รีวิว Honda CB1000R 2022 Black Edition เน็กเก็ตดำดุตัวแรง พลัง 1000cc Share this
รีวิวมอเตอร์ไซค์
โหมดการอ่าน

รีวิว Honda CB1000R 2022 Black Edition เน็กเก็ตดำดุตัวแรง พลัง 1000cc

Paknam536
โดย Paknam536
โพสต์เมื่อ 21 มกราคม 2565

Honda CB1000R Black Edition เน็กเก็ตไบค์รุ่นเรือธงในตระกูล Neo Sport Cafe ของฮอนด้า ในรุ่นปีนี้มีการอัดออปชั่นเข้าไปมากที่สุดเท่าที่เคยมี พร้อมปรับรูปลักษณ์ใหม่ให้มีความดุดันมากขึ้นด้วยสีดำทั้งคัน


Honda CB1000R 2022

Honda CB1000R เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2560 ภายในงาน Tokyo Motor Show 2017 ซึ่งออกแบบมาให้เป็นรถเน็กเก็ตตามคอนเซป Neo Sport Café ที่ผสมผสานกันระหว่างความทันสมัย กับดีไซน์แบบคาเฟ่ ตามเอกลักษณ์ของ Honda เอง โดยในภายหลังเจ้า Honda CB1000R มีน้องๆ ตามกันออกมาอีก 3 รุ่น ได้แก่ Honda CB150R, Honda CB300R และ Honda CB650R ที่เราได้เคยรีวิวกันไปทั้งหมดแล้ว

สำหรับ Honda CB1000R 2022 เปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรกภายในงาน Motor Expo 2021 เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยมีการปรับภาพลักษณ์ของตัวรถใหม่ทั้งหมดให้มีความคุมโทนสุดๆ ออกไปในแนวสีดำดุตามชื่อรุ่น Black Edition ของเขา และมีการเพิ่มเติมเทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ๆ เข้าไปแบบจัดเต็มที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตระกูล Neo Sport Cafe จากฮอนด้า

Honda CB1000R ใช้ขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 998 ซีซี บล็อกเดียวกันรถซุปเปอร์ไบค์รุ่นใหญ่ Honda CBR1000RR Fireblade รุ่นใหม่ล่าสุด แต่ได้มีการปรับในส่วนของกล่องควบคุมให้เหมาะสมกับการใช้งานกับรถเน็กเก็ต ซึ่งส่วนใหญ่เน้นการขับขี่ภายในเมืองซะมากกว่า

 

 

การออกแบบ

Honda CB1000R Black Edition มาในมาดแบบดำดุทั้งคัน ดีไซน์โดยรวมของตัวรถใช้โทนสีดำเป็นหลัก ตัดสลับกับสีเงินเพียงไม่กี่จุดเท่านั้น เพื่อเพิ่มมิติให้กับตัวรถไม่ให้ดูจมมากเกินไปนัก โดยรวมๆ ถือว่าเป็นอะไรที่เหมาะกับสายดำเป็นอย่างยิ่ง

ไฟหน้าของตัวรถ ใช้เป็นไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบ โดยมีการปรับดีไซน์ของเส้นไฟ DRL ใหม่เล็กน้อย เพื่อเพิ่มความแตกต่างจากรุ่นเดิม และมีการติดแฟริ่งเสริมใต้เรือนไมล์เอาไว้ด้วย ทำให้รถดูเต็มมากขึ้น ไม่ดูโล่งจนเกินไป ส่วนไฟเลี้ยวติดตั้งอยู่ด้านข้างเรือนไมล์ ทำหน้าที่เป็นไฟหรี่ไปในตัวอีกด้วย เวลาขี่มาตอนกลางคืนช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับตัวรถได้เป็นอย่างดี

 

 

โช๊คอัพหน้า เป็นโช๊คอัพแบบหัวกลับสีดำจาก Showa ส่วนระบบเบรคเป็นดิสเบรคคู่ขนาด 310 มม. พร้อมปั้มเบรค 4 พอต จาก Tokico ส่วนยางหน้า ใช้ขนาด 120/70 ZR17 โดยความพิเศษของ CB1000R Black Edition คือตัวแกนโช๊คอัพก็ทำสีดำมาให้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นเวอร์ชั่น Chrome Delete ของ CB1000R เดิมก็ว่าได้ เพราะขนาดคอท่อไอเสียของตัวรถยังทำสีดำมาให้เลย !

