[Test Drive] รีวิว All New Ertiga 2019 จากการใช้งานจริง บนเส้นทาง กรุงเทพฯ – เขาใหญ่ Share this
รีวิวรถยนต์
โหมดการอ่าน

[Test Drive] รีวิว All New Ertiga 2019 จากการใช้งานจริง บนเส้นทาง กรุงเทพฯ – เขาใหญ่

Champ Autospinn
โพสต์เมื่อ 24 มิถุนายน 2562

ในบทความนี้เรามาอยู่กับ All New Ertiga รถครอบครัว 7 ที่นั่ง ที่มาพร้อมการดีไซน์ใหม่ หล่อขึ้น หรูขึ้น ขับดีขึ้น และที่สำคัญ ราคาในรุ่นท็อป เพียงแค่ 6.95 แสนบาท เท่านั้นเอง


รับชมรูปแบบวีดีโอได้ที่นี่

 

All New Ertiga มาพร้อมแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT เทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิ ที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะ และ ความปลอดภัย ช่วงล่างทำจากเหล็ก High Tensile เชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อความแข็งแกร่งและปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทนทานด้วยโครงสร้างตัวถัง TECT ออกแบบจากเหล็กกล้าทำให้ทนทานต่อการสึกหรอ

All New Ertiga นับเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามอง ด้วยความสดใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวกันไปเมื่อช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา บวกกับออปชั่นต่างๆที่ให้มาอย่างครบครัน ทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ความปลอดภัย และราคาที่จับต้องได้ ซึ่งถ้าเทียบกับรถยนต์ 7 ที่นั่ง ของค่ายอื่นแล้ว ต้องถือว่า All New Ertiga ราคาถูกเป็นอันดับต้นๆ และคันที่ทีมงานออโต้สปินน์นำมารีวิวในครั้งนี้ ก็คือ รุ่น GX ราคา 6.95 แสนบาท

ดีไซน์ภายนอก

มีการปรับใหม่ ให้ดูทันสมัย แฝงไปด้วยความหรูหราที่ลงตัวขึ้น ด้วยกระจังหน้าโครเมี่ยมพร้อมโลโก้ S ที่เป็นสัญลักษณ์ของ Suzuki ไฟหน้าแบบโปรเจ็คเตอร์ที่ให้แสงไฟเฉียบคมยามค่ำคืน ถัดลงมาด้านล่างเป็นไฟตัดหมอกทรงกลม ที่มีคิ้วพลาสติกสีดำด้าน ตัดกับกันชนหน้าที่เป็นสีเดียวกับตัวรถ เพิ่มความดุได้อย่างลงตัว ด้านหน้าหากมองรวมๆแล้ว ได้ลุคของความเป็นผู้ใหญ่ที่ดูมาดขรึม

ด้านข้าง หากมองจากภายนอกเข้าไป จะเห็นว่าตัวถังสูงโปร่งดูไม่อึดอัด ลายเส้นเว้าโค้งของประตูด้านข้างที่ลากยาวไปถึงไฟท้าย มาในรูปแบบของความเรียบง่าย มือเปิดประตูโครเมี่ยมและกระจกมองข้างที่เป็นแบบพับ+ปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมไฟเลี่ยวที่ฝังอยู่ในกระจกมองข้าง สะท้อนความเป็นรถยนต์ที่ทันสมัย ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ที่รัดด้วยยางขนาด 185/65 R15 พร้อมดิสก์เบรกคู่หน้า และดัมเบรกคู่หลัง

ด้านท้าย มาพร้อมไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ที่เป็นแบบ LED light guides ให้แสงไฟที่สวยงาม และเพิ่มความหรูหรา ด้วยคิ้วฝากระโปรงหลังสีโครเมี่ยม ถัดลงมาด้านล่างเป็นเซนเซอร์สัญญาณเตือนขณะถอยหลัง

ดีไซน์ภายใน

ภายในดูหรูหรา ออกแนวผู้ใหญ่ ด้วยการตกแต่งลายไม้ ทั้งคอนโซลหน้า แผงข้างประตู รวมไปถึงพวงมาลัยลายไม้ ที่หุ้มหนังแบบ 3 ก้าน พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่นสำหรับควบคุมเครื่องเล่นวิทยุ และปุ่มสำหรับรับสาย-วางสาย โทรศัพท์ ตัวเบาะนั่ง นุ่มกำลังพอเหมาะ ไม่แข็งกระด้าง นั่งแล้วรู้สึกโอบกระชับดี

เครื่องเล่นวิทยุ ที่ยื่นออกมาจากนอกคอนโซลเป็นแบบระบบสัมผัส การดีไซน์ดูหรูหรา แต่สามารถเล่นได้แค่ วิทยุ MP3 และ WMA พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ Bluetooth ถัดลงมาด้านล่าง เป็นชุดควบคุมความเย็นในรถ ที่เป็นแบบลูกบิดธรรมดา

อีกหนึ่งจุดเด่น นั่นก็คือ ช่องวางแก้วที่อยู่ตรงกลาง เหนือคันเกียร์ สามารถเปิดแอร์เพื่อเป่า ช่วยให้เครื่องดื่มเย็นอยู่ตลอดเวลา โดยแอร์ที่ออกมาจากช่องนี้เป็นท่อแอร์ที่ต่อแยกมาจากแอร์ด้านหน้าของรถ

