[PR News] แกร็บ นำร่อง Mobility as a Service (MaaS) เป็นเจ้าแรกของไทย  Share this

[PR News] แกร็บ นำร่อง Mobility as a Service (MaaS) เป็นเจ้าแรกของไทย 

Wongsupat
โดย Wongsupat
โพสต์เมื่อ 24 เมษายน 2562

แกร็บ นำร่อง Mobility as a Service (MaaS) เป็นเจ้าแรกของไทย เชื่อมโยงการเดินทางแบบออนดีมานด์เข้ากับระบบขนส่งสาธารณะผ่านแอพ ขยายการเข้าถึงแก่ผู้บริโภคในตลาดไทย


 

แกร็บ ประเทศไทย นำโดย ธรินทร์ ธนียวัน (ขวาสุด) กรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดตัวทริป แพลนเนอร์’ (Trip Planner) ฟีเจอร์และบริการวางแผนเดินทางใหม่ล่าสุด นำร่องแนวคิด Mobility as a Service (MaaS) เป็นครั้งแรกในไทย โดยมีลักษณวดี ธนามี (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ขึ้นกล่าวเปิดงาน พร้อมเสวนาในหัวข้อ “Mobility as a Service: Smart Solution for Smart Cities” เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการปูรากฐานและขับเคลื่อนระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) ร่วมกับ ภาสกร ประถมบุตร (ซ้ายสุด) รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และสรวิศ นฤปิติ (ที่ 2 จากซ้าย) ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แกร็บ ผู้นำด้านซูเปอร์แอพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัว‘ทริป แพลนเนอร์’ (Trip Planner) ฟีเจอร์และบริการวางแผนเดินทางใหม่ล่าสุด ที่เชื่อมโยงโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะเข้าในแอพพลิเคชั่นแกร็บ พร้อมเสริมทางเลือกด้วยบริการจากแกร็บ ทั้งแกร็บไบค์ (วิน) และจัสท์แกร็บ เพื่อตอบโจทย์การเดินทางจากต้นทางสู่ปลายทาง (FMLM - First Mile/Last Mile) เชื่อมต่อระหว่างระบบขนส่งสาธารณะ เป็นเจ้าแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเปิดตัว ‘ทริป แพลนเนอร์’ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่วิสัยทัศน์ของแกร็บ ที่มุ่งมั่นในการสร้างการเดินทางในชีวิตประจำวันที่ไร้รอยต่อ เข้าถึงได้ง่าย และมีราคาเหมาะสม ให้แก่ผู้คนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยการเปิดตัวฟีเจอร์ดังกล่าวยังถือเป็นการนำร่องพัฒนา Mobility as a Service (MaaS)  ระบบคมนาคมขนส่งที่เข้าถึงได้โดยคนทั่วไป และยังตอบรับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมและสนับสนุนวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย เพื่อลดการใช้รถส่วนตัว ช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรและมลพิษในเมือง

ลักษณวดี ธนามี ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดงานว่า “สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ภายใต้กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีภารกิจหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการคมนาคมขนส่ง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิต ความมั่นคง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถือเป็นองค์กรหลักที่กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการพัฒนาระบบคมนาคม ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) เพื่อเป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยในระยะยาว ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 การเสวนาในวันนี้จึงถือเป็นหนึ่งในความพยายามอันเป็นรูปธรรม ในการร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โครงข่ายคมนาคมขนส่งที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงนำเทคโนโลยีนวัตกรรมและระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่ง ให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงระบบคมนาคมขนส่งได้อย่างสะดวก ทั่วถึง และปลอดภัย ด้วยการริเริ่มกรุยทางไปสู่ระบบขนส่งอัจฉริยะ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบคมนาคมขนส่ง ที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งสร้างความ ‘มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’ ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้”

