รีวิวทดสอบ New MG HS ออปชั่นแน่น หรูหรา ราคาประหยัด Share this

รีวิวทดสอบ New MG HS ออปชั่นแน่น หรูหรา ราคาประหยัด

Champ Autospinn
โพสต์เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2562

ปัจจุบัน ตัวเลือกของรถยนต์กลุ่มเอสยูวี ในท้องตลาดมีอยู่มากมาย หลายค่ายต่างก็งัดเทคโนโลยี รวมถึงออปชั่นต่างๆ เพื่อหวังช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด รวมถึงค่าย MG ที่ส่งน้องใหม่อย่าง MG HS เข้ามาทำตลาดในไทย


New MG HS เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโมเดลใหม่ ถูกจับวางตำแหน่งให้แทนที่ MG GS ได้รับการออกแบบเพื่อให้เป็นรถที่มีความสง่างาม ผสมผสานระหว่างความหรูหรากับความสปอร์ต โดดเด่นด้วยเส้นสายตัวถังแบบ British Shoulder Line ที่เน้นเรื่องความโค้งมนของตัวรถ

กระจังหน้าดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ตามแนวคิด Stella Magnetic Field ที่ได้แรงบันดาลใจ มาจากกลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่ดึงดูดเข้าหากัน หลังโลโก้ MG มีเรดาห์สำหรับกะระยะ ทำงานร่วมกับกล้องที่อยู่ด้านบนของกระจกหน้า นั่นหมายความว่า ฟังก์ชั่นของเจ้าคันนี้มีระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันมาให้นั่นเองครับ นอกจากนี้ ยังมีระบบเตือนการชนด้านหน้า,ระบบเบรกอัตโนมัติ มาให้อีกด้วย ในส่วนของไฟหน้า ก็เป็นแบบ LED Projector พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ และไฟหน้ายังสามารถปรับสูง-ต่ำแบบอัตโนมัติอีกด้วย ไฟ Daytime Running Lights ด้านล่างสุดเป็นไฟตัดหมอก โดยรวมของด้านหน้า ถือว่าให้ออปชั่นมาครบจริงๆครับ

ด้านข้าง ตัดด้วยคิ้วซุ้มล้อ และ ชายล่างสีดำด้าน รวมไปถึงการเล่นลวดลายของคิ้วโครเมี่ยมที่ชายล่างของประตู ช่วยเพิ่มความหรูหราไปอีกแบบ

กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ มีไฟเลี้ยวในตัว ด้านล่างของกระจกมองข้างมีกล้อง ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าคันนี้ ได้ฟังก์ชั่นกล้องมุม 360 องศา เตือนมุมอับสายตาด้านข้าง

มือเปิดประตูตัดด้วยสีเงินระบบเปิด-ปิดแบบคีย์เลส

ไฟท้ายแบบ Space Light Field ไฟเลี้ยวแบบ Sequential ที่ลำแสงจะวิ่งจากด้านในออกด้านนอก ฝาท้ายไฟฟ้าพร้อมกล้องมองหลัง

ในรุ่น D และ X จะได้เป็นล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้ว และในรุ่น C ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น จะได้เป็นล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว

ภายในหรูหราด้วยโทนสีแดง ออกแบบให้มีความโค้งมนโอบรับสรีระ ตกแต่งด้วยวัสดุภายในให้สัมผัสนุ่ม Soft Touch ครอบคลุมทั้งบริเวณคอนโซลหน้า และแผงประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าแบบ Bucket Seat ทรงสปอร์ตสีดำสลับแดง และยังมีส่วนที่หุ้มด้วยวัสดุ Alcantara (เฉพาะรุ่น X)

เบาะหลังนั่งสบาย ปรับพับได้แบบ 60:40 พร้อมพนักพิง ปรับองศาการเอนได้ มีที่วางแขนขนาดใหญ่ มีแอร์หลัง และไฟเส้นขอบในห้องโดยสาร Interactive Ambient Light ที่สามารถเปลี่ยนได้ 64 เฉดสี โดยไฟนี้จะติดทันทีที่เปิดประตู รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนแบบอัตโนมัติตามโหมดการขับขี่

พร้อมหลังคาพาโนรามิค ซันรูฟ ขนาดใหญ่ 1.1 ตารางเมตร ที่ยาวไปถึงที่นั่งตอนหลัง

หน้าจอเรือนไมล์ขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลทั้งเรื่องการขับขี่ ระบบความปลอดภัย ระบบความบันเทิง และระบบนำทาง

หน้าจอเครื่องเล่นขนาด 10 นิ้ว แบบทัชสกรีน มีฟังก์ชั่นหลากหลาย เช่นแผนที่นำทาง,ภาพรอบคัน,ปรับแอร์,ดูแรงดันลมยาง,ระบบความบันเทิงครบครัน มีเพลงใน True ID Music เป็นล้านเพลง และสามารถรับข่าวสารผ่านหน้าจอจากเว็บ Sanook

NEW MG HS มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ TST (Twin Clutch Sportronic Transmission) แบบ 7 สปีด ให้พละกำลังสูงสุด 162 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตัน-เมตร ในรอบที่ต่ำเพียง 1,700 รอบต่อนาที พร้อมรองรับน้ำมัน E85

สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ ผมได้ขับจาก กรุงเทพฯ – เขาใหญ่ น้ำหนักของคันเร่งในช่วงออกตัวค่อนข้างเบาครับ เพียงแค่ปล่อยเบรกและแตะคันเร่งเบาๆ ตัวรถพร้อมที่จะพุ่งออกทันที หลังจากที่ทำความคุ้นเคยกันประมาณ 20 นาที เริ่มจับหลักได้ การขับก็สมูทขึ้นครับ

