Mercedes-Benz GLB 200 Progressive รถอเนกประสงค์ สายลุย ขับสบายทั้งในเมืองและออกทริป Share this
Luxury Car
โหมดการอ่าน

Mercedes-Benz GLB 200 Progressive รถอเนกประสงค์ สายลุย ขับสบายทั้งในเมืองและออกทริป

วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 06 มกราคม 2564

Mercedes-Benz GLB 200 Progressive กำเนิดใหม่ รถอเนกประสงค์ สายลุย ขนาด 7 ที่นั่ง ที่มาเพิ่มเติมรถในกลุ่ม “G” กับช่องว่างระหว่าง GLA และ GLC แต่ให้ความรู้สึกเหมือน GLS มีราคาเพียง 2,860,000 บาท (นำเข้า CBU)


Mercedes-Benz GLB 200 Progressive

Mercedes-Benz GLB 200 ถือได้ว่าเป็นรถอเนกประสงค์ ที่น่าสนใจอีกรุ่น เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อ กรกฎาคม 2020 ในราคาไม่เกิน 3 ล้าน แต่มีขนาดตัวถังขนาดใหญ่ พร้อมที่นั่งถึง 7 ที่นั่ง GLB ถือเป็นรหัสใหม่ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อลูกค้าที่ต้องการ รถอเนกประสงค์ ที่มีห้องโดยสารขนาดใหญ่ 

Benz GLB 200
 
ท่ามกลางกระแส รถอเนกประสงค์แบบ Crossover ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง GLB 200 ถือว่าเป็นรถที่มาเติมเต็มช่องว่างในกลุ่ม G ของค่าย GLB เป็นรถขนาดกลาง ที่คล้ายรุ่นพี่อย่าง GLS ซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่และราคาค่อนข้างสูง แต่ GLB มีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า รองรับ ผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 7 คน กับเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง อรรถประโยชน์ที่อัดแน่น มีความจุของที่เก็บสัมภาระที่ 630-1,800 ลิตร


 
ภายนอก Mercedes-Benz GLB 200
GLB เป็นรถที่ดูมีความโดดเด่นจากรุ่นอื่นๆ ด้วยการออกแบบให้เน้นพื้นที่ใช้สอย ทำให้ทรงของรถออกจะเป็นทรงเหลี่ยม โดดเด่นตั้งแต่ ไฟหน้ารูปทรงสี่เหลี่ยมแบบ LED High Performance ไฟท้ายแบบ LED และราวหลังคาเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของ 


 
ไฟหน้า LED High Performance


 
มิติตัวถัง ความยาว 4,634 มม. กว้าง 1,834 มม. และสูงถึง 1,663 มม. ใหญ่กว่ารุ่นพี่อย่าง GLC  พร้อมล้ออัลลอย 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว ขนาด 235/55 R18
 Mercedes Benz GLB 200 Progressive


ภายใน Mercedes-Benz GLB 200

จุดไฮไลท์ ของ GLB คือภายในห้องโดยสารที่ออกแบบมาเพื่อครอบครัว รถที่มีหลังคาสูงทำให้ภายในรถดูโปร่ง โล่งสบาย และพื้นที่ใช้สอยต่างๆ เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็มีมาให้อย่างครบ GLB มีอุปกรณ์ความบันเทิงตั้งแต่ ระบบความบันเทิง MBUX แสดงผล บนหน้าจอสัมผัส Touchscreen ขนาด 10.25 นิ้ว รองรับระบบ Apple CarPlay / Android Autoพวงมาลัย Multifunction หุ้มด้วยหนัง เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO ปรับด้วยไฟฟ้าคู่หน้า ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร Ambient Light ปรับได้ 64 สี ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ THERMATIC
 ภายใน Mercedes Benz GLB 200
 Ambient Light

Ambient Light ปรับได้ 64 สี
 
  พื้นที่ห้องโดยสาร

 

พื้นที่ห้องโดยสารที่รองรับได้ถึง 7 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวสองและสาม สามารถพับเรียบได้ จึงทำให้มีพื้นที่ในการขนของเป็น 1,800 ลิตร ซึ่งมีประโยชน์กับการเดินทางมาก 


 
ระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศสของทุกสำเนียงทั่วโลก (natural speech recognition) ระบบนี้สามารถรับรู้และเข้าใจเกือบทุกคำที่ปรากฏอยู่ในระบบอินโฟเทนเม้นท์ของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบได้เพียงพูดคำว่า “Hey, Mercedes”


 
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มด้วยหนัง จับกระชับมือ ปรับสูง-ต่ำ-เข้า-ออก ได้ จุดเด่นของพวงมาลัยคือ มี Touchpad (ปุ่มสีดำ) ทั้งฝั่งซ้ายและขวา สำหรับควบคุมจอเรือนไมล์ และจอเครื่องเล่นตรงกลาง สำหรับปุ่มมัลติฟังก์ชั่นฝั่งซ้าย มีปุ่มสั่งงานด้วยเสียง ปุ่มปรับระดับเสียง ส่วนทางด้านขวา มีปุ่มตั้งลิมิตความเร็ว ปุ่ม Cruise Control และที่หลังพวงมาลัยมีแป้น Paddle Shift สำหรับเปลี่ยนเกียร์ + -


