ford ranger wildtrak สุดในรุ่นกระบะพรีเมี่ยม Share this
รีวิวรถยนต์
โหมดการอ่าน

ford ranger wildtrak สุดในรุ่นกระบะพรีเมี่ยม

วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 13 พฤษภาคม 2565

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัว ford ranger ที่มาพร้อมออฟชั่นจัดเต็ม เทคโนโลยีเหนือกว่าคู่แข่ง พร้อมสมรรถนะที่เต็มไปด้วยความทันสมัย 


ford ranger wildtrak 2022

ต้องยอมรับว่านาทีนี้กระบะราคาระดับล้าน พรีเมี่ยม ต้องยกให้ฟอร์ด เพราะอะไรตั้งแต่รุ่นที่แล้วทั้งเรื่องการขับขี่ และออฟชั่นต่างๆเหนือกว่ารถในกลุ่มเดียวกันก็ว่าได้ แต่อาจจะสะดุดขาตัวเองไปบ้างในเรื่องความคงทนและศูนย์บริการ แต่ตอนนี้ก็ได้รับการปรับให้ดีขึ้นแล้วถือว่ามาถูกทาง  

ในวันนี้กับ รุ่นใหม่ ซึ่งเรียกได้ว่าปรับใหม่ทั้งหมด ภายนอก ภายใน เครื่องยนต์ ช่วงล่าง เป็นความหวังหมู่บ้านเพราะขายไปทั่วโลกดังนั้นรุ่นใหม่นี้ ต้องดีกว่าเก่าแน่นอน เปิดตัวให้เห็นคันจริงเมื่อต้นปี ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ยอดจองหลักพัน ถือว่าออกตัวได้ดี ทั้งที่ยังไม่ได้ทดสอบกันเลย 

และในที่สุด  ฟอร์ด ประเทศไทย ก็ได้จัดทดสอบ เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นครั้งแรก บนเส้นทางภูเก็ต - พังงา - กระบี่ในกิจกรรม ‘Unlimit Your Experience’ กับฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่

 

การทดสอบ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่

สิ่งที่เพิ่มเติมทาง ฟอร์ด อธิบายว่า  ความสบายภายในห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลเหมือนรถเก๋ง และเสถียรภาพในการขี่ที่เพิ่มขึ้น ด้วยฐานล้อที่กว้างและยาวขึ้นของฟอร์ด 50cm เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รวมถึงการทดสอบเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อย่างระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ Stop & Go และระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Adaptive Cruise Control with Stop-and-Go and Lane Centering) ฟีเจอร์ใหม่ในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่ช่วยให้การเดินทางปลอดภัยยิ่งขึ้น  

จุดยึดช็อคอัพหลังใหม่

ระยะฐานล้อ ยาวขึ้น 50 มิลลิเมตร
ความกว้าง เพิ่มขึ้น 50 มิลลิเมตร
ขยับฐานล้อหน้า ขึ้นมาด้านหน้า อีก 50 มิลลิเมตร
เพื่อการลุย Off-Road เพราะมีระยะ Overhang ที่สั้น
ย้ายช็อคอัพหลัง ไว้ด้านนอกเพลา
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้เลือก 2 รูปแบบ
Part-Time 4WD : Electronics แบบ Shift-On-Fly
Full-Time 4WD ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลา

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่

ในรุ่นไวลด์แทรค มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มีตัวเลือกทั้งแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และขับเคลื่อนสองล้อเป็นครั้งแรก มอบพละกำลัง 210 PS ที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที

ในรุ่นสปอร์ด เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลัง 170 PS ที่ 3,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด 405 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที

และยังเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ด เรนเจอร์ มีตัวเลือกรุ่นไวลด์แทรค 4x2 ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร 170 PS และเครื่องยนต์ เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร 210 PS ให้เลือก

 

