพับเบาะด้วยไฟฟ้า, ช่องต่อไฟฟ้าจะมีมาให้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันนั่นคือด้านความจุด้านสูงของตัวรถที่ต่างกัน โดยฝั่ง GLC 220 d พื้นที่วางของนั้นจะเรียบไปกับตัวรถ แต่ตัว GLC 300 e จะมีความยกสูงขึ้นมาเล็กน้อย

 

ฝาท้าย

ส่วน GLC 300 e จะมีพื้นที่เล็กๆ เพียงพอต่อการเก็บรองเท้าเท่านั้น ทั้งนี้เพราะว่าพื้นที่ด้านที่ปิดอยู่เป็นตำแหน่งที่อยู่ของแบตเตอร์รี่ระบบไฮบริดนั่นเองครับ ทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระเล็กกว่าระดับหนึ่ง

 

ภายในห้องเก็บของ

 

และเมื่อเปิดฝาปิดออกจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าฝั่ง GLC 220 d จะมีพื้นที่เก็บของเพิ่มเติมด้านล่างขนาดใหญ่เลยทีเดียว

 

พื้นที่เก็บของ

พื้นที่เก็บสัมภาระเล็กกว่า

 

Mercedes-Benz GLC 2021 ภายใน

ถัดมาภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Benz GLC 2021 เริ่มจากผู้โดยสารตอนหลังกันก่อน มีพื้นที่ใช้สอยเหลือเฝือทั้งคู่ เอาว่าเดินทางไกล นั่งสบายไม่ต่างกัน มีช่องแอร์, ที่วางแขน, วางแก้วน้ำ, ช่องเสียบ USB มาแบบครบๆ ตัวหลังคาก็เป็นซันรูฟเหมือนกันเป๊ะ

 

Mercedes Benz GLC 2021 ภายใน

วางแก้วน้ำ

ช่องแอร์

 

แต่ฝั่ง GLC 300 e จะแอบสบายกว่าเล็กน้อยตรงหน้าต่างของเค้าจะมีม่านมาให้ด้วย ส่วน GLC 220 d ไม่มีม่านมาให้

 

หน้าต่างของเค้าจะมีม่านมาให้ด้วย

 

มาดูทางด้านหน้าของตัวรถ Mercedes-Benz GLC จัดว่าเป็นรถที่มีมุมมองการขับขี่ มีทัศนวิสัยการขับขี่ที่เยี่ยมยอดมากๆ ตามสไตล์รถยนต์แบบ SUV ยกสูง เรื่องความสบายก็หายห่วง เบาะนั่งปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง ทั้งผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า โดยตำแหน่งเบาะนั่งสามารถเซฟการตั้งค่าได้ 3 โปรไฟล์ อีกทั้งตัวเบาะนั่งจะเลื่อนเข้า-ออกให้โดยอัตโนมัติ เมื่อขึ้น-ลงรถ, ระบบแอร์แยก 2 โซน, หน้าจอมัลติมีเดียตรงกลาง สั่งการด้วยระบบทัชสกรีน หรือจะใช้ Mercedes Me สั่งการด้วยเสียงก็ได้, หน้าจอเรือนไมล์แบบมัลติฟังก์ชั่น บอกข้อมูลการขับขี่ครบครัน หรือจะยกหน้าจอมัลติมีเดียเล็กๆ มาไว้ในเรือนไมล์ก็ทำได้

 

มุมมองการขับขี่

เบาะนั่งปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง

Mercedes Me

หน้าจอมัลติมีเดียตรงกลาง

ปุ่มควบคุมสั่งการด้วยระบบทัชสกรีน

 

พวงมาลัยไฟฟ้าแบบมัลติฟังก์ชั่นทรงสปอร์ต มาพร้อมกับปุ่มควบคุมการทำงานของตัวรถเกือบทั้งหมด โดยปุ่มฝั่งขวาจะเน้นเรื่องของระบบการทำงานของตัวรถ ส่วนฝั่งซ้ายจะควบคุมเรื่องความบันเทิงโดยส่วนใหญ่

 

พวงมาลัยไฟฟ้าแบบมัลติฟังก์ชั่น

Ambient light

 

การตกแต่งภายในห้องโดยสารเน้นไปที่ลวดลายไม้สีดำตัดกับหนังสีดำ มอบสัมผัสที่ดูพรีเมี่ยม มาพร้อมกับไฟ Ambient light ที่สามารถปรับได้มากถึง 64 สีเลยทีเดียว

