ขี่มอไซ 9 วัน ที่ Leh Ladakh สักครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องมาที่นี่ - Moto Himalaya EP1 Share this
รีวิวมอเตอร์ไซค์
โหมดการอ่าน

ขี่มอไซ 9 วัน ที่ Leh Ladakh สักครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องมาที่นี่ - Moto Himalaya EP1

Paknam536
โดย Paknam536
โพสต์เมื่อ 27 สิงหาคม 2562

Leh Ladakh ดินแดนท่ามกลางขุนเขาหิมาลัยอันสูงใหญ่ ล้อมรอบเมืองขนาดเล็กอันแสนสงบนี้ไว้อย่างงดงาม ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ใน Ladakh ได้แก่ คาดุง-ลา ถนนที่สูงที่สุดในโลก, หมู่บ้านนูบร้า, ทะเลสาบปันกอง ทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก เป็นต้น ซึ่งในครั้งนี้เรามากับทริป Royal Enfield Moto Himalaya 2019


 

เลห์ ลาดัค ชื่อนี้เชื่อว่าไม่มีไบเกอร์ท่านใดไม่รู้จัก ลาดัคจัดว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องมาสัมผัสด้วยตนเองในชีวิตนี้ ไม่ใช่เพียงแต่ชาวไทยเท่านั้น ที่ใฝ่ฝันอยากมาสัมผัสที่นี้ แต่หากเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวสายผจญภัยทั่วทั้งโลก ด้วยเอกลักษณ์ของภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร ถนนที่ดูแสนธรรมดา กลับดูสวยงามขึ้นทันตา ด้วยพลังของธรรมชาติที่รังสรรค์ความมหัศจรรย์นี้ได้อย่างลงตัว และยิ่งหากมาเยือนดินแดนแห่งนี้ด้วยรถมอเตอร์ไซค์แล้ว บอกเลยว่าเราจะได้ลิ้มรสของมนต์เสน่แห่งลาดัคไว้ได้อย่างครบถ้วน

 


Royal Enfield Moto Himalaya เป็นอีกสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับเหล่าไบเกอร์ที่อยากมาเยือนดินแดนแห่งนี้ด้วยความปลอดภัย ซึ่งในทริปนี้ จัดโดย Royal Enfield ประเทศอินเดียเองโดยตรง ซึ่งมีบริการให้กับผู้เข้าร่วมทริปอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น บริการแพทย์ประจำกลุ่ม ที่จะเดินทางติดตามมาด้วยตลอด 9 วัน, บริการช่างภาพนิ่ง และวิดีโอ, บริการรถขนสัมภาระ, ไกด์ทัวร์, มาร์แชลนำทาง รวมถึงรถ Royal Enfield Himalayan ที่ให้ใช้น้ำมันได้ฟรีตลอดทริป !

 

 

วันที่ 1 จากบ้าน สู่ลาดัค


วันแรกของทริป Moto Himalaya 2019 ทางผู้จัดทริปกำหนดให้ผู้เข้าร่วมทุกคนที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก พักผ่อนภายในเมือง เพื่อปรับร่างกายเข้ากับความสูง 3,500 เมตรกันก่อน โดยหลังจากลงเครื่องบินที่สนามบิน Leh แล้ว ทุกท่านจะถูกพาไปยังโรงแรมเพื่อพักผ่อนก่อนเลย ซึ่งทุกคนควรงดการออกกำลังกายทุกชนิด ห้ามวิ่ง และห้ามกระโดดเด็ดขาด เพราะอาจทำให้หน้ามืด และหมดสติ เนื่องจากขาดอ็อกซิเจนได้ เพราะว่าที่ลาดัค มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากถึง 3,500 เมตร ซึ่งกรุงเทพบ้านเรา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 0-2 เมตรเท่านั้น

อ่านบทความ 3 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนไป Leh Ladakh

 


และด้วยความเอาใจใส่ของทีมงานทริปนี้ "หมอ" หรือที่เราเรียกกันว่า Doc จะบังคับให้ทุกคนได้ตรวจร่างกาย วัดความดันกันทุกคน เพื่อประเมิณสภาพร่างกายว่าต้องปฎิบัติตัวอย่างไรให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับความสูงนี้ได้ ซึ่งตัวผมเองไม่ได้เป็นอะไรเยอะมาก เพียงแค่ปวดศรีษะเล็กน้อย หมอจึงแนะนำให้นอนพักผ่อนเยอะๆ เพียงอย่างเดียว