การทดสอบในครั้งนี้

ก่อนออกเดินทาง นั่งฟังคำบรรยายว่ามีอะไรใหม่ ก็ต้องบอกว่าใหม่หมดก็ว่าได้เครื่องยนต์เรียกว่าพื้นฐานเดิมละกัน เพราะจริงๆแล้วแทบจะใส่ของใหม่หมดเลยอุปกรณ์บางส่วนก็ย้ายตำแหน่งเพื่อลดเสียงรบกวนที่เข้าห้องโดยสาร อะไรที่เป็นปัญหาในรุ่นเก่าก็จับเปลี่ยนใหม่หมด 

ทีเด็ด คือกระบะหลังเอาใจคนใช้งานอย่างแท้จริงหรือโต๊ะทำงานขนาดย่อมๆ ฝาท้ายทำช่องใส่ปากกาตัวC เพื่อจับงานไม้ได้ และมีช่องเสียบไฟสำหรับเครื่องตัดไม้ได้ด้วย ตอบโจทย์ การทำงานได้หลากหลาย  

เริ่มเดินทางออกจากโรงแรมที่ภูเก็ต รถทดสอบมีทั้งหมด 15 คัน  wildtrak 4x4 มี 10 คัน 2x2 มี 5 คัน ทีมงานโชคดีได้ขับ wildtrak 4x2 เทอร์โบคู่ ซึ่งมีคันเดียวในงานนี้ ซึ่งราคาต่างจากรุ่น 4x4 ถึง 140,000 บาทและสิ่งเพิ่มขึ้นสำหรับรุ่น 4x4 คือ 

  • ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
  • ไฟหน้า Adaptive  แบบ Matrix LED พร้อมระบบปรับลำแสงไฟอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไฟแยงตา
  • ระบบเลือกโหมดการขับ ขี่ TerrainManagement
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขาHDC

ไม้แรกทีมงานเป็นคนนั่ง อุปกรณ์ต่างๆการตกแต่ง เพียบหน้าจอกลางขนาดใหญ่และทำความเข้าใจอยู่พักใหญ่ กว่าจะคุ้นเอาจริงๆเวลาแค่ครึ่งวันคงทำอะไรไม่ได้มากกับรถใหม่ที่เราไม่เคยจับ แต่การเชื่อมต่อหน้าจอต่างก็ถือว่าทำได้ง่ายแผนที่ หรือการฟังเพลงเชื่อมได้ง่าย การกดใช้งานต่างๆก็ถือว่าตอบสนองได้รวดเร็ว 

สำหรับผู้นั่งก็ต้องบอกว่ารู้สึกได้เลยถึงความต่างจากรุ่นเดิม  คืออาการรถกระบะมีแหนบกระเด้งท้ายมันหายไปเลยอันนี้ทำได้จริง วิศวกร บอกว่าย้ายโช้คมาด้านข้างคัสซี มันจะทำให้นุ่มลง ซึ่งหน้าแปลกว่าไม่ได้ปรับอะไรมากมายแค่เปลี่ยนตำแหน่งโช็คอัพ(Mono-Tube)และปรับค่าแหนบใหม่ มันจะทำให้รู้สึกได้ขนาดนี้ 

เปลี่ยนเป็นผู้ขับขี่ ปุ่มควบคุมการทำงานของระบบ ต่างๆนั้นวางในตำแหน่งที่ใช้งานง่าย ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติพร้อมระบบStop&Go (Adaptive Cruise Control With Stop&Go Function ) ถือว่าทำงานได้ดี ทำถึงจุดหยุดนิ่ง แต่เมื่อรถหยุดแล้วออกตัวใหม่ก็ต้องกดปุ่มเพื่อช่วยให้ทำงานอีกครั้ง ในส่วนของ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน(Lane Departure Warning) ทำงานได้อยู่ดีเช่นกันพวงมาลัยดึงกลับแบบเป็นธรรมชาติไม่แรงเกินไป แต่ถ้าเราไม่ช่วยกับพวงมาลัยระบบจะเตือนก่อน ถ้ายังไม่จับระบบจะตัดทุกอย่างออกแล้วจะรถความเร็วลงอัตโนมัติ 