แม้มองผิวเผนเหมือนจะไม่ต่างกัน แต่ก็มีความต่างกันอยู่บ้างในระดับหนึ่ง เริ่มด้วยระบบเครื่องเสียงที่ฝั่ง GLC 300 e จะให้ชุดลำโพงจาก Burmester มาเลย ส่วน GLC 220 d จะให้ลำโพงดำธรรมดามา

 

Burmester

 

ระบบความปลอดภัย GLC 220 d กับ GLC 300 e 2022

โดยไฮไลท์เด่นระหว่าง GLC 220d และ GLC 300 e ที่ให้มานั่นคือระบบ Adaptive Cruise control ที่ช่วยให้คุณเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบายมากกว่า และระบบช่วยรักษาระยะห่างพร้อมระบบช่วยเบรกด้วย ซึ่งมีการทำงานที่นุ่มนวลมากๆ และดูเป็นธรรมชาติมากๆ ช่วยลดโอกาสขับรถชนท้ายรถคันหน้าได้อย่างดีเยี่ยม 

แต่ที่เพิ่มมาของ GLC 220 d นั่นก็คือเรื่องกล้อง เพราะเค้าให้กล้องรอบคัน 360 องศามาเลย ช่วยทำให้ผู้ขับขี่สามารถสังเกตุสิ่งรอบๆ ตัวรถได้อย่างแม่นยำ ส่วน GLC 300 e จะได้แค่กล้องมองหลังเท่านั้น

 

GLC 220 d กับ GLC 300 e 2021

 

ระบบความปลอดภัยมาตรฐานติดรถ

  • ถุงลมนิรภัยรอบคัน
  • ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ
  • ระบบเบรก ABS
  • ระบบ Hold brake
  • ระบบเตือนการชน พร้อมระบบช่วยเบรก
  • ระบบเตือนมุมอับสายตา
  • ระบบล็อกความเร็ว และระบบจำกัดความเร็ว
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง
  • เซ็นเซอร์รอบคัน
  • ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ

ระบบอำนวยความสะดวกมาตรฐาน

  • ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ
  • ระบบไฟสูงระยะไกลพิเศษ 650 เมตร
  • โหมดการขับขี่

 

GLC 220 d กับ GLC 300 e

 

เครื่องยนต์ Mercedes-Benz GLC 2021

เครื่องยนต์ของ Mercedes-Benz GLC 220 d ใช้เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบเรียง เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 1,950 cc ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด มอบพละกำลังสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 7.7 วินาที

 

เครื่องยนต์ของ Mercedes Benz GLC 220 d

 

เครื่องยนต์ของ Mercedes-Benz GLC 300 e 4 Matic ใช้เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 1,991 cc มอบพละกำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,300-4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร โดยเมื่อใช้การขับเคลื่อนควบคู่กันแล้ว จะมอบพละกำลังสูงสุดถึง 320 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 700 นิวตันเมตรเลยทีเดียว โดยสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 5.4 วินาทีเท่านั้น

 

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง

 

Mercedes-Benz GLC สเป็คและราคา

  GLC 220 d GLC 300 e
เครื่องยนต์ ดีเซล 4 สูบเรียง พร้อมเทอร์โบ เบนซิน 4 สูบเรียง พร้อมเทอร์โบ และมอเตอร์ไฟฟ้า
ปริมาตรกระบอกสูบ 1,950 cc 1,991 cc
พละกำลังสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที 350 นิวตันเมตร ที่ 1,300 - 4,000 รอบ/นาที
กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า - 122 แรงม้า
แรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้า - 440 นิวตันเมตร
พละกำลังรวมสูงสุด 194 แรงม้า / แรงบิด 400 นิวตันเมตร 320 แรงม้า / แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร
เกียร์   เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9 G Tronic)
ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า

4 ล้อ

อัตราเร่ง 0-100 7.7 วินาที 5.4 วินาที
ความเร็วสูงสุด 215 กม./ชม. 230 กม./ชม.