ทั้งนี้ ภายในงานแถลงข่าวยังมีการเสวนาในหัวข้อ “Mobility as a Service: Smart Solution for Smart Cities” เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการปูรากฐานและขับเคลื่อนระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า “ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การขนส่งและจราจรถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ หนึ่งในรูปแบบระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) ซึ่งหลายประเทศได้เริ่มทดลองใช้ คือ Mobility as a Service (MaaS) ที่ผู้เดินทางสามารถเลือกใช้รูปแบบการเดินทางที่เป็นการขนส่งสาธารณะของรัฐบาลและการขนส่งของภาคเอกชนได้ตามความต้องการผ่านแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ โดยจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือนหรือตามที่ใช้จริง สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้ริเริ่มแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยมีระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) เป็นหนึ่งในแกนหลักในการพัฒนาเมือง การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาดมาประยุกต์ใช้กับระบบจราจรและขนส่งอัจฉริยะอย่างฟีเจอร์วางแผนการเดินทางหรือแนวคิดในการพัฒนา Mobility as a Service (MaaS) ของแกร็บ จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการผสานความร่วมมือและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของภาคเอกชน เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เกิดผลเป็นรูปธรรมผ่านโครงการของภาครัฐ โดยนอกจากประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 7 จังหวัดนำร่อง ซึ่งได้แก่ กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา นักท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ยังจะได้รับประโยชน์และสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายผ่านบริการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและตอบรับโลกแห่งเทคโนโลยีในปัจจุบันด้วยอีกทางหนึ่ง”

สรวิศ นฤปิติ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การจราจรติดขัดยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานขนส่งมวลชนยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้การเดินทางจากต้นทางและสู่ปลายทาง (FMLM - First Mile/Last Mile) ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างเต็มรูปแบบ และผู้คนยังคงจำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางสัญจรในชีวิตประจำวัน โดยทางออกหนึ่งที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาจราจรได้คือการใช้บริการรถยนต์ร่วมโดยสาร (Ride-Hailing) และการให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ใช้รถใช้ถนนให้สามารถเลือกรูปแบบการเดินทาง เส้นทาง และค่าโดยสาร ที่ตรงความต้องการ อาทิ ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา หรือหลีกเลี่ยงเส้นทางที่หนาแน่น ซึ่งผู้ให้บริการที่สามารถช่วยวางแผนและผนวกรูปแบบการเดินทางขนส่งที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกันในรูปแบบ Mobility as a Service (MaaS) นี้ จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ลดความแออัดของการจราจร ลดความจำเป็นในการใช้รถส่วนตัว และลดปัญหารถติดและมลพิษ ทำให้การเดินทางให้มีความคล่องตัว เข้าถึงง่าย มีราคาเหมาะสม และเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนระบบขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) ของประเทศอีกทางหนึ่ง”

ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในกรุงเทพฯ มีจำนวนรถส่วนตัวและมอเตอร์ไซค์ที่จดทะเบียนกว่า 9.8 ล้านคัน ซึ่งมากกว่าปริมาณที่ถนนและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ สามารถรองรับได้ถึง 8 เท่า และยังคงเพิ่มขึ้นทุกวัน  โดยแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถส่วนตัวดังกล่าว เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหารถติดในกรุงเทพฯ เราจึงมีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างระบบการคมนาคมขนส่งที่เชื่อถือได้และไร้รอยต่อ ซึ่งจะทำให้ผู้คนลดการใช้รถส่วนตัวในที่สุด ระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพเป็นทางออกเดียวที่จะแก้ไขปัญหาการจราจรโดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณรถบนท้องถนน และด้วยฟีเจอร์ ‘ทริป แพลนเนอร์’ เราจึงสามารถนำเสนอทางเลือกในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้ง่าย ในราคาที่เหมาะสมสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญคือเป็นทางเลือกที่สามารถแทนที่การใช้รถส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“ด้วยฟีเจอร์วางแผนการเดินทาง ทริป แพลนเนอร์ (Trip Planner) แกร็บ ได้ปูรากฐานและนำร่องบริการ Mobility as a Service (MaaS) ในประเทศไทย ซึ่งเรามีเป้าหมายในการเรียนรู้และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าว รวมถึงหาวิธีที่จะแก้ไขปัญหาการเดินทางในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า และเรือโดยสาร หรือการใช้บริการจัสท์แกร็บ หรือแกร็บไบค์ (วิน) ผู้เดินทางจะมีอิสระในการเลือกทั้งราคาและระดับความสะดวกสบายที่ต้องการ นอกจากนี้ การนำร่องแนวคิด  บริการ Mobility as a Service (MaaS) ยังถือเป็นการสร้างอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่สอดรับกับวิสัยทัศน์เมืองอัจฉริยะ  อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกและเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งต่าง ๆ  ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” ธรินทร์ กล่าวสรุป

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