 

 

แฟริ่งด้านข้างหม้อน้ำ ทำสีดำแบบ Metallic ดูสวยงาม พรีเมี่ยม และลงตัวมากๆ

 

ทางด้านเรือนไมล์ ใช้เรือนไมล์แบบจอสี TFT เต็มระบบ ซึ่งรถบิ๊กไบค์ของฮอนด้ารุ่นนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด ณ ปัจจุบันนี้ จะใช้เป็นหน้าจอแบบนี้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น CBR1000RR-R, CBR600RR, CRF1100L และ X-ADV เป็นต้น โดยหน้าจอตัวนี้บอกข้อมูลการขับขี่ครบครัน และสามารถปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลได้ตามความต้องการของเจ้าของรถ

 

 

ทางด้านประกับแฮนด์ด้านขวา เป็นในส่วนของคันเร่งแบบไฟฟ้า ซึ่งทำงานได้คมมากๆ สอดรับกับโหมดการขับขี่ทุกโหมดที่ผู้ขับขี่เลือกใช้งาน ส่วนประกับแฮนด์จะมีเพียงปุ่มดับเครื่องและติดเครื่องยนต์

 

ทางด้านประกับแฮนด์ด้านซ้าย จะเป็นที่วางปุ่มควบคุมระบบการทำงานต่างๆ ในหน้าจอเรือนไมล์ทุกระบบ โดยเป็นประกับแฮนด์รุ่นใหม่คล้ายกับตระกูล CRF1100L ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า CB1000R รุ่นดั่งเดิมอย่างชัดเจน เพื่อรองรับการควบคุมหน้าจอเรือนไมล์ตัวใหม่ ที่มีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น

 

 

เบาะนั่งของ Honda CB1000R เป็นเบาะนั่งเดี่ยว ไม่มีเบาะคนซ้อน โดยเบาะคนซ้อนจะมี "ตูดมด" ครอบเอาไว้ เพื่อเพิ่มความสปอร์ตให้กับตัวรถ โดยตำแหน่งที่นั่งคนขับมีความสูงจากพื้นที่ 830 มม. เท่ากับรุ่นเดิม ส่วนพักเท้าวางอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับที่นั่ง ทำให้ท่านั่งการขับขี่ค่อนข้างสบาย

 

 

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ Honda CB1000R คันนี้ นั่นคือโปรอาร์มสุดเท่นั่นเอง โดยสวิงอาร์มด้านหลังของ Honda CB1000R รุ่นนี้เป็นชนิดโปรอาร์มแขนเดียว ซึ่งจะโชว์ลายล้อแม็กที่ฝั่งขวาได้อย่างสวยงาม โดยตัวล้อแม็กจะมีตัดลายเส้นด้วยสีเงินเข้าไป เพื่อเพิ่มมิติให้กับตัวรถ ผสานกับท่อไอเสียขนาดใหญ่แบบ 2 รูที่ดูค่อนข้างอลังการมากๆ

และตำแหน่งติดแผ่นป้ายทะเบียนที่อยู่บริเวณล้อหลังที่เท่มากๆ แบบไม่อยากถอดออกใส่ท้ายสั้นเลยทีเดียวเชียว แถมทำหน้าที่เป็นบังโคลนในตัวด้วย ส่วนไฟท้ายนั้นใช้ดีไซน์เดียวกับ Honda CB650R ทุกประการ

 

 