มาถึงเครื่องยนต์ ที่ถูกปรับปรุงใหม่ 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ เกียร์ 10 สปีด 210 แรงม้า ซึ่งน้อยกว่ารุ่นเดิม 3 ตัว แต่บอกได้คำเดียวว่า แรงกว่าเดิมแน่นอน กดคันเร่งรถทะยานอย่างต่อเนื่องไม่มีอาการเสียงครางจากเครื่องคือได้ยินน้อยมาก ประกอบกับเกียร์ที่ได้รับการปรับใหม่ การต่อเกียร์ต่างๆทำได้ดีมาก เรียกว่าให้ความรู้สึกเหมือนเกียร์ CVT ก็ว่าได้ จังหวะการเร่งแซงก็ถือทำได้ดีแป๊บเดียวความเร็วพุ่งไป 160 km แบบไม่รู้ตัว อีกอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าไม่เร็วคือการเก็บเสียงซึ่งเสียงลมที่เข้าห้องโดยสารนั้นจะเข้าจริงๆประมาณ 120km ขึ้น เป็นการปรับปรุงในเรื่อง การปิดช่องภายในห้องโดยสารให้ดีขึ้นพร้อมทั้งการออกแบบให้ลมผ่านไปได้ดีไม่วน ให้เกิดเสียงพร้อมทั้งย้ายตำแหน่งอุปกรณ์ของเครื่องยนต์ที่จะทำให้เกิดเสียงเข้าห้องโดยสารออกไปจากตำแหน่งเดิม เพื่อลดเสียงรบกวนอีกด้วย 

การปรับฐานล้อใหม่ ทำให้การทรงตัวดีขึ้นชัดเจน การเข้าโค้งทำได้คมมากขึ้น พวงมาลัยน้ำหนักดีปรับเปลี่ยนตามความเร็วน้ำหนักกำลังพอดี ช่วงล่างที่นุ่มขึ้นข้อดีในการวิ่งถนนดำคือรอยต่อถนนหรือหลุมต่างๆมันจะทำให้อาการดีดของรถน้อยซึ่งการควบคุมรถก็จะดียิ่งขึ้นนอกจากความสบาย 

ในสภาพเส้นทางทดสอบนั้นมีการขึ้นลงเขาในบางช่วง ซึ่งกำลังของเครื่องยนต์นั้นเพียงพออยู่แล้วแต่ในเรื่องของเกียร์นั้นขัดใจเพราะ การที่เราจะเปลี่ยนเกียร์เองนั้นต้องกดที่หัวเกียร์เท่านั้นซึ่ง ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ใส่ Paddle Shift ที่พวงมาลัย ซึ่งใช้งานได้ง่ายกว่า 

 ในส่วนเรื่องอัตราการประหยัดน้ำมัน ในรุ่น wildtrak 4x2 เทอร์โบคู่ ขาไปวิ่งแบบกดตลอดทางทำได้ 11 Km/L ขากลับขับแบบเรื่อยๆทำได้ 14-15 Km/L ตัวเลขที่ออกมานั้นถือว่าทำได้ดีทีเดียว แต่ในรุ่นเทอร์โบเดียวยังไม่ได้ทดสอบ

เมื่อเดินทางมาถึง ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ วิลล์’ (Ford Ranger Ville) สนามออฟโรดที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อทดสอบสมรรถนะและการเลือกใช้โหมดการขับขี่ที่ติดตั้งมาในรถฟอร์ด เรนเจอร์ (เปลี่ยนใช้รถในรุ่น 4x4 )