 

 

ในส่วนของอาหารที่ Leh ส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัส หากท่านใดคิดว่าไม่น่าจะถูกใจกับอาหารท้องถิ่น แนะนำให้นำพวกอาหารพร้อมทานจากบ้านเรามาด้วยนิดหน่อย ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ไหนๆ ก็มาไกลแล้ว ลองสักหน่อยสิจะเป็นอะไรไป แฮะๆ

แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ แนะนำให้สั่ง Maggi หรือ Egg Maggi รับรองจะติดใจ อร่อยจริง และมีทุกที่ครับ

 

 

ในส่วนของเวลาที่อินเดีย ช้ากว่าบ้านเรา 1.30 ชั่วโมงครับ ส่วนซิมโทรศัพท์ที่นี่ ใช้ไม่ได้ครับ Wifi อย่างเดียว

ส่วนสาเหตุที่ใช้ไม่ได้ เนื่องจากเขตนี้ ทางภาครัฐอนุญาตให้เฉพาะซิมรายเดือนใช้งานเท่านั้น ส่วนชาวต่างชาติอย่างเราๆ ที่มาใช้ซิมที่นี่ หรือซิมโรมมิ่ง หรือพวกซิมเติมเงินต่างๆ จะใช้งานไม่ได้ครับ

 


วันที่ 2 ขับขี่รอบเมือง Leh


วันที่สองของทริป เราได้เริ่มขี่รถกันจริงๆ แล้ว กับรถมอเตอร์ไซค์ Royal Enfield Himalayan อ่านรีวิวได้ที่นี่ ซึ่งเป็นรถมอเตอร์ไซค์แบบอเนกประสงค์ รองรับกับการขับขี่ทุกเส้นทาง ซึ่งวันแรกเราได้ขับขี่เบาๆ กันก่อนประมาณ 120 กม. ในเส้นทางดำโดยส่วนใหญ่ และมีทางฝุ่นให้พอสนุกๆ โดยจุดประสงค์หลักเพื่อให้เรารับมือกับความสูง 3,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลในระหว่างขับขี่ได้ก่อน เพราะวันถัดไปเราต้องขี่ขึ้นไปบนถนนสูงที่สุดในโลก ณ จุด Khadung-La ที่ความสูง 5,350 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

 


วิวตลอดเส้นทางขับขี่วันแรกที่ Leh ผมบอกเลยว่า มัน ว้าว มาก ! เพราะสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเขาสูงใหญ่ล้อมรอบตัวเราไว้ชนิด 360 องศา หาชมจากที่อื่นนี้ได้ยากแน่นอน 
จากนั้นเราไปชมวิหารทางศาสนาของที่นี่ ซึ่งจัดว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินที่ห้ามพลาด

 


ห้องน้ำ เป็นไง?


สำหรับห้องน้ำที่อินเดียตามรายทาง แนะนำว่า ธุระเบานั้นยังพอทำใจใช้ได้ แต่ถ้าธุระหนัก จัดการให้เรียบร้อยจากโรงแรมจะดีกว่าครับ เพราะห้องน้ำตามรายทางนั้น เรียกว่าเคยได้ยินมาเป็นยังไง มันเป็นอย่างนั้นเลยทีเดียว ลักษณะคือยิงตรงจากตัวเราสู่ธรรมชาติ และยังเห็นธุระเก่าๆ ของคนก่อนหน้าเราด้วย บอกเลยว่าสุดๆ 

 


วันที่ 3 Khadung-La ถนนที่สูงที่สุดในโลก


Khadung-La เป็นถนนที่สูงที่สุดในโลกมากถึง 5,350 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ไม่ห่างจากเมืองลาดัคมากนัก แต่ใช้เวลาการขับขี่นานถึง 2 ชั่วโมง เนื่องด้วยเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยว และสูงชัน แถมก่อนถึงจุดหมาย 10 กม. เป็นทางวิบากซะด้วย บอกเลยว่าถ้าร่างกายไม่พร้อม มีหอบ

เริ่มออกเดินทางจากตัวเมือง Leh ตั้งแต่เวลา 8.00 น. เนื่องด้วยวันนี้ค่อนข้างใช้เวลาในการขับขี่ที่เยอะ ด้วยระยะทางรวมกว่า 130 กม. โดยมีปลายทางที่หมู่บ้านนูบร้า