 

  GLC 220 d GLC 300 e
ระบบกันสะเทือนหน้า / หลัง แมคเฟอร์สันสตรัท / ปีกนกคู่
ระบบเบรคหน้า/หลัง ดิสเบรค พร้อมครีบระบายความร้อน
ขนาดยางล้อ คู่หน้า 235/55 R19
คู่หลัง  235/55 R19
คู่หน้า 255/45 R20
คู่หลัง  255/45 R20
ความจุน้ำมันเชื้อเพลิง 66 ลิตร 50 ลิตร
ราคา 3,699,000 บาท

 

มิติรถ 

ขนาด ยาว x กว้าง x สูง (มม.) 4,655 x 1,890 x 1644

 

การขับขี่ Mercedes-Benz GLC 220 d AMG Dynamic 2021

ในส่วนของการทดสอบขับขี่ Mercedes-Benz GLC 220 d AMG Dynamic ผมทดสอบการขับขี่ทั้งในเมืองและการเดินทางไกลเป็นหลัก เน้นเรื่องของการใช้งานในสภาพจริงว่าเป็นอย่างไร

สัมผัสแรงของตัวรถคือ เป็นรถที่มีทัศนวิสัยการมองเห็นที่ดีเยี่ยม จุดอับสายตาของตัวรถน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับขนาดตัวที่ค่อนข้างใหญ่ และยังมีกล้องมองรอบคันแบบ 360 องศาคุณภาพสูงที่ช่วยทำให้การขับขี่ง่ายมากยิ่งขึ้น

ตัวเบาะนั่งไฟฟ้าทรงสปอร์ตหุ้มหนัง Artico ช่วยให้ทุกการเดินทางสะดวกสบาย เพราะว่าเราสามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ของตัวเบาะนั่งได้อย่างละเอียด แต่จะมีติหน่อยตรงคอนโซลกลางของตัวรถที่แอบเบียดขาซ้านอยู่พอสมควร ถ้ากว้างกว่านี้จะนั่งสบายกว่านี้เยอะ

 

เครื่องยนต์ใน GLC 220 d

 

พละกำลังของเครื่องยนต์ใน GLC 220 d มีลักษณะที่เน้นความนุ่มนวลเป็นหลัก เน้นอัตราเร่งที่มาแบบเรื่อยๆ แต่ถ้าเรียกให้เร่งแซงก็กดเป็นมาได้แบบสบายๆ จะขับในเมืองก็จัดว่าง่าย เพราะรถมความนุ่มนวลสูงมากในทุกโหมดขับขี่ หรืออยากได้ฟีลลิ่งที่กระชับหน่อยให้เปลี่ยนไปใช้โหมด Sport ได้เลย เพราะเรื่องความนุ่มนวล ไม่ต่างกับโหมด Eco และ Comfort เท่าใดนัก แต่จะได้ฟีลลิ่งรถที่กระชับกว่าค่อนข้างมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะการขับทางไกล เพียงคิกดาวน์ลงไปครึ่งหนึ่ง รถก็สามารถเร่งแซงได้แบบสบายๆ สไตล์นุ่มนวลแบบผู้ดี

 

ช่วงล่างของ GLC 220 d

 

ช่วงล่างของ GLC 220 d ให้ความนุ่มนวลที่ดีมาก หลุม ท่อ บ่อ ถนนมาตรฐานไทย หรือถนนที่รถใหญ่ได้ทำการสร้างงานศิลปะความขรุขระไว้ เจ้าช่วงล่างติดรถก็ซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี โดยฟิลลิ่งของช่วงล่างติดรถจะให้ความนุ่มนวลเป็นหลักมากกว่า

แต่ ข้อสังเกตุใน GLC 220 d จะเป็นเรื่องของอาการ "โยน" ขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว ซึ่งจับอาการได้ค่อนข้างชัดเจนมากๆ โดยอาการโยนโค้งของตัวรถเป็นรูปแบบทั่วๆ ไปของรถยนต์ SUV ยกสูงที่เรามักพบเจอกันเป็นปกติ ไม่ได้โยนจนหวือหว่ามากแต่อย่างใด แต่กับราคานี้ยังพบอาการเช่นนี้อยู่ ก็ถือว่าแอบน่าเสียดายไม่น้อย

ระบบเบรกของ GLC 220 d จัดว่าเป็นระบบเบรกเกรดมาตรฐานของรถยุโรป เป็นระบบเบรกที่ดีมาก เชื่อถือได้ จัดว่าทำงานได้ดี และใช้งานได้ง่ายมากๆ ด้วยเวลาขับในเมืองที่มีการจราจรติดขัด เจอไฟแดงนานๆ เหยียบเบรกให้สุด รถก็จะ Hold brake ให้โดยอัตโนมัติ เท้าเราไม่ต้องออกแรงเหยียบเบรกตลอดเวลา แถมเวลาจะออกตัวก็แค่สะกิดคันเร่งเบาๆ รถก็ไปแล้ว ใช้งานง่ายมากๆ

 