จากนั้นผมได้ลองขับขี่ในแต่ละโหมดครับ เริ่มจาก Normal โหมดขับขี่แบบปกติ การไต่ความเร็วจาก 0-100 ทำได้ค่อนข้างไวครับ ตัวรถไม่ได้รู้สึกอืดเลย จังหวะเร่งแซงก็ทำได้มั่นใจไม่ต้องลุ้นครับ เพราะเทอร์โบทำงานในรอบต่ำ ซึ่งจริงๆแล้ว โหมดนี้ก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งขับแบบปกติ และการเร่งแซง

ต่อด้วยการทดสอบในโหมด Eco ซึ่งเป็นโหมดการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน คันเร่งจะรู้สึกหน่วงๆครับ เครื่องยนต์ตอบสนองช้า ไม่ขึ้นตามแรงกดของคันเร่ง ซึ่งโหมดนี้ เหมาะสำหรับการใช้งานแบบไม่รีบ หรือในช่วงที่รถติดๆซะมากกว่าครับ ถ้าจังหวะที่เรารีบๆแล้วใช้โหมดนี้ อาจรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย

ต่อด้วยการทดสอบในโหมด Sport ในโหมดนี้คันเร่งติดเท้าดีครับ เหยียบปุ๊บ รอบมาปั๊บ ขับสนุกขึ้น ลากรอบได้สูงขึ้น แตกต่างกับโหมด Eco ชัดเจนมากครับ

ปิดท้ายด้วยโหมด Super Sport จุดเด่นของโหมดนี้ ก็คือปุ่มสีแดงๆ ที่แป้นพวงมาลัย การออกแบบค่อนข้างสปอร์ต นึกถึงพวงมาลัยรถซูเปอร์คาร์เลยครับ ในโหมดนี้ รอบเครื่องจี๊ดจ๊าดมาก ขับสนุกมาก ยิ่งถ้าเจอทางโล่งๆแล้วใช้โหมดนี้นะ เผลอแปบเดียวความเร็วไปที่ 160 กม/ชม. แน่ๆ

การทรงตัว ต้องขอชื่นชมและยกนิ้วให้ครับ ว่าช่วงล่างดีมาก ช่วงที่ขับผ่านทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ตัวรถไม่ย้วย และไม่แข็งกระด้าง ช่วงล่างปรับเซ็ทมาดีในระดับที่น่าพอใจ ช่วงที่เข้าโค้งแบบแรงๆ ตัวรถก็เอาอยู่ครับ ไม่โคลงเคลง ท้ายไม่ปัด ขับแล้วรู้สึกมั่นใจดีครับ

การเก็บเสียง ถ้าเต็ม 10 ผมให้ 8.5 ครับ ถือว่าเป็นรถที่เก็บเสียงได้ดีในระดับนึง ทั้งการเก็บเสียงของลมภายนอก และเสียงของเครื่องยนต์

เทคโนโลยีความปลอดภัย ถ้าเทียบกับราคาตัวรถ ผมถือว่าให้มาเกินราคาเลยล่ะครับ ทั้งระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบลดความเสี่ยงที่จะทำให้รถพลิกคว่ำ ARP  (Anti Rolling Program) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)  และมีอีก 4 ระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา ประกอบด้วย
ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)
ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
รวมไปถึงระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) มากถึง 7 ระบบประกอบด้วย
ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)
ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) 
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist) 
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)

เป็นไงล่ะ รถราคาล้านนิดๆ แต่ได้ออปชั่นขนาดนี้ ผมว่าไม่ธรรมดาเลยนะ

แต่สิ่งที่ผมไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไหร่ ก็คือระบบเบรกครับ เบรกแล้วเหมือนจะไม่ค่อยอยู่ ต้องเหยียบลึกเข้าไปอีกนิดนึง คือน้ำหนักของแป้นเบรกขณะที่เราเหยียบ มันก็ดูดเท้าดีครับ แต่จังหวะที่เราคิดว่ามันจะต้องหยุด มันยังมีแอบไหลไปอีกนิดนึง หากใครไม่เคยขับรุ่นนี้มาก่อน แนะนำให้ขับช้าๆแล้วเบรกให้ชินก่อน

สรุปโดยรวม New MG HS ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าใช้งานนะครับ จากการทดสอบทั้งหมดที่ผมได้ลองสัมผัสมาด้วยตัวเอง ทั้งในเรื่องของสมรรถนะของเครื่องยนต์ ออปชั่นต่างๆที่เค้าให้มา รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ ถ้าเทียบกับราคา ผมก็ว่าคุ้มอยู่นะครับ ส่วนเรื่องของศูนย์บริการ ตอนนี้มีอยู่ 110 แห่ง และกำลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 140 แห่ง ในเร็วๆนี้ครับ ส่วนเรื่องอะไหล่ ทาง MG แจ้งว่าตอนนี้มีสต๊อคไว้แล้วครับ รอไม่นาน

สำหรับราคาค่าตัวของ New MG HS

MG HS TURBO รุ่น C ราคา 9.19 แสนบาท
MG HS TURBO รุ่น D ราคา 1.019 ล้านบาท
MG HS TURBO รุ่น X ราคา 1.119 ล้านบาท

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่


ความคิดเห็น


เรียกดูข่าวตามประเภทยานพาหนะ

ค้นหาข่าวโดยยี่ห้อ