[Test Ride] รีวิว Royal Enfield Continental GT 650 รถ Cafe Racer รุ่นใหม่ล่าสุด พลิกโฉมทุกความคลาสสิกจาก Royal Enfield Share this
รีวิวมอเตอร์ไซค์
โหมดการอ่าน

[Test Ride] รีวิว Royal Enfield Continental GT 650 รถ Cafe Racer รุ่นใหม่ล่าสุด พลิกโฉมทุกความคลาสสิกจาก Royal Enfield

Paknam536
โดย Paknam536
โพสต์เมื่อ 02 ตุลาคม 2561

[Test Ride] รีวิว Royal Enfield Continental GT 650 รถ Cafe Racer รุ่นใหม่ล่าสุด พลิกโฉมทุกความคลาสสิกจาก Royal Enfield

หลังจากการเปิดตัว Royal Enfield Continental GT650 และ Interceptor 650 อย่างเป็นทางการครั้งแรกในงาน EICMA 2017 ที่ประเทศอิตาลี ต่างมีเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนๆ RE ที่อยากยลโฉมตัวจริงของตัวรถกันอย่างมากมาย และในที่สุดก็ได้มีการทดสอบรถในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมมีโอกาสได้ร่วมการทดสอบ Royal Enfield รุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 2 โมเดลนี้ด้วย ที่ซึ่งไอเดียการออกแบบรถคันนี้ จะมาจากเส้นทางที่จะใช้ขับขี่จริงกันเลยทีเดียว


 

ย้อนกลับไปในปี 2017 Royal Enfield ได้ทำการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของทางค่าย ซึ่งใช้ระยะเวลาการวิจัยมากว่า 4 ปี โดยได้พัฒนาขุมกำลังเครื่องยนต์สองสูบเรียงบล็อกใหม่ล่าสุดขึ้น ณ ศูนย์วิจัยแห่งใหม่ในเมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ โดยการเปิดตัวในครั้งนั้นจัดขึ้นที่งาน EICMA Show 2017 ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นงานแสดงยนตรกรรมด้านรถจักรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

รับชมรีวิวในรูปแบบวิดีโอได้ที่นี่

 

การออกแบบ

Royal Enfield Continental GT 650 มาในคอนเซป A Ton of Fun ได้รับแรงบันดาลใจจากรถจักรยานยนต์แนว Cafe Racer ในยุค 50-60 โดยหยิบเอาสไตล์มาจากรุ่น Continental GT 250 ในยุคนั้น กลายเป็นรถ Cafe Racer รุ่นใหม่ล่าสุดของค่าย ซึ่งตำแหน่งท่านั่งของตัวรถจะอยู่ในแนวของรถ Sport โดยตัวแฮนของรถจะเป็นแบบจับโช๊ค พักเท้าคนขับจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า Interceptor ซึ่งตำแหน่งท่านั่งจะไม่ถึงแนวสปอร์ตจ๋าเลยซะทีเดียว แต่เป็นท่านั่งที่ให้อารมณ์ความเป็นสปอร์ตมากกว่า

 

 

ไฟหน้าฮาโลเจนทรงกลมสไตล์คลาสสิก รวมไฟสูงและไฟต่ำไว้ในเรือนเดียว และโช๊คอัพหน้าแบบ Telescopic ขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 110 มม.

 

 

โช๊คอัพหลังคู่พร้อมซัพแท็งค์ ระยะยุบ 88 มม.

 

 

ล้อหน้าอลูมิเนียมชนิดซี่ลวด 36 ก้านแบบมียางในขนาด 18 นิ้ว รัดยาง Pirelli Phantom Sportcomp ขนาด 100/90-18 มาพร้อมดิสเบรคเดี่ยวขนาด 340 มม. พร้อมระบบ ABS ป้องกันล้อล็อกจาก Bosch และปั้มเบรค 4 พอตจาก Bybre แบรนด์ลูกของ Brembo

 

 

ล้อหลังอลูมิเนียมชนิดซี่ลวดแบบมียางในขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยาง Pirelli Phantom Sportcomp ขนาด 100/90-18 มาพร้อมดิสเบรคเดี่ยวขนาด 240 มม. พร้อมระบบ ABS ป้องกันล้อล็อกจาก Bosch และปั้มเบรค 2 พอตจาก Bybre แบรนด์ลูกของ Brembo

 

 

 

ท่อไอเสียคู่ขนาดใหญ่ ให้เสียงเครื่องยนต์ดุดันมากๆ พร้อมไฟท้ายและไฟเลี้ยวแบบเหลี่ยมสไตล์คลาสสิก

 

 