 
Touchpad ขนาดใหญ่ สำหรับควบคุมจอที่อยู่ตรงกลาง และข้างๆกันจะเป็นสวิตช์ Dynamic สำหรับปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ ที่มีอยู่ทั้งหมด 4 โหมด คือ Eco ,Comfort ,Sport ,Individual

เครื่องยนต์ Mercedes-Benz GLB 200

เครื่องยนต์ Benz GLB 200
 Mercedes-Benz GLB 200 Progressive เครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบแถวเรียง รหัส M282 เทอร์โบ ขนาด 1.3 ลิตร (1,332 ซีซี) กำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 5,500 รตน. แรงบิดสูงสุด 25.5 กก.-ม. ที่ 1,620-4,000 รตน. ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ (7G-DCT) อัตราเร่ง 0-100 กม.-ชม. ใน 9.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 207 กม./ชม 

ทดสอบ Mercedes-Benz GLB 200

สิ่งแรกที่เห็นสำหรับ GLB เป็นรถที่มีหน้าตาเน้นไปทางเหลี่ยมทรงกล่อง มีความคล้ายกับ GLS มากแต่ย่อส่วนลงมา เข้ามาภายในห้องโดยสาร สัมผัสได้ถึงความกว้างขวางของรถ ตำแหน่งเบาะนั่งให้ความรู้สึกเหมือนนั่งเก้าอี้ที่บ้านด้วยตัวเบาะนั่งและหลังคาที่สูงจึงทำให้รู้สึกโปร่ง อุปการณ์ภายในรถได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา หน้าจอขนาดใหญ่รองรับระบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น Apple CarPlay / Android Auto ยิ่งเพิ่มความสะดวกในการใช้งานภายในรถเป็นอย่างมาก
 ทดสอบ GLB 200
ออกเดินทางสัมผัสกับสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่จะพา GLB เดินทางไปกับเราด้วย เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร หลายท่านอาจจะรู้สึก ว่าเครื่องเล็กต้อง แบกน้ำหนักตัวถังขนาดใหญ่จะไหวหรือ เมื่อเรากดคันเร่งออกตัว คุณจะลืมไปเลยว่าเป็นเครื่องยนต์แค่ 1.3 ลิตร เพราะมันทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยตัวเลขจากโรงงาน 0-100 สามารถทำได้ 9.1 วินาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก กับรถขนาด 7 ที่นั่ง ในการวิ่งทดสอบในครั้งนี้ออกจาก กรุงเทพฯเดินทางมา จังหวัดนครนายก ในความเร็วสูงนั้นวิ่งแบบลอยๆทำความเร็วไปถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้สึกถึงความเร็วและสามารถทำความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเก็บเสียงที่ดีด้วย 
 


ช่วงล่างกับรถในแนว Crossover อาจจะให้ความรู้สึกถึงการเกาะถนนที่น้อยกว่ารถใน กลุ่มซีดาน แต่ไม่ใช้กับ GLB เพราะตัวรถอาจจะดูสูงแต่ให้ทั้งความนุ่นนวลพร้อมทั้งการเกาะถนนที่ดี ในความเร็วสูงและต่ำ
 


ความพิเศษ ในการทดสอบกับ GLB ในครั้งนี้คือ เส้นทางในแบบลูกรัง เพื่อให้ได้สัมผัสถึงการใช้งานจริงกับอุปสรรคต่างๆ ในทุกเส้นทาง ก่อนอื่นสำหรับรถ GLB นั้น เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า ไม่ใช้รถแบบขับสี่ จึงทำให้สัมผัสได้เพียงเส้นทางแบบเบาเบา ไม่ได้ลุยในรูปแบบรถ SUV ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้ตัวรถก็แสดงให้เห็นว่าสามารถพาเราเดินทางไปได้ในเส้นทางแบบลูกรังได้ เช่นกัน เพราะด้วยขนาดความสูงของตัวรถ พร้อมช่วงล่างที่มีความนุ่มนวลทำให้สามารถดูดซับแรงกระแทกได้อย่างดี เรียกว่าทำได้ดีกว่ารถซีดาน แต่ก็ไม่ได้ดีกว่ารถในกลุ่ม Off Road เพราะสุดท้ายรถก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ลุยแบบหนักๆ แต่ก็สามารถพาครอบครัวเดินทางไปได้ทุกที่อย่างสบายๆ 

 
 
Mercedes-Benz GLB 200 มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 4 แบบ

โหมดการขับขี่
 

โหมด ECO  ในโหมดนี้ การตอบสนองของเครื่องยนต์และคันเร่งจะมาแบบเรื่อยๆ ไม่กระโชกโฮกฮาก เน้นประหยัดน้ำมัน เครื่องยนต์มีกำลังเพียงพอที่จะให้เราขับขี่แบบสบายๆ หรือเร่งแซงแบบธรรมดา เหมาะสำหรับใช้งานเวลารถติด หรือใครจะใช้โหมดนี้ตลอดเส้นทางเลยก็ได้นะครับ