Adaptive Cruise control

 

ระบบอำนวยความสะดวกการขับขี่ ให้มาแบบมาตรฐานด้วยระบบล็อกความเร็ว โดยเรามองว่า รถราคานี้แล้ว "ควรได้ Adaptive Cruise Control เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเสียด้วยซ้ำ" เพราะเจ้า GLC 220 d เป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานเดินทางไกลค่อนข้างมาก กลับไม่มีระบบนี้มาให้ น่าเสียดายมากครับ

และอีกหนึ่งระบบ นั่นคือระบบช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้า ซึ่งปกติแล้วเจ้าระบบนี้จะทำงานกับ Adaptive Cruise control แต่ของ Mercedes-Benz คุณไม่จำเป็นต้องเปิดระบบล็อกความเร็วแปรผัน ตัวระบบก็ทำงานตลอดเวลาอยู่แล้ว ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดการชนท้ายโดยไม่ได้ตั้งใจได้ดีมากๆ

 

220 d

 

การขับขี่ Mercedes-Benz GLC 300 e AMG Dynamic 2022

ภาพรวมทั่วไปของตัวรถทั้งเรื่องมุมมองการขับขี่, เบาะนั่งต่างๆ ของตัวรถ GLC 300 e เหมือนกับรุ่น GLC 220 d ทุกประการ แต่จะมาต่างกันแบบรถคนละรุ่นอย่างชัดเจนก็ตรงเครื่องยนต์นี่แหละ

เครื่องยนต์ของ Mercedes-Benz GLC 300 e AMG Dynamic 2021 ใช้เครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่มีพละกำลังมหาศาลมากๆ มีแรงม้าถึง 320 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 700 นิวตันเมตร

หากคุณเป็นคนที่มองหารถยนต์ SUV ที่ใช้งานก็ได้, เที่ยวก็ได้, "ซิ่ง ก็ได้" ประหยัดน้ำมันด้วย แถมเป็นรถไฟฟ้าได้ในตัว เจ้ารุ่นนี้คือคำตอบ

 

การขับขี่ Benz GLC 300 e AMG Dynamic

 

หากจิตใจของคุณเป็นคนที่เร่าร้อนกับการไล่บดขยี้ทุกคันบนท้องถนน เห็นรถสปอร์ต 2 ประตูแล้วคันไม้คันมือ ผมขอยกฉายาเจ้า Mercedes-Benz GLC 300 e AMG Dynamic ว่า "หมก" เพราะด้วยรูปลักษณ์ของมันที่ดูเป็นรถครอบครัว ดูเป็นมิตรมาก แต่ถ้าในโหมดเกรี้ยวกราดอย่างโหมด Sport บอกเลยว่าหากรถคันนี้อยู่ในมือของคนที่มีประสบการณ์ขับรถระดับสูง เหล่ารถสปอร์ตขับโดยมือใหม่ระวัง "โดนแซง" เพราะรถคันนี้สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 5.4 วินาทีเท่านั้น และตัวระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ช่วยเสริมพลังให้กับตัวรถนี้ช่วยขับเคลื่อนตลอดเวลาในทุกอย่างความเร็ว

เอาว่าคุณสามารถเร่งแซงรถแช่ขวาในความเร็ว 120 กม./ชม. เร่งขึ้นระดับ 150 กม./ชม. ขึ้นไปได้แบบไม่ต้องลุ้นและไม่ต้องรอนานนัก

แต่อย่าทำเลยครับ ผิดกฎหมายขับรถเร็ว ที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่ Autobahn บ้านเกิดของแบรนด์นี้

 

เรื่องกำลังของเครื่องยนต์

 

และก็ไม่ต้องกังวลว่าขับเร็วขนาดนั้นจะเบรกอยู่ไหม เพราะระบบเบรกในรถคันนี้ใช้จานเบรกที่มีขนาดใหญ่กว่าคู่แฝดของมัน แถมได้ปั้มเบรก AMG มาเลย กดเพียงเบาๆ หัวก็ทิ่มได้ เพราะเบรก GLC 300 e นี่แรงตามรถจริงๆ

เรื่องกำลังของเครื่องยนต์ สอบผ่านฉลุย แถมเหมือนได้รถไฟฟ้าอีกคัน ที่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จ และขับด้วยโหมด Electric ได้ระยะทางสูงสุด 50 กม./ 1 การชาร์จ เอาว่าถ้า 1 วัน คุณใช้รถไม่ถึง 50 กิโลเมตร ก็ลืมไปเลยว่าต้องเข้าปั้มเติมน้ำมัน ขอเพียงแค่หมั่นชาร์จแบตเตอร์รี่ไว้ก็เพียงพอ