เรือนไมล์แบบเข็มสไตล์คลาสสิก 2 เรือน โดยฝั่งซ้ายจะเป็นมาตรวัดความเร็วของรถเป็นหน่วยกิโลเมตร และหน่วยไมล์ พร้อมหน้าจอดิจิตอลบอกข้อมูลเกี่ยวกับเลขไมล์รวมของรถ, ทริป A และ B ส่วนด้านขวาจะเป็นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์จะเห็นได้ว่าเรดไลน์ของรถรุ่นนี้อยู่ที่ 7,500 รอบ/นาที

 

 

 

มุมมองจากผู้ขับขี่จะเห็นความหล่อเหลาของรถคันนี้ โดยในส่วนควบคุมจะใช้แฮนด์แบบจับโช๊คสไตล์ Cafe Racer สุดคลาสสิก ส่วนประกับแฮนด์ด้านซ้ายจะเป็ปุ่มควบคุมไฟสูง/ไฟต่ำ, ไฟพาส, ไฟเลี้ยว และแตร

 

 

ด้านขวาเป็นปุ่ม off/run และปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

 

 

ถังน้ำมันสไตล์ Cafe Racer ความจุ 13.7 ลิตร พร้อมฝาถังน้ำมันแบบใหม่ ใช้กุญแจปลดล็อกเพื่อเปิดฝาเติมน้ำมัน

 

 

เบาะนั่งเป็นแบบตอนเดียว ความสูง 793 มม. โดยสามารถเปลี่ยนเป็นเบาะ 2 คนนั่งได้ โดยเบาะสำหรับ 2 คนนั่งนั้น จะยาวไปคลุมถึงเฟรมท้ายรถ

 

 

และสิ่งที่จัดว่าเด่นที่สุดเท่าที่ผมเห็นคืองานประกอบตัวรถที่เนี้ยบมากๆ งานประกอบสวยงาม แน่นหนา แทบจะไม่มีจุดที่สามารถติได้ ซึ่งผมเชื่อว่าจุดนี้แหละจะพลิกโฉมของแบรนด์ไปตลอดกาล ด้วยการทุ่มเทการพัฒนารถมาอย่างยาวนานกว่า 4 ปี ทำให้การประกอบรถนี้บอกเลยว่าพัฒนาไปในทุกมิติ โดยสังเกตุได้จากงานประกอบรถที่เนียนมาก งานเชื่อมเหล็กคือมีความละเอียดสูงมาก จนทำให้ตัวรถมีความหรูหราขึ้นมาทันที แตกต่างจากโมเดลก่อนหน้าที่ค่อนข้างดิบๆ ซะหน่อย

 

 

ข้อมูลทางเทคนิค

สมรรถนะเครื่องยนต์

เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วย Oil-cooler 
ปริมาตรกระบอกสูบ 648 ซีซี
อัตราส่วนกำลังอัด 9.5 : 1
องศาจุดระเบิด 270 องศา
เกียร์ 6 สปีด พร้อมสลิปเปอร์คลัช
แรงม้าสูงสุด 47 แรงม้า ที่ 7,250 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 52 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ/นาที* 
 

*ตัวเครื่องสามารถสร้างแรงบิดสูงถึง 80% ได้
ตั้งแต่รอบเครื่องเพียง 2,500 รอบ/นาที

 

มิติรถ

ขนาดกว้าง x ยาว x สูง (มม.) 2,122 x 1,165 x 789
ระยะฐานล้อ (มม.) 1,400
มุมคาสเตอร์ / ระยะเทรล (มม.) 24° / 106
น้ำหนักรถเปล่า (กก.) 202
ความจุถังน้ำมัน (ลิตร) 13.7
ความสูงเบาะนั่ง (มม.) 793
ระยะห่างจากพื้น (มม.) 174
เฟรม แบบท่อเหล็กเปลคู่

 

ระบบกันสะเทือน, ล้อ, เบรค

โช๊คหน้า Telescopic ขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 110 mm
โช๊คหลัง สปริงคู่พร้อมซัพแท็งค์ ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระยะยุบ 88 mm
ล้อหน้า ล้อซี่ลวด 36 ซี่ ขนาด 100/90-18 พร้อมยาง Pirelli Phantom Sportcomp
ล้อหลัง ล้อซี่ลวด 36 ซี่ ขนาด 130/70-18 พร้อมยาง Pirelli Phantom Sportcomp
เบรคหน้า  ดิสเบรคเดี่ยวขนาด 320 มม. พร้อมปั้มเบรคจาก Bybre และ
ระบบ ABS จาก Bosch
เบรคหลัง  ดิสเบรคเดี่ยวขนาด 240 มม. พร้อมปั้มเบรคจาก Bybre และ
ระบบ ABS จาก Bosch

 

