10 สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ยื่นข้อเสนอ 8 มาตรการฉุกเฉินต่อนายกรัฐมนตรี เร่งรักษาฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานไทย เกรงหมดมาตราการ EV 3.5 ค่ายรถยนต์นำเข้ารถมาขายทั้งคัน ไทยเสียประโยชน์ขาดความยั่งยืน
10 สมาคมฯ ประสานเสียง! ยื่น 8 ข้อเสนอรัฐบาล "ยาแรง" ผ่าทางตันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 – สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับอีก 9 สมาคมสัญชาติไทย ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งมีสมาชิกรวมกันมากกว่า 1,500 ราย ร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วม ครั้งประวัติศาสตร์เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล มุ่งรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของชาติ
ทาง 10 สมาคมขอให้รัฐบาลเร่งรัดออกมาตรการที่ปกป้องผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจ โดยต้องการให้รัฐบาลตัดสินใจเลือกระหว่างการเป็นเพียงตลาดบริโภค EV ราคาถูก หรือการคงสถานะฐานการผลิตยานยนต์ที่มั่นคงของโลก และขอเข้าพบท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงรายละเอียดและหารือทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่สุด

มาตรการฉุกเฉินครอบคลุม 8 ด้าน ดังต่อไปนี้
- ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต: สร้างส่วนต่างภาษีที่ชัดเจนระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในไทย พร้อมใช้ระบบ “ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า” กำหนดส่วนต่างภาษีสรรพสามิตระหว่างรถผลิตในประเทศและรถนำเข้า (CBU) ให้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อจูงใจการลงทุน (เดิมภาษีสรรพสามิตของรถนำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศมีอัตราที่ต่างกันเพียง 8% ซึ่งไม่จูงใจให้ผลิตรถยนต์ในประเทศ แทนการนำเข้า) และขอให้ภาครัฐพิจารณาระบบโควตา โดยนับยอดผลิตในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่นสถานีชาร์จสาธารณะ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแลกโควตานำเข้า ด้วยภาษีอัตราต่ำลง เป็นต้น
- การปรับปรุงระเบียบเขตปลอดอากรและยกระดับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content): ปัจจุบันเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศที่ 40% นั้นเพียงพอ แต่ควรปรับปรุงเกณฑ์การนับ Local Content ให้สะท้อนความเป็นจริง ตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น และบังคับสัดส่วนวัตถุดิบจากประเทศไทย (Thai Material Content) ให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและการผลิตในประเทศที่แท้จริง
- การส่งเสริมการใช้ "ชิ้นส่วนร่วม" (Common Parts) : กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนร่วม (ชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันระหว่างรถ EV กับรถยนต์สันดาป) ที่ผู้ประกอบการในไทยมีศักยภาพในการผลิต โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่นแชสซีส์ ตัวถัง ที่ผลิตในไทยเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
- ปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย: ปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอแล้ว เว้นแต่เป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และ ขอให้ BOI ตรวจสอบหลังได้รับส่งเสริมการลงทุนอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านแรงงานและเครื่องจักร หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ขอให้ถอนบัตรส่งเสริมทันที
- แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ: เจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดการโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้มีความเท่าเทียม และควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า
- การยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin): ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการ “สวมสิทธิ์สินค้า” และรักษาชื่อเสียงการส่งออกไทย
- การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer): กำหนด KPI ที่วัดผลได้จริง และบังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อ (Open Interface) ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีส่วนร่วม
- การส่งเสริมการทดสอบในประเทศ และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ADAS: บังคับให้มีการทดสอบและปรับจูนเทคโนโลยีให้เข้ากับสภาพบริบทการใช้ยานยนต์ไทย และให้ความสำคัญกับห้องปฏิบัติการทดสอบในไทย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูง

สุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าว ไม่ได้มีเจตนาจะปิดกั้นรถรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น หรือทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์ แต่ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการที่ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นธรรมมากขึ้น ระหว่างบริษัทที่ ลงทุนจริง ผลิตจริง ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทาน ในไทย กับบริษัทที่เน้นการนำเข้ารถสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่าย โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่การกีดกันการค้าเสรี แต่เป็นการรักษาสมดุลและปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน
- “เรามองว่า ถ้าหมดมาตรการอีวี 3.5 และส่วนต่างภาษีสรรพสามิตยังคงเดิม ต่อไปค่ายรถยนต์จีนจะกลับไปนำเข้ารถยนต์มาขายมากกว่าผลิตในไทย จึงต้องการเสนอภาครัฐในการปรับเปลี่ยน เป็นการสร้างอินฟราสตรัคเจอร์เพิ่มขึ้น ตั้งศูนย์ R&D เป็นต้น ทั้งยังเห็นว่า มาตรการ 30@30 แต่ยังขาดนโยบายระหว่างปี 2027-2030 จึงเชื่อว่ารัฐบาลจะต้องมีนโยบายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ได้วางไว้ ซึ่งทางสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยได้หารือกับรัฐบาลเรื่องนี้ผ่านบอร์ดอีวี น่าจะมีนโยบายต่อจากนี้ แต่ไม่ใช่ชดเชยเป็นตัวเงิน โดยอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมต่อไป”

สมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ผู้ประกอบการ Tier 3 เป็นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนขนาดเล็ก ขณะนี้ คำสั่งซื้อหายไปแล้วกว่า 30% โดยหากผู้ประกอบการในธุรกิจขนาดนี้จะปรับตัวได้จะต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ หรือต้องเป็นผู้รับจ้างผลิตต่อจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ Tier 1 – Tier 2 ที่สามารถปรับตัวได้ไวกว่าและหาตลาดอื่น
ด้านการปรับตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยยอมรับว่าบางผู้ประกอบการที่ผลิตชิ้นส่วนเฉพาะทางสำหรับรถยนต์สันดาปภายในอาจจะต้องปรับตัวไปผลิตอย่างอื่น แต่ก็ยังมีอีกหลายรายที่สามารถปรับไปเป็นการผลิตชิ้นส่วนร่วม (Common Parts) อาทิ ตัวถัง, แขสซีส์, พ่นสี เป็นต้น ซึ่งจะต้องได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐโดยเริ่มต้นจากการกำหนดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
- “เราต้องรักษาฐานการผลิตยานยนต์ไทย สิ่งที่เราสามารถปรับตัวได้ คือ การ Transform เทคโนโลยี ที่กังวลเพราะเกรงว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะไม่ได้อะไร หากเงื่อนไขการลงทุนไม่ได้เอื้อประโยชน์และไม่มีการสนับสนุนจาก เราไม่ได้ต่อต้านค่ายรถยนต์จีน แต่ทำเพื่อประโยชน์ประเทศ ปัจจุบันสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย มีสมาชิก 600 บริษัทจากบริษัทในไทยกว่า 2,400 บริษัท ขณะนี้มีบริษัทแม่จากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนห่างหายไปบ้าง ต่อไปหากรัฐเข้ามาจัดการต้นทุนผลิตไทย-จีน ให้มีส่วนต่างห่างกันมากหน่อย จีนก็จะตัดสินใจหันมาใช้ชิ้นส่วนในไทยแทน”

ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตสูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลกระทบดังนี้:
- การสูญเสียฐานการผลิต: ค่ายรถยนต์ เริ่มปรับกลยุทธ์นำเข้ารถ EV สำเร็จรูป (CBU) จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% แทนการผลิตในไทย
- วิกฤตผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย: ผู้ประกอบการไทยกำลังสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการล่มสลายของห่วงโซ่อุปทาน
- หน้าผาอุตสาหกรรมในปี 2570: เมื่อมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2570 จะไม่มีภาระผูกพันการผลิตชดเชยในประเทศ และไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ จึงมีโอกาสที่ค่ายรถยนต์จะนำเข้ารถยนต์จากจีนด้วยอัตราภาษี 0% แทนการผลิตในประเทศ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
- ทำใบขับขี่ 2569 สรุปขั้นตอนสำคัญที่ต้องรู้ฉบับสมบูรณ์
- ปักหมุด! ฤกษ์ออกรถ 2569 รวมราชาฤกษ์-วันธงชัย ดีที่สุดแห่งปี
- อัปเกรด!! ต่ออายุใบขับขี่ 2 ปี เป็น 5 ปี มีขั้นตอนอะไรบ้าง ค่าธรรมเนียมเท่าไร
เกาะติดโลกยานยนต์ไปกับ Autospinn รีวิวชัด ข่าวไว โดยทีมงานมืออาชีพ รวมทุกความเคลื่อนไหวของรถยนต์ รถ EV และมอเตอร์ไซค์ ให้คุณ ‘รู้ลึก รู้จริง ก่อนใคร’ จะเช็กสเปก เทียบราคา หรือดูตารางผ่อน ก็จบได้ในที่เดียว
ซื้อขายรถมือสองออนไลน์ที่ไหนดี ? มาที่ one2car ตลาดรถมือสอง อันดับ 1 ของไทย ซื้อรถง่าย ขายรถไว เลือกได้จุใจกว่า 35,000 คัน มีรถครบทุกประเภทในราคาที่ใช่ จะรถคุณภาพ ฟรีดาวน์ หรือผ่อนถูก ก็หาง่าย ซื้อตรงกับผู้ขาย ไม่ผ่านคนกลาง
ความคิดเห็น