และอัตราเร่งในโหมดไฟฟ้านี่ ก็จัดว่าวาร์ปได้ ไม่ได้ขี้เหร่แต่อย่างใด

 

GLC 220

 

ช่วงล่างของตัวรถมีความแตกต่างจากตัว GLC 220 d อย่างชัดเจน อาการ "ย้วย โยน เหวอ" ที่พบเจอได้ในตัวดีเซล หายเป็นปลิดทิ้งทันทีในตัว GLC 300 e เนื่องด้วยระบบขับเคลื่อนที่เป็น 4 ล้อ มอบประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนที่เหนือกว่าเป็นทุนเดิมแล้ว ตัวแบตเตอร์รี่ที่ติดตั้งอยู่ท้ายรถ ก็มีส่วนช่วยทำให้รถมีอาการโยนที่น้อยมากๆ จนแทบจะเท่ารถเก๋งไปแล้ว

แม้จะดูว่าหน้าตาดูบ้านๆ ไม่น่าจะมีเรี่ยวแรง แต่ถ้าได้ลองสักนิดจะติดใจใน Mercedes-Benz GLC 300 e 4Matic AMG Dynamic

 

GLC 220 d AMG Dynamic

 

GLC 220 d กับ GLC 300 e ซื้อคันไหนดี?

หากต้องเลือกสักคันว่าต้องซื้อคันไหนดี ต้องถามก่อนว่าคุณเป็นคนที่คาดหวังอะไรจากรถยนต์ 1 คัน?

หากคุณเป็นคนที่ต้องการรถยนต์สักคันที่ไม่จุกจิก ระบบไม่ซับซ้อน ใช้งานได้ง่าย และต้องการใช้รถคันนึงยาวนานนับ 10 ปี คุณเหมาะกับ Mercedes-Benz GLC 220 d AMG Dynamic มากกว่า ด้วยความที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบล้วนๆ ความซับซ้อนของระบบที่น้อยกว่า แน่นอนว่าการใช้งานรถยนต์ย่อมมีความสึกหรอคู่กันอยู่แล้ว การเลือกรถที่มีความซับซ้อนน้อย ย่อมหมายถึงการดูแลรักษาระยะยาวที่ง่ายมากกว่า แต่ก็ต้องแลกกับออปชั่นที่ด้อยกว่าคู่แฝดของเค้าที่ค่อนข้างมากเลยทีเดียว แม้จะมีราคาจำหน่ายเท่ากันที่ 3,699,000 บาท

 

GLC 300 e 4 Matic

 

แต่ถ้าคุณ เป็นคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ชอบการขับขี่ที่เร้าใจ แถมแอบอยากได้รถยนต์ไฟฟ้าอยู่แล้วด้วย เจ้า Mercedes-Benz GLC 300 e 4 Matic AMG Dynamic ตอบโจทย์คุณได้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องความแรง เทคโนโลยี และความประหยัด เหมาะสำหรับคนที่กำลังอยากจะใช้รถยนต์ไฟฟ้าล้วน แต่ก็ต้องขับรถทางไกลด้วย ห่วงเรื่องที่ชาร์จ เจ้ารถคันนี้จัดว่าเป็นคู่ซ้อมที่ดีสำหรับคุณ เพราะมันสามารถชาร์จไฟได้ เติมน้ำมันได้ พร้อมไปกับคุณทุกที่ ในราคาที่ 3,699,000 บาท ท่านที่สนใจก็สามารถไปสัมผัสตัวจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz ทั่วประเทศ

 

SUV ยกสูง

 

อ่าน รีวิว Mercedes-Benz GLC 300 e 4Matic Coupe AMG Dynamic
อ่าน รีวิว Mercedes-Benz GLA 200 2021
อ่าน รีวิว Mercedes-Benz GLA 250 2020

ติดตามข่าวรถยนต์ ราคารถยนต์ รีวิวรถยนต์ และจักรยานยนต์ทุกยี่ห้อ กับเรา Autospinn
แชร์ความคิดเห็นบนเว็บบอร์ด Autospinn คลิกเลย webboard.autospinn.com  
เช็คโปรโมชั่นรถใหม่ เช็คราคารถใหม่ ได้ที่นี่ 
ราคารถมือสอง ซื้อรถมือสอง ขายรถมือสอง เชิญได้เลยที่ one2car


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