ความแตกต่างระหว่างรุ่น GT และ Interceptor

Continental GT 650 จะมีเบาะนั่งสูงเพียง 793 มม. ตัวแฮนเป็นแบบจับโช๊ค มาพร้อมเบาะนั่งเดี่ยว, ถังน้ำมันแบบ Sport และตำแหน่งพักเท้าแบบ Sport ทำให้ตัวรถมีความเป็นรถ Sport สายหมอบอย่างมาก ส่วน Interceptor จะเป็นแนวโร้ดสเตอร์ แบบรถเน็กเก็ตในปัจจุบัน ควบคุมรถด้วยแฮนบาร์

 

 

การขับขี่

สำหรับการขับขี่ Royal Enfield Continental GT ผมได้ทดสอบตัวรถในเส้นทางจากเมืองซานตา ครูส ผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยว และลาดชันในอุทยาน Big Basin Redwood - เมือง Felton - อุทยาน Skewood ต่อด้วยเส้นทางเลียบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นทางไฮเวย์ตรงยาวตลอดทาง จนถึงจุดเริ่มต้น ระยะทางรวมกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางส่วนใหญ่จะเน้นโค้งสลับการขึ้นลงทางลาดชันเสียส่วนใหญ่ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารซึมซับอรรถรสการขับขี่สไตล์ Cafe Racer อย่างจัดเต็ม

 

 

แน่นอนครับว่าการเข้ามาขับขี่ในต่างประเทศเนี้ยเราจะต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมการขับขี่ของประเทศนั้นๆ เสียก่อน อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาเนี้ยบอกเลยว่าทุกอย่างแทบจะกลับไปอีกด้านหนึ่งจากการขับขี่ในบ้านเรา เพราะว่าประเทศนี้ใช้ระบบการจราจรแบบชิดขวา พวงมาลัยรถยนต์ด้านซ้าย ซึ่งต่างจากบ้านเราที่ขับชิดซ้าย พวงมาลัยรถยนต์อยู่ด้านขวา เพราะฉะนั้นเวลาจะขับผ่านทางแยก ต้องมอง "ซ้าย-ขวา" ให้ชิน เลี้ยวรถแล้วเข้าเลนขวาให้ไว อย่าเผลอไปวิ่งชิดซ้ายเชียว !

 

 

สิ่งที่สัมผัสได้จากตัวรถ GT 650 คันนี้ คือตัวรถมีนิสัยของเครื่องยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากรถ Royal Enfield ทุกรุ่นก่อนหน้านี้ทุกประการ มีอัตราเร่งจัดจ้านมากๆ โดยผมได้ทำการทดสอบอัตราเร่งในช่วง 0-100 กม./ชม. พบว่ารถใช้เวลาในการขึ้นไปที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ในช่วง 3-4 วินาทีเท่านั้น เนื่องด้วยแรงบิดของเครื่องยนต์ตัวนี้จะมาสูงมากๆ ตั้งแต่รอบเครื่องยนต์เพียง 2,500 รอบเท่านั้นเอง ทำให้ตัวรถสามารถสร้างอัตราเร่งที่สูงมากได้อย่างง่ายดาย แรงบิดในการส่งขึ้นทางชันทำได้ดีมาก ด้วยพละกำลังแรงบิดที่มาตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้การขึ้นทางชันนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย

 

 

ส่วนเรื่องรอบเครื่องยนต์ ณ ความเร็วต่างๆ ทางผมได้ทดสอบมาอยู่ 4 ช่วงความเร็ว ได้แก่

80 กม./ชม. ที่ 3,500 รอบ/นาที
100 กม./ชม. ที่ 3,900 รอบ/นาที
120 กม./ชม. ที่ 4,800 รอบ/นาที
140 กม./ชม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

ส่วนความเร็วสูงสุดเท่าที่ทดสอบได้ อยู่ที่ 170 กม./ชม. ที่รอบเครื่องยนต์ 7,100 รอบ/นาที ซึ่งเรดไลน์ของรถรุ่นนี้อยู่ที่ 7,500 รอบ/นาที ผมเชื่อว่าหากมีระยะทางให้ลองทดสอบได้ไกลมากพอ น่าจะเห็นตัวเลขความเร็วสูงสุดมากกว่านี้แน่นอน การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงทำได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยตัวรถถูกออกแบบมาในแนวสปอร์ตอยู่แล้ว สำหรับผู้ที่รักความเร็วบอกเลยว่าคันนี้ขี่มันส์มากกกกกก (ก ไก่สัก 100 ตัว)

 

 

ช่วงล่าง

ช่วงล่างของ Continental GT 650 ทำงานได้ดีมากๆ แม้ตัวรถจะเป็นแนว Cafe Racer สายหมอบ ทว่าโช๊คอัพกลับทำงานได้อย่างนุ่มนวล ซับแรงกระแทกจากเนินและหลุมบั้มพ์ต่างๆ ที่มีค่อยข้างเยอะบนถนนในซานฟรานได้เป็นอย่างดี การเข้าโค้งด้วยความเร็วถึง 120 กม./ชม.จัดว่าไม่มีปัญหา สร้างความมั่นใจได้

