รีวิว Royal Enfield Himalayan คลาสสิคไบค์สายลุย ผู้พิชิต Leh Ladakh Share this
รีวิวมอเตอร์ไซค์
โหมดการอ่าน

รีวิว Royal Enfield Himalayan คลาสสิคไบค์สายลุย ผู้พิชิต Leh Ladakh

Paknam536
โดย Paknam536
โพสต์เมื่อ 22 สิงหาคม 2562

ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมทริป Royal Enfield Moto Himalaya 2019 เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยรถประจำตำแหน่งของผมนั่นคือ Royal Enfield Himalayan นั่นเอง โดยตลอด 9 วันของทริป ได้ขับขี่ไปเกือบ 1,000 กิโลเมตร บนเส้นทางถนนหลายรูปแบบทั้งลาดยาง และลูกรัง ลามไปถึงทางวิบากที่ไม่มีลักษณะเป็นถนนสักนิด ได้ขี่ลุยน้ำลึกอีกนับไม่ถ้วน และยังได้ขีลุยหิมะ ! แต่รถคันนี้ก็ตอบโจทย์ทุกอย่างได้หมด !



Royal Enfield Himalayan เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นรถมอเตอร์ไซค์แนวแอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่ง ที่มีรูปแบบเป็นรถคลาสสิคไบค์ ด้วยจุดเด่นหลักอย่างไฟหน้าฮาโลเจนทรงกลม, เบาะนั่งสูง, ท่านั่งหลังตรง, แฮนบาร์ยกสูง พร้อมแรคสำหรับบรรทุกสัมภาระด้านท้ายรถ และยังมาพร้อมกับแครชบาร์ ป้องกันความเสียหาย หากรถล้มอีกด้วย

 

 

รับชมรีวิวในรูปแบบวิดีโอได้ ที่นี่


Royal Enfield Himalayan ใช้เครื่องยนต์แบบ 1 สูบ 411 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 5 สปีด ส่งกำลังผ่านโซ่ขับเคลื่อน โดยมีพละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 24.5 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 32 นิวตันเมตร ที่ 4,250 รอบ/นาที

 


รูปร่างหน้าตาภายนอกของ Royal Enfield Himalayan ทำรถให้ออกมาในทรงรถคลาสสิค เริ่มต้นจากไฟหน้าฮาโลเจนทรงกลม พร้อมไฟหรี่แบบ LED ส่วนชิวหน้าบังลมทรงสูง ขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่เพียงพอต่อการใช้งานขับขี่ในทุกเส้นทาง สามารถรีดลมผ่านหมวกไปได้อย่างสบายๆ

 


ช่วงล่าง เป็นโช๊คอัพแบบ Telescopic ระยะยุบมากถึง 150 มม. มาพร้อมกับยางหุ้มโช๊ค ป้องกันฝุ่น

 


ล้อหน้า เป็นล้อหน้าซี่ลวดแบบมียางใน ขนาด 90/90-21 ส่วนระบบเบรคเป็นดิสเบรคเดี่ยว ปั้มเบรค 2 พอต พร้อมระบบ ABS ป้องกันล้อล็อก

 


เรือนไมล์ของตัวรถ บอกข้อมูลการขับขี่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็ว, รอบเครื่องยนต์, ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ในหน้าจอดิจิตอลยังมีบอกข้อมูลเพิ่มเติมอีกมากมายที่จำเป็นต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นทริป A, ทริป B, ความเร็วการขับขี่เฉลี่ยในแต่ละทริป, อุณหภูมิของอากาศภายนอก, เตือนขาตั้งข้าง นอกจากนี้ยังมีเข็มทิศให้ด้วย

 

 

ถัดมาในส่วนของถังน้ำมัน ความจุ 15 ลิตร สามารถขับขี่ได้ระยะทางมากถึง 400 กม./น้ำมัน 1 ถัง 

 


เบาะนั่ง เป็นเบาะนั่ง 2 ตอน แยกผู้ซ้อนกับผู้ขับขี่ออกจากกัน โดยความสูงเบาะของผู้ขับขี่อยู่ที่ 800 มม. ซึ่งตัวผมเองมีความสูงที่ 168 ซม. สามารถวางเท้าทั้ง 2 ข้างที่พื้นได้อย่างเต็มๆ ส่วนด้านหลังเบาะนั่งมีแร็กสำหรับมัดสัมภาระมาให้ด้วย และยังรองรับการติดกล่องสัมภาระด้านข้างเพิ่มเติมด้วย

 

 

โช๊คอัพหลังแบบสปริงเดี่ยวความนุ่มนวลสูง รองรับการขับขี่ในเส้นทางวิบากได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนล้อหลัง เป็นล้อซี่ลวดชนิดมียางใน ใช้ยางขนาด 120/90 - 17 นิ้ว และไฟท้ายเป็นไฟท้ายแบบ LED ส่วนไฟเลี้ยวเป็นไฟธรรมดาทั้งคัน