 

 

การขับขี่ในวันนี้ จัดว่าเป็นเส้นทางไฮไลท์เลยทีเดียว เนื่องด้วยจะขับขี่ผ่านถนนที่สูงที่สุดในโลก ที่จุด Khadung-La ด้วยระดับความสูงกว่า 5,350 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเส้นทางที่ขับขึ้นไปนั้นจัดว่าเป็นทางวิบากเกือบตลอดเส้นทาง เนื่องด้วยเป็นทางน้ำไหลผ่านถนน และมีรถใหญ่วิ่งบ่อย ทำให้ถนนเส้นนี้ค่อนข้างแย่สักนิด แต่ก็ไม่ได้จัดว่าขับขี่ยากจนเกินไปนัก

 


เมื่อเดินทางถึง Khadung-La ความรู้สึกแรกคือ "หายใจยากมาก" เนื่องด้วยความสูงกว่า 5,350 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ใครร่างกายไม่แข็งแรงนี้ มีหน้ามืดเอาง่ายๆ เลยทีเดียวเชียว ซึ่งคนที่แข็งแรง ก็แข็งแรงระดับสามารถวิ่ง และวิดพื้นได้เลย
ส่วนคนที่ไม่ไหว แค่นั่งเฉยๆ ก็เป็นลมแล้ว เพราะขาดอ็อกซิเจน ซึ่งต้องรีบลงไปสู่พื้นที่ที่มีระดับต่ำกว่าทันที หรือติดต่อแพทย์เพื่อให้อ็อกซิเจนก็ได้

 


ถัดลงมาจาก Khardung-La ก็พบกับธรรมชาติที่สวยงามมากๆ สไตล์ยุโรปเลยทีเดียว ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ที่มีเหล่าลาน้อยกำลังกินอาหารอยู่ท่ามกลางทุ่งใหญ่และลำธารที่ได้น้ำมาจากการละลายของน้ำแข็งบนภูเขาสูงด้านหลังนั่นเอง จัดว่าเป็นวิวที่สวยงามมาก และน่าประทับใจสุดๆ

 

 

ออกจาก Khardung-La ก็เดินทางต่อมายาวๆ เลียบแม่น้ำ Shyok ซึ่งถนนที่เลียบแม่น้ำแห่งนี้ มีความสูงกว่าแม่น้ำด้านล่างเกือบ 1 กิโลเมตร แถมทางก็เป็นออฟโรดเบาๆ เรียกว่าวิวสวยมาก แต่ห้ามพลาดเชียว

 

 

ทีเด็ดของทางนี้คือ สิบล้อเยอะมาก ครั้นมอเตอร์ไซค์สวนกับสิบล้อก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่หรอก แต่ด้วยความกว้างถนนเฉลี่ยเพียง 3 เมตร ถ้ารถยนต์สวนกับสิบล้อนี่สิ...

 

 

ถัดจากดงสิบล้อ เรามุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านนูบร้า ซึ่งจุดเด่นของที่นี่คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาสูงชัน และทะเลทรายขนาดย่อมๆ ซึ่งตัวหมู่บ้านเปรียบเสมือนโอเอซิสท่ามกลางทะเลสาบเลยทีเดียว เพราะเป็นเพียงไม่กี่จุดในย่านนี้ที่มีน้ำ ทำให้จุดนี้มีความอุดมสมบูรณ์

และความบันเทิงที่จุดนี้อีกหนึ่งอย่างคือ ไม่มี wifi ให้ใช้ครับ....

 

 

และอีกหนึ่งจุดเด่นของที่หมู่บ้าน Nubra คือ ทะเลทรายขนาดใหญ่ ซึ่งมีความกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา น่าขี่มอเตอร์ไซค์สุดๆ

 


วันที่ 4 Pangong Tso ทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก

 

 

เราเริ่มออกเดินทางจากหมู่บ้านนูบร้ากันตั้งแต่ 7 โมงเช้า เนื่องด้วยเส้นทางจากหมู่บ้านนูบร้าไปยังทะเลสาบผางกงโฉ มีจุดต้องข้ามน้ำหลายจุด ซึ่งจุดแรกที่ข้ามน้ำนั้นจัดว่าค่อนข้างง่าย แต่เมื่อพบกับจุดที่สอง ความคิดนั้นต้องเปลี่ยนไป เพราะทางที่ต้องผ่านถูกน้ำซัดขาดไปเป็นที่เรียบร้อย....