โหมด Comfort สำหรับโหมดนี้ คือโหมดการขับขี่แบบปกติ หรือโหมด Normal นั่นเอง เป็นโหมดที่เหมาะสมที่สุดในการใช้งานของรถคันนี้แล้วล่ะครับ ใช้งานได้ทุกสถานการณ์ ทั้งขับแบบช้าๆ หรือขับแบบเร่งรีบ ในโหมดนี้กำลังเครื่องยนต์มาแบบเหลือๆ เร่งแซงทันใจแบบไม่ต้องลุ้น

โหมด Sport คือโหมดที่แรงที่สุดในรถคันนี้ครับ รอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้น พร้อมที่จะให้เรากระแทกคันเร่งอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าใช้โหมดนี้ในย่านความเร็วต่ำจะรู้สึกกระชาก เมื่อยกคันเร่งถึงกับหัวทิ่มเลยทีเดียว ขับสนุก ขับมัน เร่งแซงได้ทันใจ แบบไม่ต้องลุ้นเลย นอกจากนี้ ระบบช่วงล่าง ในโหมดนี้จะถูกปรับให้แข็งขึ้น พวงมาลัยจะตึงมือขึ้น และเมื่อเรากระแทกคันเร่งออก เสียงที่ถูกรีดออกมาจะทุ้มๆ ได้อารมณ์ของความสปอร์ต เรียกได้ว่าโหมดนี้โดนใจสำหรับขาซิ่งแน่นอน และเป็นโหมดที่ผมชอบที่สุดในรถคันนี้

โหมด Individual ซึ่งในโหมดนี้คือโหมดที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้เอง ว่าต้องการความแข็งของพวงมาลัยแค่ไหน อยากให้ช่วงล่างแข็งประมาณไหน และอยากให้กำลังของเครื่องยนต์อยู่ระดับไหน ปรับแต่งได้ตามความต้องการ

เทคโนโลยีความปลอดภัย Mercedes-Benz GLB 200

  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS
  • โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP
  • ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติแบบแอคทีฟ Active Brake Assist
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 2 ตำแหน่ง
  • ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้างป้องกันศีรษะ 4 ตำแหน่ง
  • ถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับ

 เทคโนโลยีความปลอดภัย
บริการ Mercedes me connect ที่มาพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เช่น

 

  • Mercedes-Benz emergency call system ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชนและถุงลมนิรภัยทำงาน เซ็นเซอร์ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที
  • Vehicle Monitoring เจ้าของรถยนต์สามารถเช็กตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชันของ Mercedes me connect ได้
  • Vehicle Set-up ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันให้ทั้งผู้ขับขี่ และศูนย์ซ่อมบำรุงสามารถเปิดดูรายละเอียดข้อมูลสถานะต่างๆ ได้
  • Maintenance Management ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวัน และเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ
  • Online Booking ฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยแอปพลิเคชัน Mercedes Me Service

 

สรุปสำหรับ Mercedes-Benz GLB 200

ถ้าใครมองหารถขนาด 7 ที่นั่ง ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท GLB เป็นอีกหนึ่งคันที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถ้าคุณต้องการรถขนาด 7 ที่นั่ง ในตลาด อาจจะต้องจ่ายเพิ่มในราคาหลักล้าน และด้วยหน้าตาที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ห้องโดยสารกว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกเพรียบพร้อม ทำให้ผู้โดยสารเดินทางได้อย่างสบาย จึงทำให้ GLB น่าสนใจอย่างมาก 
ในเรื่องการขับขี่ก็ไม่เป็นรองใคร เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร เทอร์โบ ให้ทั้งการตอบสนองอัตราเร่งที่ดีพร้อมการประหยัดน้ำมัน ทำให้ GLB เป็นรถที่ตรงกับผู้ที่รักการเดินทาง พร้อมที่จะพาครอบครัว เที่ยวในวันหยุด และใช้งานในเมืองได้อย่างคล่องตัว ทางเลือกของความอเนกประสงค์ระดับหรู

สีตัวถังภายนอก
 
GLB 200 Progressive สีตัวถังภายนอก มีให้เลือก 5 สี

  1. สีขาว Polar White
  2. สีขาวเซรามิก Digital White
  3. สีดำ Cosmo Black
  4. สีเงิน Iridium Silver
  5. สีเทา Mountain Grey

Mercedes-Benz GLB 200 Progressive ราคา 2,860,000 บาท (นำเข้า CBU)

ติดตามข่าวรถยนต์ ราคารถยนต์ รีวิวรถยนต์ และจักรยานยนต์ทุกยี่ห้อ กับเรา Autospinn
แชร์ความคิดเห็นบนเว็บบอร์ด Autospinn คลิกเลย webboard.autospinn.com  
เช็คโปรโมชั่นรถใหม่ เช็คราคารถใหม่ ได้ที่นี่ 
ราคารถมือสอง ซื้อรถมือสอง ขายรถมือสอง เชิญได้เลยที่
 one2car


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