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ของ Honda CB1000R คันนี้ ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบที่ 998 ซีซี โดยใช้รหัสเครื่องยนต์ SC80E ซึ่งเป็นคนละตัวกับบนรถ Honda CBR1000RR ซึ่งตัวนั้นใช้รหัสเครื่องยนต์ SC77E แม้ว่าจะมีการออกแบบเครื่องยนต์, จำนวนลูกสูบที่เหมือนกัน แต่ทว่าอัตราส่วนกำลังอัดระหว่าง Honda CB1000R และ Honda CBR1000RR มีความแตกต่างกัน เนื่องด้วยรถเป็นคนละสไตล์นั่นเอง

 

 

 

ข้อมูลทางเทคนิค

ประเภท 4 สูบเรียง DOHC 4 จังหวะ 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ
ขนาดกระบอกสูบ (กว้าง x ช่วงชัก) 75 x 56.5 มม.
ปริมาตรกระบอกสูบ 998 ซีซี
อัตราส่วนกำลังอัด 11.6 : 1
พละกำลังสูงสุด 143.5 แรงม้า ที่ 10,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 104 นิวตันเมตร ที่ 8,250 รอบ/นาที
เกียร์ 6 สปีด
ระบบขับเคลื่อน โซ่

 

ตัวรถ

เฟรม แบคโบน
โช๊คหน้า โช๊คอัพหัวกลับ Showa รุ่น SFF-BP ระยะยุบ 120 มม.
โช๊คหลัง โช๊คอัพสปริงเดี่ยว Showa ระยะยุบ 131 มม.
เบรคหน้า ดิสเบรคคู่ ขนาด 310 มม. พร้อมปั้มเบรค 4 พอต
เบรคหลัง ดิสเบรคเดี่ยว ขนาด 256 มม. พร้อมปั้มเบรค 2 พอต
ยางหน้า 120/70 ZR17
ยางหลัง 190/55 ZR17

 

มิติรถ

ขนาด ยาว x กว้าง x สูง (มม.) 2,120 x 789 x 1,090
ความสูงเบาะ 830 มม.
ระยะฐานล้อ 1,455 มม.
ความสูงจากพื้นถึงท้องรถ 131 มม.
น้ำหนักตัวพร้อมใช้งาน 214 กก.
น้ำมันเชื้อเพลิง 16.2 ลิตร

 

การขับขี่

ในส่วนของการขับขี่ Honda CB1000R Black Edition ทางเราเน้นการทดสอบในเมืองเป็นหลัก ตามเจตนารมณ์การพัฒนารถคันนี้ที่เน้นความคล่องตัว

ในส่วนของเครื่องยนต์อันทรงพลัง ขนาด 1,000 ซีซี 4 สูบเรียง ที่สร้างพละกำลังสูงสุดได้ถึง 143 แรงม้าเลยทีเดียว โดยเราได้ทำการทดสอบการขับขี่ในทุกโหมด โดยเน้นหนักที่โหมด Sport เพื่อเอาประสิทธิภาพสูงสุดของตัวรถมาใช้งาน

ด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์ที่สูงมาก ทำให้การเร่งแซงรถคันต่างๆ ที่ขับขี่อยู่บนถนนไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด เราสามารถเร่งแซงรถเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายมากๆ เพียงบิดคันเร่งเพียงเล็กน้อย ก็สามารถพาเราขึ้นไปสู่ความเร็วมากกว่า 120 กม./ชม. ได้อย่างสบายๆ ส่วนความเร็วที่แนะนำให้ใช้สำหรับออกทริป โดยส่วนตัวผมคิดว่าความเร็วช่วง 100 - 120 กม./ชม. กำลังดี เนื่องจากได้ความเร็วที่ไม่สูงมากจนเกินไป และสามารถประเมิณสถานการณ์ต่างๆ ได้ง่าย

 

 

 