 

 

เรารอเจ้าหน้าที่ทหารของอินเดีย ทำการสร้างทางใหม่ ให้รถสามารถขับผ่านไปได้ ซึ่งกินเวลาไปเกือบ 1 ชั่วโมงด้วยกัน ซึ่งถนนเส้นนี้ถูกน้ำป่าถล่มเมื่อคืน ทำให้สภาพทางนั้นมันไม่ค่อยจะเหมือนถนนสักเท่าไหร่ แต่เป็นทะเลหินก้อนใหญ่ๆ ที่ถมกันแน่นๆ จนเพียงพอให้รถขับผ่านไปได้ ซึ่งรถมอเตอร์ไซค์อย่างเรา จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอ่านไลน์การขับให้ดี ไม่งั้นได้ลงไปกลิ้งบนหินคมๆ ซึ่งไม่อยากจะนึกภาพตามนักว่าจะเจ็บขนาดไหน แต่ก็จัดว่าสนุกดี ฮ่าาาา
ทริกเล็กๆ : ขับตามรอยล้อรถยนต์ ปลอดภัยที่สุด เพราะพื้นจุดนั้นจะแน่นแล้ว

 


หลังจากข้ามน้ำตรงจุดที่ถนนขาดมา ซึ่งความลึกประมาณหน้าแข้งของผมเลยทีเดียว รถ Royal Enfield Himalayan ประจำตัวผมก็สามารถพาตะลุยน้ำลึกมาได้อย่างไร้ปัญหา และจากการข้ามน้ำจุดถนนขาดมาแล้ว ก็ยังมีข้ามน้ำอีกหลายจุด จนขี้เกียจนับแล้วว่าข้ามน้ำไปกี่ครั้ง...

 

 

และเป็นที่แน่นอนครับว่า ด้วยอากาศที่เย็นระดับ 10-15 องศาตลอดทั้งวัน ไม่ต้องไปสืบเลยว่า "น้ำ" ที่เราข้ามทั้งหลาย ซึ่งเป็นน้ำที่มาจาก "น้ำแข็งละลาย" บนภูเขาสูง จะเย็นขนาดไหน ถ้าอยากนึกภาพตาม ให้เอามือแช่ถังน้ำแข็งที่ใส่น้ำไว้แล้ว นั้นแหละครับคือความเย็นของน้ำที่นี่ ผสมกับอากาศที่ไม่ถึง 15 องศาเซลเซียส ลองคิดภาพตามครับว่าจะเย็นขนาดไหน หากชุดขับขี่ของคุณไม่ได้กันน้ำ


แต่ทุกอย่างมีทางออกเสมอ ซึ่งก่อนการเดินทางมาที่นี่ ผมได้เตรียมอุปกรณ์ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ที่เน้นหนักเรื่องการกันน้ำ, กันลม, กันฝน ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ ไม่ได้กันการ "จมน้ำ" จากการลุยถนนที่จมน้ำลึกระดับหัวเข่า
ตัวช่วยที่ผมหามาได้คือ "ถุงเท้ากันน้ำ" ซึ่งบอกเลยว่าเวิร์คมากๆ ตลอดการขับขี่ 8 วัน 1,000 กิโลเมตรของผม น้ำเข้ารองเท้าจนเป็นอ่างปลา แต่เท้าผมไม่เปียกเลย อีกทั้งคุณสมบัติพ่วงมาของถุงเท้ากันน้ำทั้งหลายคือการกันความเย็นนั้นเอง ซึ่งหากจะหาซื้อมาใช้ แนะนำแบบที่แห้งไวหลังจากการเปียกน้ำด้วย จะดีมากๆ

 

 

และหลังจากการลุยน้ำจนนับไม่ถ้วน ขี่บนเส้นทางออฟโรดอีกกว่า 50 กิโลเมตร ในที่สุดเราก็มาถึงทะเลสาบ ผางกงโฉ ทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก สูงถึง 4,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง อีกทั้งทัศนียภาพอันสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และน้ำในทะเลสาบที่ใสจนเห็นพื้นด้านล่าง จนมีผู้ร่วมทริปหลายท่านอดใจไม่ไหว ต้องขอลงไปสัมผัสด้วยตัวเอง

 

 