 

 

ข้อมูลทางเทคนิค

ประเภท 1 สูบ  4 จังหวะ 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ
ปริมาตรกระบอกสูบ 411 ซีซี
พละกำลังสูงสุด 24.5 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 32 นิวตันเมตร ที่ 4,250 รอบ/นาที
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 38 กม./ลิตร
เกียร์ 5 สปีด
ระบบขับเคลื่อน โซ่

 

ตัวรถ

เฟรม ท่อเหล็กเปลคู่
โช๊คหน้า โช๊คอัพเทเลสโกปิค ขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 200 มม. พร้อมยางหุ้มโช๊ค
โช๊คหลัง โช๊คอัพสปริงเดี่ยว ระยะยุบ 180 มม.
เบรคหน้า ดิสเบรคเดี่ยว ขนาด 300 มม. พร้อมปั้มเบรค 2 พอต และระบบ ABS
เบรคหลัง ดิสเบรคเดี่ยว ขนาด 240 มม. พร้อมปั้มเบรค 1 พอต
ยางหน้า 90/90 - 21 มียางใน
ยางหลัง 120/90 - 17 มียางใน

 

มิติรถ

ขนาด ยาว x กว้าง x สูง (มม.) 2,189 x 838 x 1,359
ความสูงเบาะ 800 มม.
ระยะฐานล้อ 1,464 มม.
ความสูงจากพื้นถึงเครื่อง 218 มม.
น้ำหนักตัวพร้อมใช้งาน 191 กก.
น้ำมันเชื้อเพลิง 15 ลิตร


การขับขี่


ในส่วนของการขับขี่ Royal Enfield Himalayan ทางเราได้ทดสอบขับขี่ที่ Leh Ladakh ประเทศอินเดีย ด้วยระยะทางรวมถึง 1,000 กิโลเมตร ในเส้นทางทั้งถนนลาดยาง, ถนนลูกรัง, ข้ามน้ำ, ลุยทราย, ตะลุยหิน และลุยหิมะ เรียกได้ว่าครบทุกรสของการขับขี่เลยทีเดียว

 

 

ในส่วนของเครื่องยนต์ 1 สูง 410 ซีซีนี้ ให้พละกำลังแรงบิดที่สูงมาก โดยเกียร์ของตัวรถจะถูกเซ็ตให้ใช้แรงบิดสูงที่เกียร์ 1 เป็นหลัก ทำให้ทุกเส้นทางที่ขับขี่ตะลุยทางวิบาก สามารถใช้เกียร์ 1 ไปได้ทั้งหมด ซึ่งเกียร์ 1 จะมีย่านความเร็วอยู่ที่ไม่เกิน 40 กม./ชม.

 


การขับขี่ในทางออฟโรดนั้น เหมาะกับการใช้งานที่เกียร์ 1-2 เนื่องด้วย 2 เกียร์นี้ให้แรงบิดที่สูงมาก และมีเอนจิ้นเบรคเพียงพอต่อการใช้งาน เมื่อคุ้นลักษณะการทดของเกียร์แล้ว รถรุ่นนี้จะขับสนุกในทุกเส้นทาง

โดยเกียร์ของรถจะสร้างอัตราเร่งได้ดีช่วงเกียร์ 1-3 ในส่วนเกียร์ 4-5 ออกจะเป็นแนวเน้นขับขี่ทางยาวๆ เพราะแทบจะไม่มีแรงบิดเพิ่มมาให้แล้ว แต่จะเป็นการลดรอบเครื่องยนต์เพื่อความประหยัดน้ำมันเสียมากกว่า นอกจากนี้ยังมอบเอนจิ้นเบรคที่น้อยมากด้วย ทำให้การขับขี่ทางไกลนั้นสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ประหยัดสุดๆ

ความเร็วสูงสุดของรถรุ่นนี้เท่าที่ทดสอบได้ อยู่ที่ 140 กม./ชม. ที่เกียร์ 5

 

 

ช่วงล่างเดิมๆ ของ Royal Enfield Himalayan จัดว่าทำได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ด้วยช่วงล่างที่ถูกทำมาให้มีระยะยุบสูง และมีความนุ่มนวลสูง ทำให้สามารถขับขี่ผ่านเส้นทางที่โหดๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ตัวรถสามารถซับแรงกระแทกจากหินก้อนใหญ่ๆ ได้อย่างดี นอกจากนี้การขับขี่ในทางดำก็ทำได้เป็นอย่างดี น้ำหนักตัวรถสูงถึง 191 กก. แต่ทว่าด้วยการดีไซน์ศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ทำให้รู้สึกว่ารถมีน้ำหนักเบามาก

 

 

