5 สิ่งที่ต้องดูแล ถ้าไม่อยากให้เครื่องยนต์พังไว Share this

5 สิ่งที่ต้องดูแล ถ้าไม่อยากให้เครื่องยนต์พังไว

Champ Autospinn
โพสต์เมื่อ 22 ธันวาคม 2564

วิธียืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ นอกเหนือจากพฤติกรรมการขับขี่แล้ว การบำรุงรักษาตามระยะที่คู่มือประจำรถกำหนด ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ


ในบทความนี้เรามาดูกันครับ ว่า 5 สิ่งที่ต้องดูแล ถ้าไม่อยากให้เครื่องยนต์พังไว มีอะไรบ้าง

1. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะที่กำหนด

ขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน ชิ้นส่วนต่าง ๆ มากมาย ที่อยู่ภายในเครื่องยนต์จะเกิดการเคลื่อนที่ เสียดสี จนเกิดความร้อน และน้ำมันเครื่องนี้เองที่เปรียบเสมือนเป็นฮีโร่ ที่ช่วยเป็นเกาะป้องกันชิ้นส่วนต่าง ๆ ไม่ให้เกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้เราก็ต้องเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพ และต้องเปลี่ยนถ่ายตามระยะที่กำหนด ซึ่งปกติแล้ว ในคู่มือประจำรถจะระบุไว้ว่า ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก ๆ 1 หมื่นกิโลเมตร หรือ 6 เดือน (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) นอกจากนี้ เราควรหมั่นสังเกตระดับน้ำมันเครื่องให้อยู่ในปริมาณที่กำหนด ห้ามมาก หรือน้อยเกินไป ซึ่งดูได้จากก้านวัดน้ำมันเครื่อง เพราะมีผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์

ถ้าไม่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องเลย จะเกิดอะไรขึ้น ?

น้ำมันเครื่องที่ผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพในการปกป้องจะเริ่มลดน้อยถอยลง เนื่องจากความร้อนสะสมที่อยู่ภายใน ทำให้คุณสมบัติในการหล่อลื่น และการชะล้างสิ่งสกปรกทำได้ไม่ดีพอ ทำให้สิ่งสกปรก วนเวียนอยู่ในระบบ

2. เปลี่ยนไส้กรองทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง

กรองน้ำมันเครื่อง มีหน้าที่ในการดักจับฝุ่น เขม่า สิ่งสกปรก และเศษโลหะต่าง ๆ ที่เกิดจากการสึกหรอภายในเครื่องยนต์ กรองเพื่อให้ได้น้ำมันเครื่องที่สะอาด ป้องกันเศษต่าง ๆ เล็ดลอดเข้าไปเสียดสีกับชิ้นส่วนที่อยู่ภายใน โดยเศษต่าง ๆ เหล่านั้นจะไหลเวียนมากับน้ำมันเครื่อง เมื่อวนมาถึงตัวกรอง ก็จะถูกดักจับเอาไว้

ถ้าไม่เปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องเลย จะเกิดอะไรขึ้น ?

หากเราไม่เปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องเลย ก็จะทำให้เศษต่าง ๆ เข้าไปอุดตันจนเต็มพื้นที่ของตัวกรองน้ำมันเครื่อง และเมื่อกรองตัน ก็จะทำให้น้ำมันเครื่องไม่สามารถไหลผ่านตัวกรองกระดาษที่อยู่ภายในได้ และเมื่อไหลผ่านไม่ได้ น้ำมันเครื่องก็จะดันออกไปทางวาล์วบายพาส ที่มีลักษณะเป็นสปริง โดยที่ไม่ได้ผ่านการกรอง นั่นหมายความว่า เศษฝุ่น และเศษโลหะทั้งหมดก็จะกลับไหลเวียนเข้าไปในเครื่องยนต์อีกครั้ง ไปเสียดสีกับชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ภายใน ทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ในระยะยาว ดังนั้น ทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ก็เปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องไปด้วยเลยครับ ราคาไม่ได้แพงมาก

3. หมั่นตรวจเช็กระดับน้ำยาหล่อเย็น

ระบบระบายความร้อนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ด้วยความร้อนสะสมในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน บวกกับอุณหภูมิภายนอกที่ร้อน จึงมีโอกาสที่น้ำในระบบแห้ง ในการตรวจเช็กระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักนั้น ควรหมั่นเช็กบ่อย ๆ หรือเช็กทุกวันเลยยิ่งดี เพราะเราจะได้ทราบว่ารถเราผิดปกติหรือไม่ เช่นสมมติว่า วันนี้เราเติมน้ำจนได้ระดับที่พอดีแล้ว แต่พอวันรุ่งขึ้น ปรากฎว่าน้ำที่เติมไปลดหายอีกแล้ว หากเป็นกรณีนี้ สันนิษฐานได้เลยว่า ต้องเกิดความผิดปกติอะไรสักอย่างกับรถของเรา เช่น หม้อน้ำรั่ว ,ท่อยางแตก ,พัดลมหม้อน้ำไม่ทำงาน ,ประเก็นแตก ,ฝาโก่ง เป็นต้น

ถ้าหม้อน้ำแห้ง ใช้น้ำอะไรเติม ?