ในสถานีที่ 1 การพิชิตเนินชัน ‘Hill Maneuvering’ โดยใช้โหมดการขับขี่ปกติ (Normal mode) คู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) รวมถึงทดสอบความโดดเด่นของสมรรถนะช่วงล่าง  และการไต่ลงเนินชันด้วยระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control) ที่ช่วยปรับความดันเบรกอย่างต่อเนื่อง ลดการลื่นไหลและรักษาความเร็วให้คงที่เมื่อขับลงทางลาดชัน ผู้ขับขี่จึงให้ความสนใจกับการควบคุมพวงมาลัยได้อย่างเต็มที่และมีความมั่นใจมากขึ้น ด้วยมุมจากด้านหลัง 23 องศา (เพิ่มจาก 21 องศาในรุ่นก่อนหน้า) ด้วยฐานล้อที่กว้างและยาวขึ้นของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่ ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่องด้วยการขับผ่านแอ่งน้ำ ‘Water Wading’ แบบสบายๆ ในสถานีที่ 2 ด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร โดยในสถานีที่ 1 และ 2 นี้ สื่อมวลชนได้ใช้กล้องมองรอบคัน 360 องศา เพื่อช่วยมองอุปสรรคที่อยู่นอกตัวรถระหว่างการขับขี่ได้อย่างชัดเจน 

สถานีที่ 3 สื่อมวลชนได้ใช้โหมดการขับขี่บนถนนลื่น (Slippery Track) โดยระบบจะช่วยกระจายแรงบิดของเครื่องยนต์ไปยังทั้ง 4 ล้อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่บนถนนลื่นหรือพื้นถนนที่ไม่สม่ำเสมอ และยังได้สัมผัสถึงมุมมองในการขับขี่ในพื้นที่แคบที่ดีขึ้นด้วยการออกแบบดีไซน์ฝากระโปรงหน้าใหม่ที่ช่วยให้กะระยะในการผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการใช้กล้องมองรอบคัน 360 องศา เป็นตัวช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นด้านนอกรถให้ควบคุมทิศทางของพวงมาลัยและบังคับทิศทางของรถให้ผ่านอุปสรรคบนเส้นทางได้ สถานีที่ 4 ทางโคลน (Mud Track) เป็นการขับขี่ด้วยโหมดโคลน (Mud Mode) โดยใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) พร้อมโชว์การทำงานของระบบล็อกเฟืองท้าย (Locking rear differential) ที่ช่วยถ่ายเทกำลังของเครื่องยนต์ไปยังล้อทั้ง 4 ทำให้ผ่านเส้นทางโคลนหรือถนนลื่นๆ ไปได้อย่างง่ายดาย 

เข้าสู่สถานีที่ 5 พื้นกรวด ‘Loose Surface’ ด้วยการปรับโหมดการขับขี่กลับสู่โหมดการขับขี่บนถนนลื่น (Slippery mode) เพื่อทดสอบการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่เป็นทางหินกรวด เพื่อกำลังของเครื่องยนต์ และการตอบสนองของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์ขณะใช้รอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นขณะขับขี่ที่ความเร็วสูง 

ในสถานีที่ 6 ขับขี่ลุยทางหิน ‘Rocky Terrain’ สื่อมวลชนใช้โหมดการขับขี่ปกติ (Normal mode) พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4L) และระบบล็อกเฟืองท้าย (Locking rear differential) เพื่อทดสอบแรงบิดของเครื่องยนต์ในรอบต่ำ และอัตราทดเกียร์ รวมถึงความสูงใต้ท้องรถและระบบช่วงล่างที่นุ่มนวล ต่อด้วยการขับขี่บนสภาพเส้นทางที่เป็นพื้นทราย ‘Sand Track’ ในสถานีที่ 7 ด้วยการใช้โหมดทราย (Sand mode) สื่อมวลชนได้สัมผัสถึงระบบความคุมเสถียรภาพการทรงตัว และการกระจายแรงบิดของเครื่องยนต์ที่ทำให้รถผ่านอุปสรรคไปสู่สถานีที่ 8 ลุยทางออฟโรด (Off-Road Maneuvering) โดยใช้โหมดปกติ (Normal mode) พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4H) ทดสอบการควบคุมพวงมาลัย การทรงตัวของรถ และความทรงพลังของเครื่องยนต์ แรงบิดและอัตราทดเกียร์อันชาญฉลาด โชว์ให้เห็นถึงสมรรถนะในการขับขี่ออฟโรดโดยรวมที่ดีขึ้นด้วยมุมเงยที่ 30 องศา (เพิ่มจาก 28.5 องศาในรุ่นก่อนหน้า) 

