ลบภาพจำเรื่องการนอนในรถแล้วอันตรายไปได้เลย เพราะการมาของ Camp Mode ในรถ EV กำลังจะเปลี่ยนรถคู่ใจของคุณให้กลายเป็นห้องนอนเคลื่อนที่ติดแอร์สุดฟินและปลอดภัยกว่าที่เคย
Camp Mode ในรถยนต์ไฟฟ้าปลอดภัยจริงหรือ? แล้วหลักการทำงานเป็นอย่างไร?
ปกติแล้วการ "นอนในรถ" เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับรถยนต์แบบ ICE หรือรถที่ใช้ระบบส่งกำลังแบบเครื่องยนต์ แต่สำหรับในยุคนี้รถยนต์ไฟฟ้ากลายมาเป็นห้องนอนเคลื่อนที่สุดฮิตผ่าน Camp Mode (หรือ Utility Mode / Stay Mode) แล้วตกลงว่าการนอนในรถมันอันตรายจริงไหม? เรามาเจาะลึกข้อมูลและหาคำตอบไปพร้อมกันค่ะ

หลักการทำงานของ Camp Mode ในรถยนต์ไฟฟ้า
ขึ้นชื่อว่า รถยนต์ไฟฟ้า ปัญหาเรื่องก๊าซไอเสียจึงหมดไปทันที เพราะมันไม่ได้ใช้เครื่องยนต์สันดาปในกระบวนการการขับเคลื่อน และส่วนใหญ่ก็จะมี Camp Mode ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเปลี่ยนรถให้เป็นเต้นท์ติดแอร์ส่วนตัว โดยใช้หลักการทำงานดังต่อไปนี้
- รักษาระบบปรับอากาศและอุณหภูมิ เมื่อเปิดโหมดนี้ รถจะจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ลูกใหญ่ มาที่คอมเพรสเซอร์แอร์ไฟฟ้าและพัดลมโดยตรง ทำให้แอร์ทำงานได้ฉ่ำๆ ตลอดคืนโดยไม่มีการตัดการทำงาน
- จ่ายไฟให้อุปกรณ์ความบันเทิงและช่องเสียบ หน้าจอกลางช่อง USB และปลั๊กไฟ 12V จะยังคงทำงาน สามารถชาร์จโทรศัพท์, เสียบโปรเจคเตอร์ดูหนัง หรือเปิดเพลงฟังได้สบายๆ
- ปิดระบบความปลอดภัยบางส่วนที่จำกัดการเคลื่อนไหว โดยรถจะปิดระบบสัญญาณกันขโมยภายในห้องโดยสาร และระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้สัญญาณดังเวลาร่างกายคุณพลิกตัวไปมาขณะหลับ
- ระบบล็อกรถอัจฉริยะ ประตูรถจะยังสามารถล็อกได้จากภายใน เพื่อความปลอดภัยจากบุคคลภายนอก

อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัย คือ นอนในรถ EV กินแบตเตอรี่แค่ไหน? ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว การเปิด Camp Mode นอนในรถ EV จะใช้พลังงานแบตเตอรี่ประมาณ 1% - 1.5% ต่อชั่วโมง เท่านั้น (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศภายนอก) หมายความว่าถ้านอน 8 ชั่วโมง แบตเตอรี่จะลดลงไปเพียงประมาณ 8% - 12% เท่านั้นเอง
นอนในรถ EV ด้วย Camp Mode ปลอดภัยแค่ไหน?
ในแง่ของก๊าซพิษจากไอเสีย รถ EV มีความ ปลอดภัยเกือบ 100% เพราะไม่มีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ปล่อยออกมาเลย แต่อย่างไรก็ตามการนอนในรถ EV ยังคงมีภัยเงียบอื่นๆ ที่ต้องระวังเช่นกัน
- ภัยจากคาร์บอนไดออกไซด์สะสม แม้ไม่มีไอเสียจากภายนอก แต่ตัวเราเองนี่แหละที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากการหายใจ หากปิดกระจกสนิทและระบบแอร์ตั้งค่าเป็น "หมุนเวียนอากาศภายในรถ" นานหลายชั่วโมง ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สะสมจะสูงขึ้น ทำให้ตื่นมาแล้วปวดหัว มึนงง หรือเพลียได้
- วิธีแก้ คือ ก่อนนอนให้ปรับระบบแอร์ให้ดึงอากาศภายนอกเข้ามา หรือแง้มกระจกเล็กน้อยเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนออกซิเจน
- ความร้อนสะสมเฉียบพลัน ระบบไฟฟ้ามีโอกาสขัดข้องได้เสมอ หากแบตเตอรี่รถลดลงต่ำกว่ากำหนด (รถ EV ส่วนใหญ่จะตัด Camp Mode อัตโนมัติเมื่อแบตเตอรี่เหลือต่ำกว่า 20%) หรือระบบแอร์เกิด Error ท่ามกลางสภาพอากาศเมืองไทยที่ร้อนจัด รถจะกลายสภาพเป็นเตาอบทันที หากเราหลับลึกจนไม่รู้สึกตัว อาจเกิดภาวะฮีทสโตรกได้
- วิธีแก้ คือ ตรวจสอบให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่เหลือก่อนนอนมากกว่า 30%-40% เสมอ และควรจอดรถในที่ร่มหรือมีลมโกรก
- ความปลอดภัยรอบตัวรถ เนื่องจากระบบกุญแจรถ EV มักเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ (Phone Key) หรือสมาร์ทคีย์ บางครั้งหากตั้งค่าไม่ถูกต้อง คนภายนอกอาจสามารถกดเปิดประตูรถจากข้างนอกได้เนื่องจากสัญญาณกุญแจอยู่ใกล้รถ
- วิธีแก้ คือ เมื่อเข้าสู่ Camp Mode แล้ว ให้ตรวจสอบผ่านหน้าจอกลางหรือแอปพลิเคชันอีกครั้งว่า ประตูทุกบานถูกสั่งล็อกอย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ

แม้ว่า Camp Mode จะช่วยตัดความเสี่ยงเรื่องก๊าซพิษและมอบความสะดวกสบายขั้นสุด แต่การเตรียมพร้อมเรื่องแบตเตอรี่และการระบายอากาศอย่างถูกวิธี ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การนอนในรถ EV ของคุณปลอดภัยเต็มร้อยอย่างแท้จริง
เกาะติดโลกยานยนต์ไปกับ Autospinn รีวิวชัด ข่าวไว โดยทีมงานมืออาชีพ รวมทุกความเคลื่อนไหวของรถยนต์ รถ EV และมอเตอร์ไซค์ ให้คุณ ‘รู้ลึก รู้จริง ก่อนใคร’ จะเช็กสเปก เทียบราคา หรือดูตารางผ่อน ก็จบได้ในที่เดียว
ซื้อขายรถมือสองออนไลน์ที่ไหนดี ? มาที่ one2car ตลาดรถมือสอง อันดับ 1 ของไทย ซื้อรถง่าย ขายรถไว เลือกได้จุใจกว่า 35,000 คัน มีรถครบทุกประเภทในราคาที่ใช่ จะรถคุณภาพ ฟรีดาวน์ หรือผ่อนถูก ก็หาง่าย ซื้อตรงกับผู้ขาย ไม่ผ่านคนกลาง
ความคิดเห็น