ที่พักในค่ำคืนนี้ เรานอนกันในกระโจมอีกเช่นเคย แต่ความพีคของที่นี่คือไม่มีน้ำอุ่นให้ใช้ที่ห้องนั่นสิ ทว่าความโชคร้ายในความโชคดี มีระบบทำน้ำร้อนจากแสงอาทิตย์อยู่หลังห้องของผมครับ รอดตัวไป รองน้ำร้อนมาผสมน้ำเย็นอาบ สดชื่น สบายตัว พักผ่อนสบาย เตรียมพร้อมการเดินทางกลับสู่ความเจริญในวันพรุ่งนี้ เพราะวันนี้ ไม่มี Wifi อีกแล้ว...

 

 

วันที่ 5 ถนนที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก


หลังจากที่เราเดินทางไปพักที่หมู่บ้านนูบร้า และทะเลสาบ ผางกงโฉ ซึ่งทั้งสองที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ทั้งคู่ ทำให้เราถูกตัดขาดจากโลกภายนอกถึง 2 วันกว่าๆ จนได้รับการขนานนามว่า "Electronic detox" เป็นการดีท็อกซ์ร่างกาย จากการใช้อุปกรณ์สื่อสารของคนเรา ซึ่งปัจจุบันนับเป็นอวัยวะส่วนที่ 33 ของร่างกายไปแล้ว
ซึ่งเมื่อทุกคนเดินทางถึง Leh จึงอดไม่ได้ที่จะอัพรูปที่ถ่ายมาตลอด 2 วัน พร้อมติดต่อคนทางบ้านที่กำลังห่วงใย

เช้าวันนี้ ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกลเกือบ 200 กม. จึงกำหนดให้รถขนสัมภาระ ออกเดินทางไปล่วงหน้ากลับ Leh ไปก่อน 1 ชั่วโมง ส่วนทีมขับขี่ ให้มาถ่ายรูปเล่นกันที่ทะเลสาบกันก่อนกลับเข้าเมือง ซึ่งบอกเลยว่าการขี่บนทรายนุ่มๆ มันส์สุดๆ

 

 

และแล้ว เรื่องเซอร์ไพรซ์ก็เกิดขึ้น เจ้ารถขนกระเป๋าเจ้ากรรม สงสัยอยากจะเล่นน้ำไปหน่อย ไปนอนแช่น้ำเค็มในทะเลสาบผางกงซะอย่างงั้น ขึ้นมาไม่ได้ ต้องขนย้ายกระเป๋าสัมภาระขึ้นรถช่างภาพแทน ปั้นโถ่ ซนจริงๆ นะนายจ๋า...

 

 

หลังจากพ้นรถที่จมน้ำมาแล้ว ใช่ว่าทุกอย่างได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลังจากที่เมื่อวานเราขับขี่ลุยน้ำกันชนิดที่ว่า "นับไม่ถ้วน" วันนี้ก็ใช่ว่าจะราบรื่น แม้เราจะเจอกับทางข้ามน้ำจนชินแล้วก็ตาม ทว่าวันนี้เราได้พบกับ "ถนนที่สูงเป็นอันดับสองของโลก" รองจาก Khadung-La กันที่ Chang-La นั่นเอง ที่ความสูง 5,300 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล.... แถมเส้นทางที่ใช้นั้น ผมจัดให้เป็นเส้นทางที่ชวนไส้เลื่อนได้หนักสุดในทริปนี้ เพราะมันมีแต่หลุม บ่อ หิน และก็ น้ำ แถมหายใจลำบากอีก ครบสูตร !!!

 

 

 

และแล้ว ด้วยความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั่นของผม ผมก็สามารถเดินทางมาถึงจุดที่ถนนสูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลกได้สำเร็จ

ขอแอบกระซิบว่า ตรงนี้เริ่มมีอาการ High Attitute sickness อีกแล้ว เพราะมันสูงมากจริงๆ

 

 

สำหรับตอนต่อไป เราจะออกเดินทางกันต่อในวันที่ 6 จาก Leh Ladakh มุ่งหน้าไปยัง Tso Moriri และ Tso Kar ซึ่งเราได้ประสบกับการขับขี่มอเตอร์ไซค์บนหิมะด้วย จะเป็นอย่างไรนั้น คลิกไปชม EP2 ได้ที่ภาพด้านล่าง

 

คลิกเพื่ออ่านต่อตอนที่ 2 

 

 

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