เบาะแถว2 ตำแหน่งท่านั่งอยู่ในระดับที่เหมาะสม จากการทดสอบนั่ง ก็ถือว่านั่งได้สบายอยู่นะครับ ตัวเบาะมีพนักพิงศีรษะ ปรับเอนและเลื่อนหน้า-หลังได้ ช่วยให้หัวเข่าไม่ติดเบาะหน้า

ช่องแอร์หลังเหนือเบาะแถว 2 ที่สามารถปรับระดับได้ 3 ระดับ ช่วยให้ลมแอร์เป่าไปถึงผู้ที่นั่งแถว 3 ได้อย่างพอดี

เบาะแถว3 การเข้าออกทำได้ง่าย เพราะสามารถเลื่อนเบาะแถว 2 ดันไปข้างหน้าได้ และตัวรถมีความสูงอยู่ในระดับที่พอเหมาะ จึงทำให้การก้าวเท้าเข้าไปนั่งในเบาะหลังสุด ทำได้ไม่ยาก ตัวเบาะสามารถปรับเอนได้ไม่ต้องทนนั่งหลังตรงให้เมื่อย แถมมีพนักพิงศีรษะให้ด้วย ที่ผมชอบมากๆเลยก็คือ เบาะแถว3 มีที่วางแขนขนาดใหญ่ด้านข้างพร้อมช่องวางแก้วน้ำให้ด้วย ผมสูง 175 ซม. นั่งแล้วศรีษะไม่ติดเพดาน ขากลับจากเขาใหญ่ให้น้องทีมงานไปลองนั่ง จนถึงกรุงเทพ น้องบอกนั่งสบาย มีแอบหลับด้วยแหละ 555

เบาะแถว3 สามารถพับได้เรียบ ขนของขึ้นลงง่าย และยังมีช่องเก็บของด้านหลังให้ด้วย สามารถเก็บพวกรองเท้า ร่ม หรือพวกอาหารต่างๆที่มีกลิ่นได้ โดยวัสดุที่ใช้เป็นแบบพลาสติกขึ้นรูป ไม่ใช่ไม้อัดเหมือนที่เราเคยเห็นทั่วไปนะครับ

รุ่นนี้ยางอะไหล่ย้ายไปอยู่ที่ใต้ท้องรถนะครับ เพื่อแลกกับพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่มากขึ้น เวลาต้องการใช้ยางอะไหล่ก็ต้องมุดกันนิดนึง แต่ก็ยังดีนะครับ ที่เขายังให้ยางอะไหล่มา

ทดสอบการขับขี่

All New Ertiga เป็นเครื่องยนต์ใหม่ รหัส K15B เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1,462 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ที่หลายท่านสงสัยกันว่าเครื่องเท่านี้จะไหวหรอ ผมทดสอบมาให้แล้วครับ หากการใช้งาน ที่ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. ทำได้สบายๆเลยครับ อัตราเร่งดีในระดับที่เหมาะสม แต่หากต้องใช้ความเร็วเกิน 120 กม./ชม. เสียงเครื่องยนต์จะหึ่งๆหน่อย เพราะด้วยความที่รถมี 4 เกียร์ เมื่อเราใช้ความเร็วมากๆ รอบเครื่องจะค่อนข้างสูง และยิ่งถ้าเราเค้นกำลังเครื่องยนต์ ก็จะทำให้ซดน้ำมัน แต่ถ้าเราขับแบบสบายๆ วิ่งลอยตัวที่ความเร็วสัก 100-120 กม./ชม. เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เค้นกำลังจนมากเกินไป ได้เห็นตัวเลข 13-14 กม./ลิตร แน่นอน และถ้าเท้าเบาๆหน่อย อาจได้ตัวเลขที่สวยกว่านี้ครับ

การขับขึ้นเขา ก็ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่กดคันเร่งลึกมาอีกนิด เครื่องยนต์มีกำลังมากพอที่จะลากตัวถังพร้อมผู้โดยสารให้ขึ้นไปสู่จุดหมายได้อย่างง่ายดาย แทบไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรเลยครับ หากชันมากหน่อย ก็ใส่เกียร์ D2 หรือ L แค่นั้นเองครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าถามว่า All New Ertiga คุ้มมั้ย ส่วนตัวผม ผมมองว่าคุ้มอยู่นะครับ เป็นรถครอบครัวราคาประหยัด ไม่เน้นขับซิ่ง อัตราเร่งโดยรวมถือว่าทำได้ดีครับ ออปชั่นต่างๆและวัสดุที่ใช้ ก็ดูเหมาะสมกับราคา แต่จะดีกว่านี้ ถ้าให้กล้องมองหลังขณะถอยจอดพร้อมจอมาด้วย และจะดีมากๆเลยถ้าให้ระบบ Cruise Control มาด้วย แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ด้วยราคาตัวรถที่ถูกมากพอแล้ว ได้เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มแล้วล่ะครับ อ่อๆๆ ลืมไปอีกอย่างนึง ถ้าเปลี่ยนเสาอากาศจากแท่งยาวๆ แล้วทำให้สั้นกะทัดรัดกว่านี้อีกนิด หรือทำเป็นแบบครีบฉลาม จะดีงามมากๆเลยแหละ

มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี

ราคาจำหน่าย

รุ่น GL 6.55 แสนบาท

รุ่น GX 6.95 แสนบาท

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่ 


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