สำหรับสถานีทดสอบทั้งหมด ระบบของรถนั้นสามารถช่วยให้การขับขี่นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้น เรียกว่าระบบรถช่วยจนแทบจะไม่ต้องมีประสบการณ์ขับขี่แบบออฟโรดมากก็ได้ 

สรุปสำหรับ ford ranger wildtrak 2022

ต้องบอกว่า ถ้าเทียบกระบะหรูราคาเกินล้าน ก็คงต้องยกให้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ รถในกลุ่มเดียวกันในตลาดหาตัวเทียบยาก ทั้งด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะ แต่ที่พอท้าชนได้ก็มีเพียง Toyota revo gr sport ในเรื่องกำลังระบบช่วยเหลือในการขับขี่ แต่ในเรื่องความทันสมัยกับสมรรถนะนั้นอาจจะยังแตกต่างกัน

การกลับมาในครั้งนี้ของ ฟอร์ด ถือว่าทำการบ้านมาอย่างดี ตัวเลือกเยอะขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้งานได้เลือกมากขึ้น จุดแตกต่างหลักในแต่ละรุ่นคือ ออฟชั่น เครื่องยนต์ ช่วงล่างนั้นได้เหมือนๆกัน ในส่วนของช่วงล่างที่ออกแบบมาให้นุ่มนวลจนลืมภาพจำของรถกระบะที่กระเด้งหายไป ถือเป็นจุดเปลี่ยนก็ว่าได้เพราะจริงๆแล้วรถกระบะระดับบนนั้นส่วนใหญ่ก็เอาไปทำช่วงล่างกันหมดเพราะต้องการความนุ่มนวล ดังนั้นฟอร์ดก็น่าจะตอบโจทย์การใช้ของผู้ที่ต้องการกระบะพรีเมียมได้เป็นอย่างดี

ในเรื่องจุดเด่นคงไม่ต้องพูดกันเยอะเพราะมีเต็มไปหมด บางจุดเล็กน้อยที่ควรจะมีมาให้ เช่น Paddle Shift ก็ควรจะมี แต่ที่สุดแล้วก็ต้องไปทดลองขับขี่กันดู และถ้ารถมีความแข็งแกร่งไม่เสียง่ายอีกบอกเลยว่าขายดิบขายดีแน่นอน

ราคา Ford Ranger WILDTRAK

Ranger Double Cab Wildtrak 2.0L Turbo 4×2 6MT : 999,000 บาท
Ranger Double Cab Wildtrak 2.0L Turbo 4×2 6AT : 1,049,000 บาท
Ranger Double Cab Wildtrak 2.0L Bi-Turbo 4×2 10AT : 1,159,000 บาท
Ranger Double Cab Wildtrak 2.0L Bi-Turbo 4×4 10AT : 1,299,000 บาท
พร้อมโปรแกรมการรับประกันคุณภาพจากผู้ผลิต Warranty 5 ปี หรือ 150,000 กม. และประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure นาน 1 ปี

Autospinn เว็บไซต์รายงานข่าวรถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ เช็ควันเปิดตัวรถใหม่ ราคารถ ตารางผ่อน และรีวิวรถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยทีมงานมืออาชีพ

ซื้อ-ขาย รถมือสอง ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยชัวร์ ต้องที่ ตลาดรถ One2car

 

 

 

 


คำนวณค่างวดรถเบื้องต้น
Use the calculator to calculate the installment of your dream car
ระยะเวลาผ่อนชำระ (เดือน)
* ราคาค่างวดรวม VAT แล้ว สำหรับพิจารณาข้อมูลเบื้องต้น ไม่สามารถนำไปอ้างอิงในการซื้อขายได้
อัตราการผ่อนชำระ (เดือน)
บาท
จำนวนงวด (เดือน)
สนใจขอสินเชื่อรุ่นนี้
* ราคาค่างวดรวม VAT แล้ว สำหรับพิจารณาข้อมูลเบื้องต้น ไม่สามารถนำไปอ้างอิงในการซื้อขายได้

ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