ในส่วนของช่วงล่างเดิมๆ ติดรถคันนี้ ค่อนข้างตอบโจทย์ให้กับผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบช่วงล่างแบบสปอร์ต เนื่องด้วยช่วงล่างของเขาถูกเซ็ตมาให้เน้นการยึดเกาะกับถนนเป็นหลัก ทำให้การเข้าโค้งต่างๆ สามารถทำได้ค่อนข้างง่าย รถสามารถพลิกไปมาได้อย่างไม่ยากมากนัก ประกอบกับน้ำหนักตัวที่ไม่สูงมาก เพียง 214 กิโลกรัม แถมวางศูนย์ถ่วงต่ำมาก ทำให้รถรุ่นนี้ควบคุมได้ค่อนข้างง่าย

อีกหนึ่งทีเด็ดที่ผมมองว่าเจ๋งของรถรุ่นนี้คือแฮนด์บาร์ของเขาที่ไม่กว้างมากนัก ทำให้การขับขี่ลัดเลาะไปตามเส้นทางที่รถติดขัดไม่ต้องคอยกังวลว่าอาจจะไปเฉี่ยวชนพี่ๆ รถยนต์ด้วย

 

 

ทางด้านอัตราเร่งของ Honda CB1000R มีอัตราเร่งที่ดีมาก ด้วยแรงบิดที่สูงมากถึง 104 นิวตันเมตร ทำให้การออกตัวจาก 0 - 100 ใช้เพียงแค่เกียร์ 1 เท่านั้นเอง และการทำความเร็วถึง 200 กม./ชม. นั้น แค่เกียร์ 3 ก็ทำความเร็วได้ทะลุไปแล้ว

 

 

สรุป

Honda CB1000R Black Edition เป็นรถมอเตอร์ไซค์แนว Neo Sport Cafe ที่นอกจากมีดีไซน์ที่สวยงาม ไม่เหมือนใครแล้ว ยังมาพร้อมกับความเร็ว ความแรง และความหล่ออีกด้วย โดยเฉพาะคนที่ชอบอะไร "ดำๆ" ถูกใจคันนี้แน่นอน

อีกทั้งโหมดขับขี่ต่างๆ ที่ใช้งานได้จริง และมีความจำเป็น ทำให้รถคันนี้เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์ขับขี่รถบิ๊กไบค์ไม่สูงมากนัก ก็สามารถควบคุมรถคันนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยสัมผัสกับรถบิ๊กไบค์มาก่อน แนะนำว่าลองหาโอกาสเรียนกับศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยของทาง Honda ก่อนเป็นการดี นอกจากเพื่อความสามารถในการรีดประสิทธิภาพรถสูงสุดของเราแล้ว ยังช่วยสร้างความปลอดภัยในการใช้รถได้ดีขึ้นด้วยครับ

 

สำหรับผู้ที่สนใจ Honda CB1000R Black Edition คันนี้ สามารถจับจองได้แล้วที่โชว์รูม Honda Bigwing ทั่วประเทศ ในราคาวางจำหน่ายที่ 599,000 บาท

 

 

สั่งซื้อ Honda CB1000R ได้ที่นี่

 

อ่าน ตารางผ่อน ดาวน์ Honda CB1000R Black Edition 2022 เริ่มต้น 8,xxx
อ่าน รีวิว Honda CB650R เครื่องยนต์ใหม่แรงกว่าเดิม แถมโช๊คหัวกลับ ในสไตล์ Neo Sport Cafe
อ่าน Honda X-ADV 750 2021 รถ Big Scooter สายลุย

ติดตามข่าวรถยนต์ ราคารถยนต์ รีวิวรถยนต์ และจักรยานยนต์ทุกยี่ห้อ กับเรา Autospinn
แชร์ความคิดเห็นบนเว็บบอร์ด Autospinn คลิกเลย webboard.autospinn.com  
เช็คโปรโมชั่นรถใหม่ เช็คราคารถใหม่ ได้ที่นี่ 
ราคารถมือสอง ซื้อรถมือสอง ขายรถมือสอง เชิญได้เลยที่ one2car

 


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