ประกอบกับยางติดรถที่ให้มาคือ Pirelli Phantom Sportcomp ที่มีความสามารถในการยึดเกาะที่ดีบอกเลยว่าตลอดการทดสอบทั้งวันกว่า 200 กิโลเมตรบนทางดำที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันสูงมากตั้งแต่ 12 ถึง 27 องศาเซลเซียส ก็ไม่พบอาการลื่นใดๆ

 

 

ท่าทางการขับขี่

Royal Enfield Continental GT 650 คันนี้ ถูกออกแบบตัวรถมาเป็นแนว Cafe Racer ซึ่งได้วางตำแหน่งพักเท้าขึ้นมาสูงกว่า และถอยไปด้านหลังมากกว่ารุ่น Interceptor ทำให้ท่าทางการวางขาเป็นแบบรถสปอร์ตเลยล้ะ ประกอบกับตัวถังน้ำมันและเบาะนั่งแบบตอนเดียวที่เพรียวบางกว่า ทำให้การวางตำแหน่งของขาและเท้าเป็นแบบรถสปอร์ตเลย

 

 

ข้อสังเกตุของรถคันนี้ เห็นจะเป็นตำแหน่งในการหนีบเข่าเข้ากับถังน้ำมันที่ทำได้ค่อนข้างยากไปสักหน่อย แต่ตัวรถก็มีการออกแบบรองรับผู้ขับขี่ที่มีร่างกายสันทัดแบบผมไว้เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถหนีบตัวรถบริเวณของคาบูจำลองใต้ถังน้ำมันได้อย่างพอดี

ในส่วนของเบาะนั่งแบบตอนเดียวนั้น ตัวเนื้อเบาะจะแข็งๆ สไตล์รถสปอร์ตเลยล้ะครับ พอขี่นานๆ แล้วก็จะปวดเมื่อยกันสักนิด แต่ก็พอผ่อนคลาสอริยบทการขับขี่สักพักก็ดีขึ้น แต่ถ้าเปลี่ยนเบาะให้นุ่มขึ้นสักหน่อยน่าจะสบายขึ้นกว่าเดิม

และในส่วนของหน้ายางทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีขนาดไม่กว้างมากนัก โดยตัวรถแนวนี้มักจะถูกนำไปคัสต้อมโดยปกติ เชื่อว่าต้องมีหลายๆ คน นำไปเปลี่ยนยางหลังให้ใหญ่ขึ้นกันแน่นอน โดยจากการคาดคะเนของผมแล้วน่าจะได้ถึงไซส์ 160 กันเลยล้ะ ทั้งนี้ต้องลองก่อนนะครับ เพราะตัวรถทดสอบที่นำมาให้ลองกัน ใช้ยางขนาด 130 เท่านั้นเอง

 

ราคาวางจำหน่าย

สำหรับราคาวางจำหน่ายดังกล่าวนี้ จะเป็นราคาในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยราคาจะคำนวณเป็นเงินไทยให้แล้วเรียบร้อย ซึ่ง Continental GT 650 เปิดราคารุ่นเริ่มต้นอยู่ที่ 200,000 บาท รุ่นคัสต้อม 210,000 บาท และรุ่นสีโครเมี่ยม 222,500 บาท สำหรับการวางจำหน่าย Royal Enfield Continental GT 650 มีแง้มๆ มาว่าจะมาภายในต้นปีหน้านี้อย่างแน่นอน

 

 

 

สรุป

Royal Enfield Continental GT 650 เป็นรถบิ๊กไบค์ขนาดกลางที่มีแรงบิดจัดจ้านเร้าใจเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร็วบนรถแบบคลาสสิก ซึ่งตัวรถมีน้ำหนักไม่สูงมากนัก มีราคาไม่แพง และค่าบำรุงรักษาต่ำ เหมาะสำหรับผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์ทั้งที่มีประสบการณ์ไม่สูงมากนักก็สามารถควบคุมรถได้อย่างสบายๆ

สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ขับขี่สูง คงต้องการประสิทธิภาพของรถมากยิ่งขึ้น อาจจะเปลี่ยนยางให้มีหน้ากว้างมากขึ้น เพื่อรองรับองศาการเข้าโค้งที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

บททดสอบ / ภาพ โดย กฤตนู Paknam536


ขอขอบคุณ Royal Enfield สำหรับการเรียนเชิญทางเราเข้าร่วมทดสอบรถจักรยานยนต์ในครั้งนี้

ขอขอบคุณ กางเกงเซฟตี้จาก BRAAP Jean

 

 

 

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่


ความคิดเห็น