น้ำที่เติม ควรเป็นน้ำยาหล่อเย็นที่ใช้สำหรับเติมในหม้อน้ำ ซึ่งผมแนะนำให้ใช้น้ำยาแบบผสมสำเร็จ เพราะใช้งานได้ง่าย เติมได้ทันทีโดยไม่ต้องผสม แต่ไม่แนะนำให้ใช้น้ำประปา เพราะในระยะยาว อาจก่อให้เกิด ตะกรัน และสนิมในหม้อน้ำได้

4. ทำความสะอาดหัวฉีด ทุก ๆ 1 หมื่นกิโลเมตร

รถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาสักระยะ จะมีความรู้สึกว่ารถวิ่งสะดุด วิ่งไม่ออก เหยียบคันเร่งแล้วรถตื้อ ๆ ซึ่งอาการเหล่านี้ ก็เป็นได้หลายสาเหตุ เช่น กรองอากาศตัน หัวเทียนเสื่อมสภาพ คอยน์เสื่อมสภาพ หากไล่เปลี่ยนอะไหล่ดังกล่าวหมดแล้วแต่รถยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ล้างหัวฉีดครับ

หัวฉีดมีหน้าที่อะไร ?

ทันทีที่เราสตาร์ทเครื่องยนต์ ปั้มติ๊กจะดูดน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมัน โดยลำเลียงผ่านท่อทางเดินน้ำมัน และหัวฉีดคือด่านสุดท้าย ที่ทำหน้าที่ฉีดกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นฝอยละลอง เพื่อใช้ในการจุดระเบิด หากหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงอุดตัน อาจทำให้องศา และปริมาณในการฉีดผิดเพี้ยน ส่งผลให้เครื่องยนต์เดินไม่เรียบ สะดุด หากไม่รีบแก้ไข ในระยะยาวอาจส่งผลให้เครื่องยนต์พังได้ ซึ่งการล้างหัวฉีดทุก ๆ 1 หมื่นกิโลเมตร ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยยืดอายุให้หัวฉีดใช้งานได้ยาวนานขึ้นครับ ซึ่งวิธีล้าง หลัก ๆ ก็มีอยู่ 2 แบบ คือ

  • ใช้น้ำยาล้างหัวฉีดผสมไปกับน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นวิธีที่ง่าย และสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ค่าใช้จ่ายถูก
  • ถอดออกมาล้างด้วยเครื่อง วิธีนี้จะยุ่งยากกว่า และต้องทำโดยช่างผู้ชำนาญ ค่าใช้จ่ายในการล้างจะสูงกว่าแบบวิธีแรก

5. เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะที่กำหนด

ภายในเกียร์จะประกอบไปด้วยฟันเฟือง และชิ้นส่วนต่างๆมากมาย ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้ ต้องใช้น้ำมันในการหล่อลื่นเพื่อลดการเสียดสี และลดความร้อน โดยระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์โดยส่วนใหญ่แล้วจะเปลี่ยนทุก ๆ 4 หมื่นกิโลเมตร สามารถดูได้จากคู่มือประจำรถ

ถ้าไม่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะที่กำหนดจะเกิดอะไรขึ้น ?

น้ำมันเกียร์ที่ผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพในการปกป้องจะลดน้อยลง และยังทำให้สิ่งสกปรก วนเวียนอยู่ในระบบ ส่งผลให้เกียร์มีปัญหา ซึ่งค่าซ่อม บอกเลยว่าแพงมากครับ

นอกเหนือจากการตรวจเช็กรถยนต์อย่างสม่ำเสมอแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเลือกใช้อะไหล่ที่ตรงรุ่นและได้มาตรฐาน โดยเฉพาะน้ำมันเครื่อง และน้ำมันเกียร์ หากใช้ความหนืดผิดเบอร์ อาจส่งผลเสียต่อระบบภายในได้ และถ้าท่านกำลังมองหาสินค้าคุณภาพ ที่ได้มาตรฐาน สำหรับใส่แทนของเดิมที่เสื่อมสภาพ แบรนด์ ไอชิน (AISIN) คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ครับ เพราะ AISIN คือผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ ที่ได้รับการยอมรับ ติด 1 ใน 10 ของโลก อีกทั้งยังเป็นเบื้องหลังการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้กับค่ายรถชั้นนำ สินค้าไอชินที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ได้แก่ ชุดคลัทช์ ปั๊มน้ำ ลูกหมาก น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ และเคมีภัณฑ์ อาทิ น้ำยาหล่อเย็น น้ำยาทำความสะอาดหัวฉีด น้ำยาล้างชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ และระบบเบรก เช่น  ผ้าเบรก จานเบรก ปั๊มเบรก จากแบรนด์ (ADVICS) และอื่น ๆ สามารถหาซื้อได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายไอชินทั่วประเทศ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Facebook: Aisin Aftermarket Thailand
Line: @aisinaftermarketth
Website: www.aisinadvicsaftermarket.net


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