ในส่วนของท่านั่งของรถ จัดว่าให้ท่านั่งทำควบคุมรถได้ง่าย ด้วยตัวพักเท้าแบบวิบากที่วางในตำแหน่งที่สบาย ประกอบกับแฮนด์ของรถที่เซ็ตให้นั่งหลังตรง ทำให้การขับขี่ทางไกลนั้นค่อนข้างสบาย ในส่วนของการขับขี่ผ่านอุปสรรค์ต่างๆ ก็สามารถทำได้ดี เนื่องด้วยท่านั่งขับขี่ของตัวรถ เอื้อทั้งการนั่งขับนานๆ และยืนขับลุยทางวิบาก จัดว่าเรื่องนี้สอบผ่านไปอย่างสบายๆ

 


ระบบเบรคของตัวรถ ถูกออกแบบมาเน้นใช้งานในทางดินเสียมากกว่า เพราะจากการขับขี่กว่า 1,000 กม. พบว่าระบบเบรคเดิมๆ มีระยะเบรคที่ค่อนข้างเยอะ หากขับขี่ด้วยความเร็วสูง ควรเผื่อระยะเบรคมากกว่าปกติ แต่ก็สามารถลดระยะเบรคได้ด้วยการใช้เอนจิ้นเบรคเข้าช่วยด้วยการลดเกียร์ลง เพื่อการลดความเร็วได้ดีกว่าใช้เบรคล้วนๆ

 

 

ขี่ทางฝุ่น ทางลูกรัง ที่ไทยก็มี เจอทางหิมะเข้าไปหน่อยเป็นไง?

เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมเลย ที่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์บนถนนที่มีหิมะ แล้วหิมะยังคงตกอยู่ ! ซึ่งยอมรับตรงๆ เลยว่า เคยได้ยินเรื่องการขี่มอเตอร์ไซค์บนหิมะมาบ้างว่า มันจะลื่นมากๆ กว่าทุกสภาพทางที่เราเคยขับ มาร์แชลจึงได้ให้ข้อแนะนำว่า ควรเดินคันเร่งตลอด และไม่ควรขับบนหิมะหนาๆ ควรเน้นวิ่งบนพื้นที่ไม่มีหิมะเท่านั้น ซึ่งมันเลี่ยงได้ที่ไหนล้ะ 55555+

 

 

 

ฟิวการขับขี่บนหิมะ จะคล้ายคลึงกับการขับขี่บนทางทรายร่วนๆ ครับ คือเราจำเป็นต้องเดินคันเร่งตลอด ทว่าบนหิมะมันมีความลื่นแถมมาด้วยนี่สิ ถ้าเลี่ยงไปขับบนพื้นไม่มีหิมะจะดีกว่าเยอะครับ แถมอากาศก็เย็นจัดๆ ณ จุดนั้นคือ ขอแค่ทางเป็นทราย หรือน้ำก็โอเคแล้ว ฮ่าๆ แต่ด้วยยางติดรถของ Royal Enfield Himalayan ที่เป็นยางแบบกึ่งออฟโรดมาให้ ทำให้การตะกุยทางดิน หรือทางที่ร่วน ทำได้ไม่ยากมากครับ

 

 

สัดส่วนคนกับรถ

ตัวผมเอง มีความสูง 168 ซม. กับเบาะนั่งสูง 800 มม. สามารถวางเท้าทั้งสองข้างลงพื้นได้เกือบพอดี แต่ถ้าให้ดี เหยียบให้เต็มเท้าไปเลย 1 ข้างจะดีมาก

 

 

รับชมรีวิวในรูปแบบวิดีโอได้ ที่นี่


สรุป


Royal Enfield Himalayan เป็นรถมอเตอร์ไซค์ทรงคลาสสิคที่พร้อมขับขี่ในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางดำ ทางฝุ่น ลุยน้ำ ลุยโคลน ลุยหิมะ หรือวิ่งในทางที่ไม่ใช่ทาง ก็จัดว่าสอบผ่านทุกข้อเลยทีเดียว ด้วยความที่ตัวรถมีน้ำหนักเบาด้วย ทำให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่ทั้งมือใหม่และมือเก๋าเลยทีเดียว ซึ่งข้อสังเกตที่พบคือระบบเบรคติดรถเดิมๆ มีระยะเบรคที่เยอะไปสักหน่อย และการทดเกียร์ที่เน้นความประหยัดน้ำมันมากกว่าความแรง ทำให้ผู้ที่อาจชื่นชอบขับด้วยความเร็วสูง อาจต้องปรับตัวสักหน่อย

สำหรับผู้ที่สนใจ Royal Enfield Himalayan สามารถชมตัวจริงได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Royal Enfield ทั่วประเทศ ในราคาวางจำหน่ายที่ 169,800 บาท

ขอขอบคุณ Royal Enfield Thailand สำหรับทริป Moto Himalaya 2019
บททดสอบโดย Kritanu.V

#MotoHimalaya2019

#RoyalEnfield

#RoyalEnfieldHimalayan

 

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